บวชเป็นพระ แล้วปล่อยให้ตัวอ้วน น้ำหนักเกิน ผิดพระวินัยไหมครับ
 
วลพ
วันที่  2 ส.ค. 2555
หมายเลข  21502
อ่าน  855
สื่อนอกตีข่าว พระสงฆ์ไทยอ้วนเกินพิกัดร้อยละ 45 ส่วนอีกร้อยละ 40โรคภัยถามหา ชี้ของหวานเป็นเหตุ

//www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000094999



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ส.ค. 2555

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     สำหรับพระภิกษุ การฉันอาหาร ก็ควรจะอยู่ในปริมาณที่พอดี การฉันมากไป   ก็

เท่ากับว่า ไม่ได้พิจารณาในการฉันในขณะนั้น  ที่ไม่รู้จักความพอดี   กับตน    ก็อาจ

ทำให้อาบัติข้อใดข้อหนึ่งได้ ในขณะที่ทาน ไม่ว่าจะเป็นการไม่สำรวม การทานมาก

ไป ซึ่ง ท่านพระสารีบุตร ท่านจะรู้จักประมาณในการฉัน โดยดื่มน้ำ 7 คำ ก่อนอิ่ม

แล้วท่านก็อิ่มเพียงพอให้ชีวิตดำงอยู่ได้ เพราะ ในการฉันอาหารนั้น ภิกษุควรพิจารณา

ว่า เพียงบรรเทาเวทนาเก่า และ เพื่อเพียงพอให้ชีวิตดำรงอยู่เป็นเท่านั้น เพื่อ

ประโยชน์คือ การประพฤติพรหมจรรย์ อบรมปัญญา ไม่ใช่เพื่อเล่น หรือ เพื่อความอร่อย

ครับ ดังนั้น แม้แต่การบริโภคอาหาร ก็จะต้องพิจารณาด้วยปัญญา เป็นสำคัญ เพราะ

การบวชเป็นพระภิกษุ ไม่ใช่เพื่ออาศัยอาหารจากชาวบ้าน เพื่อเลี้ยงชีพ แต่ต้อง

พิจารณาอาหารที่ผู้มีศรัทธาให้ ฉันพอควร และ อบรมปัญญา เป็นสำคัญ ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขออนุญาตเรียนสอบถามเพิ่มเติมครับเกี่ยวกับเรื่องที่ทรงอุปมา

_การฉันอาหารเสมือนสามีภรรยาผู้เดินทางกันดารกินเนื้อบุตรเพื่ออยู่รอด 

_การฉันอาหารเปรียบเสมือนการหยอดน้ำมันที่ล้อเกวียนพอที่จะวิ่งต่อไปได้

_ทรงแสดงว่า หากปราชิกมีได้มากกว่า ๔ จะทรงบัญญัติเรื่อง การฉันอาหารโดยไม่สำรวม เป็นข้อที่ ๕

ข้อความข้างต้นอยู่ในบทใดของพระไตรปิฎกครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์ผเดิมมากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 3 ส.ค. 2555

   พระพุทธเจ้าให้พิจารณาการบริโภคอาหาร   ไม่ใช่เพื่อเล่น    ไม่ใช่เพื่อประดับตกแต่ง

ไม่ใช่เพื่อมัวเมา    แต่บริโภคเพื่อให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่ได้   จะได้มีกำลัง   มีแรงที่จะ

บำเพ็ญสมณธรรม   อ่านพระไตรปฏิก ปุตตมังสสูตร เล่ม 26 สังยุตตนิกาย  นิทานวรรค   และ อรรถกถา  สีลขันธวรรค  สามัญญผลสูตร  เล่ม  11   ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 ส.ค. 2555

      ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   พระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง   เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม เพื่อขัดเกลากิเลสที่ได้สะสมมาอย่างยาวนานในสังสารวัฏฏ์ จนกว่าจะสามารถดับได้อย่างหมดสิ้นในที่สุด ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดอกุศลเลย แม้เพียงเล็กน้อย    การบริโภคอาหาร ไม่ใช่-

เพื่อประดับตกแต่ง  เพื่อความมัวเมา เป็นต้น แต่เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เพื่อจะได้อบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสของตนเองต่อไป       ซึ่งก็หมายรวมการใช้สอยปัจจัย ๔

ทั้งหมด  ทั้งเครื่องนุ่งห่ม  อาหาร   ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค  ว่า  เพื่อประโยชน์แก่

การทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้  เพื่ออบรมเจริญปัญญา, สำหรับเพศบรรพชิต นั้น  เป็น

เพศที่จะต้องขัดเกลากิเลสเป็นอย่างยิ่ง   สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจ   

แล้วน้อมประพฤติปฏิับัติตาม เว้นในสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้าม และ  ประพฤติ

ในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต    ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว

โอกาสที่จะล่วงละเมิดพระวินัยมีโทษสำหรับตนเอง  ก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ ครับ       ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pat_jesty
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
paderm
วันที่ 4 ส.ค. 2555

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ

-การฉันอาหารเสมือนสามีภรรยาผู้เดินทางกันดารกินเนื้อบุตรเพื่ออยู่รอด 

เชิญคลิกที่นี่ครับ

การบริโภคอาหารเปรียบดั่งเนื้อของบุตร [ปุตตมังสสูตร] 

-ทรงแสดงว่า หากปราชิกมีได้มากกว่า ๔ จะทรงบัญญัติเรื่อง การฉันอาหารโดยไม่

สำรวมเป็นข้อที่ ๕

เชิญคลิกที่นี่ครับ

ผู้ไม่พิจารณาแล้วบริโภคอาหาร [อรรถกถาปุตตมังสสูต] 

----------------------------------------------

     การฉันอาหารเปรียบเสมือนการหยอดน้ำมันที่ล้อเกวียนพอที่จะวิ่งต่อไปได้

อยู่ในพระไตรปิฎก หมวดนี้ ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ - หน้าที่ 189

ขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 4 ส.ค. 2555
บทว่า  พหุํ  ยาปนตฺถํ  อภุญฺชึสุ   ได้แก่ แม้เมื่อจะฉันอาหารมากอัน ประณีต  ก็ฉันอาหารเพียงยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น.  กว่านั้นไปก็ไม่ยินดี คือไม่ถึงกับยินดี.   ไม่สยบ    คือไม่พัวพันบริโภค    เหมือนเจ้าของเกวียน ใช้น้ำมันหยอดเพลา  และเหมือนคนมีบาดแผลใช้ยาทาแผลฉะนั้น.

ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากลิ้งค์ที่อาจารย์ผเดิมให้ไว้ เป็นอรรถกถาที่ลึกซึ้งมากครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจาย์วรรณี อาจารย์คำปั่น อาจารย์ผเดิม และทุกๆ ท่านครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ