เพียงจิตไม่คิด...ว่าง...ไม่มีอะไรเลย
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  27 เม.ย. 2552
หมายเลข  12070
อ่าน  1,585

   เมื่อไหร่ที่คิด  โลกทางตา  โลกทางหู  โลกทางจมูก  โลกทางลิ้น  โลกทางกายและ

โลกทางใจมาแล้ว  เต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ  สัตว์  บุคคล  สิ่งของ  บัญญัติต่างๆ ซึ่ง

ไม่ใช่ปรมัตถธรรม   ไม่ใช่สภาพธรรมที่มีอยู่จริงๆ    เพียงจิตไม่คิด    เรื่องราวต่างๆ สัตว์  บุคคล  คนที่รัก  คนที่ชัง  สิ่งของต่างๆ   ทั้งโลกไม่มีอะไรเลย....ว่าง...

      ขออนุโมทนาค่ะ 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
nida
วันที่ 28 เม.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
พุทธรักษา
วันที่ 28 เม.ย. 2552

เห็นแล้ว...ไม่คิดก็ไม่ได้เห็นแล้ว...จะให้คิดเป็นกุศลอย่างเดียว ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นกุศลบ้าง...เป็นอกุศลบ้าง...ซึ่ง รู้ได้บ้าง บางขณะเท่านั้นแม้ไม่เห็น เช่น ขณะหลับ...ก็ยังมีฝันได้...เป็นกุศลบ้าง...เป็นอกุศลบ้าง"ว่าง".......จริงๆ น่าจะหมายถึง การมีนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้นถูกต้องหรือเปล่าคะ...?

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 28 เม.ย. 2552

ว่าง ในพระไตรปิฏกเท่าที่เจอหมายถึงไม่มีหรือไม่มีประโยชน์

เลยสงสัยเหมือนความคิดเห็นที่ 2 คะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
prachern.s
วันที่ 28 เม.ย. 2552
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 12070 ความคิดเห็นที่ 2 โดย พุทธรักษา

เห็นแล้ว...ไม่คิดก็ไม่ได้เห็นแล้ว...จะให้คิดเป็นกุศลอย่างเดียว ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นกุศลบ้าง...เป็นอกุศลบ้าง...ซึ่ง รู้ได้บ้าง บางขณะเท่านั้นแม้ไม่เห็น เช่น ขณะหลับ...ก็ยังมีฝันได้...เป็นกุศลบ้าง...เป็นอกุศลบ้าง"ว่าง".......จริงๆ น่าจะหมายถึง การมีนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้นถูกต้องหรือเปล่าคะ...?


คำว่า " ว่าง " ควรจะมีความหมายหลายนัย  สำหรับพระนิพพานว่าแน่นอน เพราะ

ว่างจากกิเลส ว่างจากขันธ์ และสังขารธรรมทั้งหมด  แต่สังขารธรรม จิต เจตสิก รูปก็ว่างจากความเที่ยง  ว่างจากความสุข  ว่างจากอัตตาตัวตน  ว่างจากสาระ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
suwit02
วันที่ 28 เม.ย. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
svachira
วันที่ 28 เม.ย. 2552

คำว่า"ว่าง"ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็น"เอกัคตาจิต" หรือเปล่าคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
akrapat
วันที่ 28 เม.ย. 2552

      บางที ว่าง ที่แท้จริง น่าจะหมายถึง ว่างจากอัตตาตัวตน เป็นความ ว่าง  หลังจากที่

จิตมีปัญญาจากการประจักษ์ใน ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ในขณะที่เจริญสติปัฏฐาน    จน

ปัญญาสามารถปล่อยวางขันธ์ ๕ ได้ตามลำดับ    ไม่ใช่จู่ๆ ไปคิดนำว่า ทุกสิ่งว่างเปล่า

ระวังจะเป็นการเจริญสมถะ  โดยมีความว่างเป็นอารมณ์  ที่เรียกว่า  อากาสานัญจายตน

โดยไม่รู้ตัวนะครับ

      แต่ธรรมชาติจิต จะต้องคิด แต่คนส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย) ไม่รู้ว่าจิตกำลังคิด จึง

หลงไปกับอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ที่ใช้เจริญสติปัฏฐาน

      เป็นแค่ความเห็นนะครับ   ผิดถูกขออโหสิกรรมด้วยนะครับ   อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ajarnkruo
วันที่ 28 เม.ย. 2552

ปกติของปุถุชนผู้ไม่ได้ดับสดับ  ย่อมจะหลงอยู่กับโลกของชื่อ  เรื่องราว บัญญัติต่างๆ เพราะไม่รู้ความจริงของโลกในวินัยของพระอริย   เมื่อไม่รู้ความจริง ก็เลยหลงยึดถือสิ่งที่ว่างเปล่าจากตัวตน ว่างเปล่าจากสาระเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่มีสาระ  ซึ่งความจริงแล้ว ทุกอย่างที่เคยคิดว่ามีความสำคัญเหลือเกินนั้น    ถ้าไม่มีนามธรรม ได้แก่ จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิต ในขณะที่มีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์แล้ว   ทุกๆ สิ่งที่ว่าสำคัญนักหนาก็จะไม่ปรากฏความสำคัญอะไรเลย    และลึกลงไปกว่านั้น ก็คือ สำคัญเพียงชั่วขณะจิตหนึ่งๆ ทีเกิดดับสืบต่อกันไปเท่านั้นเอง   เพียงแต่จิตที่ให้ความสำคัญกับสิ่งๆ นั้นดับไปก็จะไม่ปรากฏความสำคัญของสิ่งนั้นได้อีกเลย 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
happyindy
วันที่ 28 เม.ย. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

แต่ คิด ก็เหมือนเกิดอยู่ตลอดเวลานะคะ

ถ้าไม่ได้ศึกษาจะไม่รู้เลยว่า

คิดเกิดแล้วก็ดับ แล้วเดี๋ยวก็มีคิดใหม่ สลับกันไปอย่างนี้

เพราะมันเหมือนมีอยู่ตลอดเวลา

คำว่า ...ว่าง... แม้สภาพนี้จะมีจริง แต่อินดี้ก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่ามี

นอกจากเวลาหลับสนิท    ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไร เลยไม่ได้คิด
จิตไม่คิด จึง.....ว่าง.....เนี่ย    จะเข้าใจให้ถูกก็ยังยากมากจริงๆ เลยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 เม.ย. 2552

อ้างอิงจาก : หัวข้อ 12070 ความคิดเห็นที่ 6 โดย svachira

คำว่า"ว่าง"ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็น"เอกัคตาจิต" หรือเปล่าคะ


   ว่าง ไม่ได้หมายถึงเอกัคคตาเจตสิก ที่เป็นลักษณะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด

อันเป็นลักษณะของสมาธิ   ซึ่งคำว่าว่าง โดยทั่วไปแล้วก็เข้าใจว่าหากไม่คิดอะไร  หรือ

อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งก็คือว่าง   แต่ตามความเป็นจริง  จิตเกิดขึ้นและดับไป  เมื่อ

จิตเกิดขึ้นต้องมีอารมณ์จึงไม่ได้ว่างเลย  คือไม่ได้ว่างจากอารมณ์หรือสิ่งที่จิตรู้ครับ แต่ขณะที่จิตรู้เพียงปรมัตถธรรมย่อมว่างจากเรื่องราวครับ

อีกนัยหนึ่ง ว่างนั้นหมายถึง ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ไม่มีอัตตาอยู่ในสภาพ

ธรรมใดเลย   เอกัคคตามเจตสิกก็ว่างจากความเป็นเรา   ไม่มีเราที่ตั้งมั่นแต่เป็นธรรมที่ทำหน้าที่ตั้งมั่น ว่างจากตัวตน อัตตา สภาพธรรมอื่นๆ ก็เช่นกันครับ  ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
พุทธรักษา
วันที่ 29 เม.ย. 2552

ขอบพระคุณค่ะ...ขออนุโมทนา.

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
nida
วันที่ 29 เม.ย. 2552
สาธุ สาธุ
 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Komsan
วันที่ 29 เม.ย. 2552
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
vikrom
วันที่ 30 เม.ย. 2552

ว่าง..........จากการนึกคิด ปรุงแต่งเรื่องราว เพราะสติกำลังระลึกรู้ลักษณะสภาพความ

เป็นจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง..........จึงดูเหมือนว่างๆ

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
คุณ
วันที่ 30 เม.ย. 2552
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 13 พ.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
nida
วันที่ 24 พ.ค. 2552

      ได้ยินแล้วก็ จำ(เสียงสูงๆ ต่ำๆ ) ..คิด..รู้..ถึง คำที่พูด เป็นความหมายของเรื่องราว

เป็นบุคคลตัวตนเราเขา  เช่น คุณลุงประทีปมีทองมาก (คุณ ลุง ประ ทีป มี ทอง มาก )

อารมณ์ก็ออกไปทางหู  จิตได้ยินแล้วนิมิต นึกถึงเสียงหรือนึกถึงภาพของคุณลุงประทีป

(เหมือนจริงแต่ไม่จริง)  ถูกความคิดหลอกให้หลงปรุงแต่งว่า บุคคลนี้มีตัวตนจริงๆ ทั้งๆ

ที่ดับไปแล้ว ไม่เหลือแล้ว หมดแล้ว

      ความคิดไม่ใช่ทุกข์    แต่ที่ทุกข์เพราะมีความคิดเป็นตัวตน   ที่มีความคิดว่าเป็นตัว

ตนเนื่องจาก ถูก ตัณหาติดข้องพอใจ หลอกพาไปยึดถือ

      ถ้าไม่มีตัณหา(รักตัวเองที่สุดมากกว่าภรรยและบุตร) ย่อมนึกคิดถึงตนเองก่อนเสมอ

แต่มองไม่เห็น   เหมือนไฟฉาย ที่ส่องภายนอกตัว สว่างกับคนอื่น แต่มืดสำหรับตนเอง

คำสอนของพระพุทธเจ้า  สวนทางจากไฟฉาย  คือให้ความสว่างต่อตัวเอง แล้วคนข้าง

นอกมืด (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)  ไม่ต้องไปดูความไม่ดีของคนอื่นจงดูตนเองให้มาก

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
พุทธรักษา
วันที่ 24 พ.ค. 2552

ต้องเข้าใจ
จนกว่าจะ.... ว่าง จาก "อัตตา"
จนกระทั่ง ในที่สุด คือ ....ว่าง จาก "กิเลสทั้งปวง"

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
opanayigo
วันที่ 24 พ.ค. 2552

คำว่า " ว่าง " ควรจะมีความหมายหลายนัย  สำหรับพระนิพพานว่าแน่นอน

เพราะว่างจากกิเลส ว่างจากขันธ์ และสังขารธรรมทั้งหมด  แต่สังขารธรรม จิต

เจตสิก รูปก็ว่างจากความเที่ยง  ว่างจากความสุข  ว่างจากอัตตาตัวตน  ว่างจาก

สาระ...

"""""""""""""""""

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
nida
วันที่ 29 ธ.ค. 2552

ปกติจิตไม่เคยว่างจากความคิดเลย เพราะเป็นมันเองอย่านั้น มานานอยู่แล้ว

แต่ที่คิดนั้น เป็นมันเองที่คิด  หรือ เป็นเราเองที่คิด หล่ะ......................

ถ้าเป็นมันเองที่คิด แล้วเราเองก็จะว่างไปเองใช่ไหม......

คิดเป็นคิดของมันเองอย่างนี้มานานอยู่แล้วนะ........

ต้องไม่ลืมว่า.....ธรรมะเป็นธรรมะ ไม่ใช่เป็น เราเขาสัตว์บุคคลที่ไหนเลยนะ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
svachira
วันที่ 3 มิ.ย. 2556

   ดิฉันเห็นด้วยกับ ข้อคิดคุณNIDAค่ะ (ความเห็นที่ 20) 29 ธค. 2552

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 4 มิ.ย. 2556

ก็เพราะเรายังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ   เห็นมีจริงๆ   ได้ยินมี

จริงๆ ...  คิดก็มีจริงๆ     แต่เมื่อปัญญายังไม่พอที่จะเห็นตามความเป็นจริง   หลังเห็น 

หลังได้ยิน จิตที่คิดก็เป็นเรื่องราว  สัตว์  บุคคล  สิ่งต่างๆ มากมาย    คิดเป็นกุศลบ้าง

อกุศลบ้างตามการสะสม   แท้จริงเห็นก็มีจริง  คิดก็มีจริง ว่างจากสัตว์  บุคคล  ตัวตน

เห็นก็ไม่ใช่เราที่เห็น   คิดก็ไม่ใช่เราที่คิด    คิดมีจริงๆ แต่เรื่องราวที่คิดไม่ใช่ของจริง

เรื่องราวที่คิดนั้นว่างจากสาระ      ปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ความจริงตามที่พระผู้มีพระภาค

ทรงแสดง ค่ะ  ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ... 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ