Print 
ลักษณะอาการหลังเกิดสภาวธรรม
 
dets25226
วันที่  27 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20249
อ่าน  5,456

๑. สุญญตะ ว่างอยู่ เปล่าอยู่ โล่งอยู่ ไม่มีอะไรเหลือ เป็นกลวงอยู่
๒. ปัสสัทธิ เบาอยู่ เบากาย เบาใจอยู่
๓. สันติ สงบอยู่ กิเลสที่หลงเหลืออยู่นั้นสงบเย็นอยู่ชั่วคราว ไม่แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ
๔. สุขะ สุขอยู่ เสวยความสุขอยู่ เหมือนดังพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยสุขอยู่บนราชบัลลังก์
๕. ปีติ อิ่่มเอิบใจอยู่ เกิดความอิ่มเอิบใจอยู่ไม่รู้จักสิ้นสุดหากการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาดำเนินมาถึงจุดนี้ และมีอาการ ครบทั้ง ๕ ประการปรากฏออกมาชัดเจนอย่างพร้อมเพรียงกันนั้น เรียกว่า "เกิดมรรคเกิดผล" แล้ว
ธรรมสากัจฉา ช่วงเย็นครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 20:05 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     การบรรลุมรรคผลไม่ได้ดูจากอาการปรากฎที่กล่าวมา 5 ข้อ ข้างต้นนี้เท่านั้น จึงสรุปได้ว่า บรรลุมรรคผลครับ ดังนั้นการได้บรรลุธรรมแล้ว การบรรลุธรรมเป็นเรื่องของนามธรรม คือ จิตเจตสิกที่เกิดขึ้น ที่เป็นมรรคจิต เกิดขึ้น ทำกิจละกิเลสในขณะนั้น เมื่อละกิเลสแล้ว ผลจิตก็เกิดต่อ และท้ายสุด ก็เป็นปัญญาที่เกิดขึ้น  พิจารณามรรค พิจารณาผล และพิจารณานิพพาน พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว และพิจารณากิเลสที่เหลืออยู่ ปัญญานี้เรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ อันเป็นปัญญาที่พิจารณาตามความเป็นจริง เมื่อได้บรรลุธรรมแล้ว ดังนั้นไม่ใช่ ความสุข ปิติ สันติ หรืออื่นๆที่แสดงถึงการบรรลุแล้ว แต่การบรรรลุแล้ว รู้ได้ด้วยปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นต่อจากมรรคจิต ผลจิตครับ ซึ่งรู้ตามความเป็นจริงว่า กิเลสที่ละแล้ว ละอะไรบ้าง กิเลสที่เหลืออยู่มีเหลือเท่าไหร่ และที่สำคัญ เมื่อถึงปัญญาระดับพระอรหันต์ บรรลุเป็นพระอรหันต์ย่อมพิจารณาถึงกิเลสที่ละแล้ว แต่กิเลสที่เหลืออยู่ก็ไม่ต้องพิจารณาเพราะกับกิเลสหมดแล้วนั่นเองครับ ดังนั้นสิ่งที่จะรู้ได้ ไม่ใช่เพียงอาการภายนอก หรือ อาการภายในเพียงความสุขปิติ หรืออื่น แต่สิ่งที่รู้ได้ ไม่ใช่อย่างอื่น นั่นก็คือ ปัญญาอีกนั่นเอง ที่เป็นปัจจเวกขณญาณครับ ที่เกิดต่อ จาก การบรรลุธรรมครับ
เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ......ปัจจเวกขณญาณ 

     ซึ่งขออธิบาย คำแต่ละคำที่ผู้ถามยกมา  เพื่อความเข้าใจถูกต้อง ให้ตรงตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงดังนี้
     สุญญตา ไม่ได้หมายถึง ความว่าง กลวง ที่ไม่มีอะไร แต่สุญญตา ในที่นี้คือ มีสภาพธรรม  แต่สภาพธรรมนั้น เป็นสุญญตา  คือ สูญ หรือว่าง  ไม่มี ความเป็นสัตว์บุคคลในสภาพธรรมนั้น  เพราะเป็แต่เพียงธรรม ไม่ใชเรา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล จึงว่างจาก ตัวตน แต่ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย มีสภาพธรรมครับแต่ สูญจากความป็นสัตว์ บุคคลนั่นเอง

     อีกนัยหนึ่ง สุญญตา หมายถึง สภาพธรรมที่สูญ ปราศจาก ราคะ หรือ กิเลสประการต่าง ๆ ดังนั้น มรรคจิตทั้งหมด ที่เป็น โลกุตตรมรรค ชื่อ สุญญตา ด้วยเพราะ สูญปราศจากราคะ และกิเลสประการต่าง ๆ คือ ว่างจากกิเลสประการต่าง ๆ และสุญญตายังหมายถึง สภาพธรรม คือนิพพาน ตามที่กล่าวมาเพราะสูญ ว่างจากกิเลส ปราศจากกิเลสทั้งปวงครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ...ความหมายของสุญญตา [ธรรมสังคณีปกรณ์] สุญญตา

ปัสสัทธิ  เป็นเจตสิกฝ่ายดี คือ กายปัสสธิ และจิตปัสสธิ ซึ่งเกิดกับจิตฝ่ายดี ไม่เว้นแม้ขณะที่ให้ทาน จึงไม่สามารถนำมาตัดสินได้ว่า ขณะที่บรรลุธรรม สงบ กายและจิตในขณะนั้นเพราะกุศลขั้นต้น ก็สงบกายและจิต ในขณะนั้น คือ กุศลขั้นทานก็มี กายปัสสัทธิ และจิตปัสสัทธิครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่....กายปัสสัทธิ - จิตตปัสสัทธิ -- โสภณสาธารณเจตสิก 

     สันติ  ในความเป็นจริง เป็นความสงบจากกิเลสเด็ดขาด จึงจะชื่อว่า บรรรลุ ไม่ใช่สงบจากกิเลส ชั่วคราว ดังนั้น สันติ จึงเป็นสภาพธรรมที่สงบจากกิเลสเด็ดขาด ไม่กลับ มาอีกเลยและบางนัย สันติ หมายถึง พระนิพพานครับ

     สุข คือ เวทนา เจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภท ดังนั้นเกิดกับอกุศลจิตก็ได้ เช่น พอใจติดข้อง ก็มีความสุข จึงไม่สามารถนำความสุข มาตัดสินได้ว่า เพราะสุข จึงบรรลุธรรม

     ปีติ เป็นเจตสิกที่เกิดกับ อกุศลจิต และกุศลจิตก็ได้ เกิดร่วมแม้จิตที่เป็นโลภะ ที่แช่มชื่น ด้วยความปิติที่เป็นอกุศลก็ได้ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ......ปีติเจตสิก -- ปกิณณกเจตสิก 

     ดังนั้นการบรรลุ มรรคผล ไม่ได้ ตัดสินที่ด้วย สิ่ง 5 อย่างตามที่กล่าวมา แต่ตัดสินด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริงและดับกิเลส เมื่อดับกิเลสแล้ว ปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงว่าได้บรรลุ ได้ดับกิเลส ได้ประจักษ์พระนิพพานก็เกิดขึ้นที่เป็นปัจจเวกขณญาน ปัญญานั่นแหละที่จะตัดสินและรู้ตามความเป็นจริงว่าได้บรรลุแล้วครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เซจาน้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 21:13 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dets25226
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 21:23 น.

อนุโมทนาท่านอาจารย์มากครับ
ผมเห็นว่า ปัญญานี่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หากได้เกิดกับจิตแล้วก็เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย พ้นวิสัยแห่งการคาดเดา ถึงมีการเรียกกันว่าเป็นโลกุตตร น่าเลื่อมใสผู้ที่มีปัญญาทั้งหลายซึ่งได้บรรลุมรรคผลนิพพานยิ่งครับ ฯ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 21:47 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   
     บุคคลผู้ที่ยังมีกิเลส ยังเต็มไปด้วยกิเลสนานาประการ มีโลภะ โทสะโมหะ เป็นต้น ในชีวิตประจำวันจึงมีขณะที่ไม่สงบ อย่างมากมาย เพราะเหตุว่ามีอกุศลจิตเกิดมากกว่ากุศล นี้เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ขณะใดที่จิตเป็นอกุศล ขณะนั้นย่อมไม่สงบ แต่ในทางตรงกันข้าม ขณะใดที่จิตเป็นกุศล ขณะนั้นย่อมสงบจากอกุศล เพราะกุศลกับอกุศล จะไม่เกิดร่วมกันอย่างเด็ดขาด

     การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน ย่อมเกื้อกูลต่อการเจริญขึ้นของกุศลธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้น เพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเหตุให้จิตใจสงบจากกิเลส สงบจากอกุศลตามระดับขั้นของความเข้าใจ จนกว่าจะถึงความเป็นผู้สงบจากกิเลส สงบจากอกุศลตามลำดับขั้น เมื่อมรรคจิต เกิดขึ้นทำกิจประหารกิเลส สูงสุด คือ อรหัตตมรรคจิต ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้น ไม่มีเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกทั้งทั้งหมด ถ้าไม่มีปัญญา เลย เรื่องการดับกิเลส ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ครับ                              
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
intra
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 05:50 น.

เริ่มจะมีปัญญาบ้าง ความสงสัยก็จะค่อยๆคลายออกแต่ก็ยังไม่สามารถลดกิเลสได้แม้ แต่น้อยนิดค่ะ ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตและปัญญาของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 19:11 น.
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 13:40 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 09:07 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ