บุพพกรรมของนางปฏาจารา
 
emancipation
วันที่  2 ส.ค. 2555
หมายเลข  21505
อ่าน  3,917

    อยากทราบบุพพกรรมของนางปฏาจาราฝ่ายอกุศล ที่ทำให้นางต้องสูญเสียลูก สามี

และครอบครัวไปในเวลาไล่เลี่ยกันครับ ว่าในพระไตรปิฏกกล่าวไว้ว่าอย่างไร



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ส.ค. 2555

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ไม่ได้มีแสดง บุพพกรรมโดยตรงลงไปครับว่า เพราะ กรรมอะไร นางปฏาจาราจึงต้อง

พลัดพรากจากสามี บุตร บิดา มารดา เพราะ เขาเหล่านั้นตายจากไป แต่ อย่างไรก็ตาม

ก็ไม่พ้นจากผลของอกุศลกรรมแน่นอน ที่ทำให้พลัดพรากจากของรัก

  ซึ่ง ในพระไตรปิฎก บางแห่งก็แสดงไว้ครับว่า การพลัดพรากจากของรัก เป็นผลของ

การผิดศีลข้อที่ 3 คือ กาเมสุมิจฉาจาร ดังนั้น การพลัดพราก จึงต้องเป็นผลของ

อกุศลกรรมใด อกุศลกรรมหนึ่งให้ผล ครับ แต่ที่สำคัญ ที่ควรพิจารณาในเรื่องนาง

ปฏาจารา คือ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงกับนางปฏาจารา ซึ่งเป็นประโยชน์มาก

ดังนี้ ครับ                    น้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ยังมีปริมาณน้อย     ความ          เศร้าโศกของนรชนผู้ถูกทุกข์กระทบแล้ว    น้ำของน้ำ          ตามิใช่น้อย   มีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง  ๔          นั้นเสียอีก แม่เอย   เหตุไร เจ้าจึงขังประมาทอยู่เล่า.     พระองค์แสดงถึงความจริงที่ว่า สังสารวัฏฏ์ยาวนานนับประมาณไม่ได้ สัตว์โลก

ล้วนถูกความโศกครอบงำมานับไม่ถ้วน ควรที่จะไม่ประมาท คือ การอบรมเจริญ

ปัญญา เป็นสำคัญ ครับ                   ไม่มีบุตรที่จะช่วยได้  บิดาก็ไม่ได้แม้พวกพ้องก็          ไม่ได้ เมื่อความตายมาถึงตัวแล้ว หมู่ญาติ  ก็ช่วยไม่ได้          เลย                  สัจจะ  ธรรมะ  อหิงสา  สัญญมะ  และทมะมีอยู่          ในผู้ใด    พระอริยะทั้งหลายย่อมคบผู้นั้น     นั่นเป็น          อนามตธรรม   ธรรมที่ไม่ตาย (นิพพาน)  ในโลก.     แสดงถึงความจริงที่ว่า บุตร ญาติพี่น้องที่สำคัญว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริง แต่ในความ

เป็นจริง ไม่ใช่ที่พึ่งได้เลย เพราะต่างก็ต้องไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ

ตน ไม่มีใครช่วยใครได้ แต่คุณงามความดีของตนนั่นแหละที่จะเป็นที่พึ่งในภพหน้า

และ พึ่งให้ไม่ต้องมีการเกิด เพราะได้ที่พึ่ง คือ ปัญญา จนถึงการดับกิเลส ครับ                     บัณฑิตรู้ใจความข้อนี้แล้ว     สำรวมในศีล  พึง                      รีบเร่งชำระทางไปพระนิพพานทีเดียว.                คนที่เห็นความเกิดความเสื่อม  [ของปัญจขันธ์]                มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียวยังประเสริฐกว่า      คนที่ไม่เห็น         ความเกิดความเสื่อมถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง  ๑๐๐  ปี.      เมือรู้ความจริงเช่นนี้ จึงเห็นประโยชน์ของการเจริญอบรมปัญญา ไม่มีตัวเราที่เร่ง

แต่เพราะปัญญาที่เห็นประโยชน์จึงศึกษาพระธรรม และ เจริญกุศลเพิ่มขึ้น และ ชีวิต

ของผู้มีชีวิตเพียงแม้ขณะเดียวที่เห็นความจริงด้วยปัญญาประเสริฐกว่า คนที่ไม่ได้รู้

ความจริงอยู่ด้วยความประมาท เพราะ แม้ชีวิตยืนยาว แต่ทำอกุศล ไม่อบรมปัญญา ก็

ไม่ต่างจากคนที่ตายแล้ว ตายไปด้วยความประมาท ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
munlita
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ในพระไตรปิฏกมีแสดงไว้  เช่น   นางอิสิทาสี    ดูแลสามีอย่างดี   สามีก็ไม่รัก   ในอดีต

ชาติ   ท่านทำให้สามีเกลียดภรรยาคนแรกที่เป็นคนดีมีศีล   จนเป็นเหตุให้เลิกกัน  ท่าน

พูดส่อเสียด      ด้วยผลแห่งกรรมนั้นทำให้ท่านแต่งงานกี่ครั้งสามีก็ต้องบอกเลิกทุกครั้ง

ภายหลังท่านสลดใจและออกบวช  ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์   ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 ส.ค. 2555

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ตราบใดที่ยังไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสทั้งปวงได้

อย่างเด็ดขาด ยังเป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์ใจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุ  คือ กิเลส

เพราะยังมีกิเลส จึงยังไม่พ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง เพราะยังมีกิเลสนี้เอง จึงฟัง

พระธรรม ศึกษาพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง    พระธรรมที่พระสัมมาสัม-

พุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษานั้น เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้ฟัง    ได้ศึกษาอย่าง

แท้จริง   เพราะสามารถนำออกไปจากทุกข์ทั้งปวงได้จริง นำมาซึ่งประโยชน์ในโลกนี้

ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง คือ การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ประจักษ์แจ้ง

พระนิพพานถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ

    นางปฏาจารา ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เคยได้สะสมเหตุที่ดีมาแล้วในอดีต เห็นประโยชน์

ของพระธรรม เคยได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ มาแล้ว ถึง

แม้ว่าในชาติสุดท้าย ชีวิตจะประสบกับความทุกข์ใจมากสักเพียงใด แต่เพราะอุปนิสัย

ที่เคยได้สะสมมา จึงทำให้ได้พบกัลยาณมิตรสูงสุด คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟัง

พระธรรมจากพระองค์ และได้รับประโยชน์จากพระธรรม  คือ ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็น

พระโสดาบัน แล้วขอบวชในพระพุทธศาสนา ในที่สุดก็สามารถบรรลุถึงความเป็นพระ

อรหันต์ ห่างไกลจากกิเลสโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องมีภพใหม่อีกต่อไป     นั่นหมาย

ความว่าเป็นผู้พ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง  ครับ.

                          ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pat_jesty
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 5 ส.ค. 2555
ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 6 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
แมวทไวไลท์
แมวทไวไลท์
วันที่ 8 ส.ค. 2555

อนุโมทนาบุญครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
mild
วันที่ 21 ส.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง

"ดูก่อน น้องหญิงเธอจงยังสติกลับมาเถิด"เพียงประโยคเดียวที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัส ก็ทำให้หญิงบ้าผู้สูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักหยุด แล พิจารณาตาม ยอมที่จะฟังคำสอนสั่งต่อ จึงน่าพิจารณาว่า กรรมหลากหลาย ผลของกรรมย่อมหลากหลาย ไม่เป็นที่บังคับบัญชาแต่สภาพธรรมมะให้ผลแล้วย่อมดับไปตามสมควรแก่เหตุ และการที่นางได้พบท่านผู้รู้ก็เพราะกุศลที่สะสมมาโดยแท้  ขออนุโมทนาและกราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ