*ทำไมชอบทรมานตัวเอง*
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  29 ก.ค. 2555
หมายเลข  21487
อ่าน  1,407

    วันนี้วันอาทิตย์ที่ ๒๙ ก.ค. ๕๕ ซึ่งใกล้กับวันอาสาฬหบูชา มูลนิธินำพระสูตร “ธัม

มจักกัปปวตนสูตร” มาสนทนา    ซึ่งมีข้อความโดยย่อว่า  ทางที่ไม่ควรเสพ ๒ อย่าง คือ

ทางที่บำรุงตนให้พรั่งพร้อมด้วยความสุขในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

และทางที่ทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่างๆ มีอดอาหารเป็นต้นว่า นั่นเป็นทางที่ไม่

ควรเสพ แต่ควรเจริญทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทาอันประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘

มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก สัมมาสังกัปปะ ความคิดชอบ สัมมาวาจา วาจาชอบ สัมมากัม

มันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวามายะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึก

ชอบ และสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นชอบ เป็นต้น

    เมื่อยังเด็ก คิดว่า เราอยู่ในทางสายกลางแล้ว เพราะไม่ได้หมกมุ่นในกามคุณ (คิด

แบบเด็กๆว่า หมายถึงความสุขทางเพศ)  และไม่เคยทรมานด้วยการอดข้าวอดน้ำแต่

อย่างไร แต่เมื่อได้มาศึกษาพระธรรมพอเข้าใจบ้าง ก็รู้ว่า ยังห่างไกลทางสายกลางแม้

แต่การเริ่มต้น (สำนวนของท่านอาจารย์)  เพราะยังไม่เข้าใจว่า เกือบทุกขณะนั้นเป็นไป

กับรูป เสียง กลิ่น รส ซึ่งเป็นกามคุณแล้ว  แต่คิดว่าตนเองไม่เคยทรมานตนเลย เพราะ

พอหิวก็เริ่มแสวงหาอาหาร พอร้อนก็หาที่เย็นๆ พอเบื่อๆ ก็แสวงหาความเพลิดเพลิน

ต่างๆ ไม่เคยปล่อยให้ความรู้สึกไม่สบายกายเกิดขึ้นนานเลย


    แต่เมื่อได้มาฟังท่านอาจารย์ถามในวันนี้ว่า “ทำไมชอบทรมานตัวเอง?” จึงได้ทราบ

ว่า การทรมานตนนั้น ไม่ใช่แต่การทรมานกายเท่านั้น แต่ยังมีการทรมานตัวเองให้เร่า

ร้อนด้วยการหมกมุ่นด้วยความคิดที่ไม่ดี เนื่องจากจิตไม่ดี แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า กำลังคิดไม่

ดี ซึ่งเป็นอกุศลจิตเกิดขึ้นทำร้ายตัวเอง อกุศลจิตเกิดเมื่อไร กำลังทรมานตัวเองเมื่อนั้น

ทรมานให้จิตใจเร่าร้อนด้วยความโกรธบ้าง ด้วยความเพลิดเพลินติดข้องบ้าง ทั้งนี้ก็

ด้วยความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเลย เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ ที่เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป

เท่านั้น  อย่างที่ท่านกล่าวว่า “ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่” จริงๆ


    ขณะที่อกุศลจิตเกิดคิดทำร้ายคนอื่นด้วยความโกรธนั้น  คนอื่นไม่เดือดร้อนเลย

อกุศลจิตของคนอื่นก็ติดตามคนอื่นไป อกุศลจิตหรือกิเลสของตนเองก็ติดตามตนเอง

ไป กิเลสเป็นศัตรูภายใน เป็นมลทิน เพราะสามารถติดตามไปในภพต่อๆไป ให้ผลเป็น

ทุกข์ทั้งกายและใจไม่สิ้นสุด ไม่เหมือนกุศลธรรมซึ่งเปรียบเหมือนมิตรดีที่ติดตามไปช่วย

เหลือเกื้อกูลสนับสนุนในภพต่อๆไป


    เมื่อได้ฟังแล้ว ก็รู้ตัวเองว่า ยังห่างไกลแม้แต่การรู้จักคำว่า “ทางสายกลาง” เพราะตก

อยู่ในทางสุดโต่ง ๒ ทางที่ไม่ควรเสพอยู่ตลอดเวลา และก็ยังไม่รู้ตัวว่า แม้ในขณะนี้ก็

เป็นไปด้วยการทำให้ตัวเองเป็นสุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ หรือไม่ก็

ทรมานตนด้วยความคิดที่เป็นอกุศล ไม่เมตตาคนอื่น  มีแต่คนอื่นผิด ไม่ควรทำอย่างนั้น

ควรทำอย่างนี้ มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่ทำถูก คิดจนตัวเองไม่สบายใจ และอาจมากขึ้นจน

ถึงทำให้ไม่สบายกาย ปวดหัว นอนไม่หลับ ก็ยังไม่รู้ว่า เพราะความคิดไม่ดีของตัวเอง

ยังโทษว่าเพราะคนอื่นทำไม่ถูกอีก ทั้งๆที่ถ้าเกิดเมตตาทันที เห็นแล้วเป็นเพื่อนทันที ใจ

ก็จะเบาสบาย มีความสุข แต่ก็ยังไม่เกิดเมตตา ท่านอาจารย์กล่าวว่า ที่เมตตาไม่ได้

เพราะยังมีตัวตน แต่ถ้ารู้เมื่อไรว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่

สภาพธรรมที่เกิดปรากฏเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลยด้วย เมื่อนั้นก็จะ

ให้อภัยและเมตตาได้   


    ก็ต้อง “ทำดี และศึกษาพระธรรม” ต่อไป  เพื่อให้มีความเข้าใจถูกต้องตามความเป็น

จริงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยากก็ต้องศึกษา เพราะแม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะ

ทรงทราบว่า พระธรรมนั้นละเอียดลึกซึ้ง ยากแสนยากที่ปุถุชนที่มืดบอดจะรู้ตาม

พระองค์ก็ยังทรงสอน ด้วยพระมหากรุณาคุณที่มากมายสุดประมาณได้ แล้วเราที่โชคดี

ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ยากนี้แล้ว จะไม่เพียรพยายามศึกษาต่อ

ไป หรือยังอยากทรมานตัวเองด้วยอกุศลธรรมต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่สิ้นสุด



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 29 ก.ค. 2555

คนที่ศึกษาธรรมและคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม

ต่างก็ทรมานตัวเองด้วยความคิดที่เป็นอกุศล

แต่....

คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม  อกุศลจิตเกิดก็เกิดไป ก็ได้แต่สั่งสมแต่อกุศล

ส่วนคนที่ศึกษาธรรม  แม้อกุศลจิตจะเกิด (เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)

ถึงกระนั้นปัญญาก็ยังสามารถพิจารณาสภาพธรรมที่เกิดนั้นได้ว่า  "ไม่ใช่เรา"

 

คงต้อง "ทรมานตัวเอง" กันต่อไปค่ะ จนกว่าจะพบทางสายกลางจริงๆ

 

ขออนุโมทนาอาจารย์กาญจนาค่ะ  ที่ได้นำคำสอนของท่านอาจารย์

อันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pat_jesty
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 29 ก.ค. 2555

"ถ้าเกิดเมตตาทันที เห็นแล้วเป็นเพื่อนทันที ใจก็จะเบาสบาย มีความสุข"

เป็นเครื่องเตือนสติที่ดีทีมากๆ เลยครับ ปลดการทรมานใจไปได้ ณ ขณะนั้นทีเดียว

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่แดง และทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
daris
วันที่ 30 ก.ค. 2555

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 ก.ค. 2555

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     "ขณะที่อกุศลจิตเกิดคิดทำร้ายคนอื่นด้วยความโกรธนั้น     คนอื่นไม่เดือดร้อนเลย

อกุศลจิตของคนอื่นก็ติดตามคนอื่นไป   อกุศลจิตหรือกิเลสของตนเองก็ติดตามตนเอง

ไป กิเลสเป็นศัตรูภายใน เป็นมลทิน เพราะสามารถติดตามไปในภพต่อๆไป  ให้ผลเป็น

ทุกข์ทั้งกายและใจไม่สิ้นสุด ไม่เหมือนกุศลธรรมซึ่งเปรียบเหมือนมิตรดีที่ติดตามไปช่วย

เหลือเกื้อกูลสนับสนุนในภพต่อๆไป"

  ...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. กาญจนา และ ทุก ๆ ท่านด้วยครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 30 ก.ค. 2555

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ก.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kinder
วันที่ 30 ก.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 31 ก.ค. 2555

       ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า....  เมื่อเมตตาเกิด  ขณะนั้นไม่เดือดร้อน  เบาสบาย

ไม่ทรมานตัวเองเลย      เพราะทุกขณะที่อกุศลจิตเกิด ขณะนั้นทรมานตัวเองขณะที่มี

ความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วทุกขณะเป็นเพียงจิต  เจตสิกและรูปที่เกิดขึ้นแล้วดับไปทุกๆ

ขณะ   ไม่มีบุคคลนั้นที่เรากำลังโกรธ    เอาซื่อออกหมดก็มีเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้น

เป็นกุศลบ้าง  อกุศลบ้าง   แล้วจะโกรธสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปหรือ จะทรมาน

ตัวเอง  เผาผลาญตัวเองเพราะคิดไม่ดี    หรือขณะที่คิดดีขณะนั้นจิตดี     เมตตาเกิด

ขณะใด  มีความเป็นเพื่อน  ให้ความไม่มีภัย  พร้อมที่จะเกื้อกูล       ขณะนั้นไม่ทรมาน

ตัวเอง

 ...กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. กาญจนา และ

ทุก ๆ ท่านด้วย...

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wittawat
วันที่ 31 ก.ค. 2555

ขอขอบคุณ และขออนุโมทนา คุณป้าแดง ครับ

วันนี้ก็ยังชอบทรมานตนเองอยู่ด้วยอกุศล มีทั้งโลภะ มานะ และ โทสะ เต็มไปหมด

เพราะฉะนั้นเมื่อทราบความจริง ว่าเป็นอย่างนี้ ว่าเป็นธรรม ก็เป็นประโยชน์

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ประสาน
วันที่ 31 ก.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ไม่มีตัวตน
วันที่ 1 ส.ค. 2555

การรู้เท่าทันเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นความสุขอย่างยิ่ง ขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
isme404
isme404
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
isme404
isme404
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
isme404
isme404
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
bsomsuda
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่แดง พี่เมตตา และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
captpok
วันที่ 9 ส.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
mild
วันที่ 21 ส.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงตัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง

เหตุที่ทรมานตนอยู่เพราะไม่รู้ว่ากำลังทรมานเป็นแต่เพียงการเพลินชอบ เพลินชัง เพลิดเพลินไปเรื่อยๆ และก็หลงมานานแสนนานจึงเป็นผล ณ.ปัจจุบัน การที่จะไม่ทรมานตนอีกต่อไป คือ ต้องเห็นว่าขณะนี้ทุกข์ขณะนี้ทรมาน ขณะหน้าก็ยังมาไม่ถึง อดีตก็ผ่านไปแล้ว จึงควรยิ่งที่เห็นจริงว่าขณะนี้ทุกข์ และขณะนี้ก็เกิดแต่เหตุ จึงจะเริ่มเห็นหนทางที่ดับการทรมานไม่ให้สืบต่อกันอีกต่อไป  สูงสุดแห่งกัลยาณมิตรคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงที่สุดแห่งทุกข์คือความสิ้นทุกข์สิ้นทรมาน ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ