ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๕
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๕

~ การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เห็นความไม่ใช่เรา
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่เป็นธรรมทั้งหมดที่เป็นอนัตตา
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้มากขึ้นก็รู้ดีรู้ชั่วเพิ่มขึ้น
และปัญญาก็จะนำไปในกิจทั้งปวงในทางที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลอื่นด้วย
โลกจะร่มเย็นเป็นสุขไหม
ถ้ามีความเห็นที่ถูกต้องว่าทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งหลากหลายมาก
แล้วแต่ว่ามีอะไรที่สะสมมาเท่าไหร่ก็เป็นไปอย่างนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
797)
~ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
ความจริงแท้ๆ ความจริงที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้
ความจริงที่จะทำให้ละคลายกิเลสดับกิเลสเป็นพระอริยะ
ต้องประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตนเป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้นและดับไป
เพราะถ้าไม่รู้แจ้งสภาพธรรมอย่างนี้ ไม่มีวันพ้นจากความทุกข์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1694)
~ มีใครบ้างไหมที่ไม่เพลินไปในรูป
ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มัวเพลินในรูป
ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ
ย่อมไม่มีแม้ความคิดว่าพึงให้ทานหรือว่าจะให้ทาน
ก็กำลังเพลินอยู่ตลอดเวลา คิดไป เพลิดเพลินไปอีก คิดถึงเรื่องทางตา
ก็เพลิดเพลินไปในเรื่องของทางตา คิดไปในเรื่องของทางหู
ก็เพลิดเพลินไปในเรื่องของทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะฉะนั้น
ก็ไม่มีแม้ความคิดที่จะเกิดขึ้นว่าจะให้ทาน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
199)
*** ~ ถ้าท่านมีทรัพย์มาก
แต่ไม่ได้แจกไม่ได้แบ่งให้ใคร ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว
ญาติพี่น้องจะเอาทรัพย์สมบัติข้าวของไปแวดล้อมวางไว้ใกล้ชิดสักเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาจำแนกแจกให้ว่าของนี้จงเป็นของท่านผู้นี้
ของนี้จงเป็นของท่านผู้นี้ได้ เพราะฉะนั้น
ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่มีโภคสมบัติมีทรัพย์สมบัติ
แต่ไม่ได้แจกจำแนกให้กับใครเลย
ก็ย่อมเหมือนคนตายที่ไม่สามารถแจกจำแนกทรัพย์สมบัติที่มีผู้เอามาวางแวดล้อมไว้ให้ได้***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 200)
~ ไม่ควรจะลืมว่าต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน
แล้ววันไหนก็ไม่ทราบด้วย แต่โดยมากทุกท่านหลงชีวิต
แล้วก็ลืมเสียจริงๆ ว่า จะต้องสิ้นชีวิต
ไม่ได้คิดถึงเลยว่าจะต้องจากโลกนี้ไป
เดี๋ยวก็หลงไปตามรูปชั่วครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็หลงไปตามเสียง
ยังไม่ทันไรก็หลงไปตามกลิ่น หลงไปตามรส หลงไปตามโผฏฐัพพะ
เพราะฉะนั้น
ถ้าไม่ลืมความจริงข้อนี้คือไม่ลืมความจริงว่าจะต้องตายและไม่ลืมความจริงว่าหลงชีวิตเสียเหลือเกิน
ทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ
ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านเจริญกุศลทุกประการ แม้ในทานด้วย
ไม่ใช่ว่าท่านมุ่งที่จะเจริญวิปัสสนาโดยที่สะสมอกุศลไว้มากซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้หลงลืมสติ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
200)
~ ควรไหมที่จะนั่งเป็นทุกข์ เศร้าโศก
คิดว่าเป็นเพราะคนอื่นไม่ยุติธรรม โลกไม่ยุติธรรม
ซึ่งความจริงแล้วเรื่องของกรรมยุติธรรมจริงๆ แต่ละคนที่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นอาชีพใด ไม่ว่าจะได้อะไร จะเสียอะไร
เป็นเพราะผลของการกระทำของท่านเองทั้งหมด
เพราะเหตุว่าธรรมนั้นยุติธรรม ไม่ได้รับสินบนจากใคร
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องของเหตุของผล
ใครจะไปไหว้วอนกราบไหว้เปลี่ยนกรรมชนิดหนึ่งว่าอย่าให้ผลอย่างนั้นหรือให้ผลเร็วกว่านั้น
หรือให้ผลช้ากว่านั้น ก็ไม่มีใครสามารถที่จะทำอย่างนั้นได้
เพราะว่าเป็นเรื่องของความยุติธรรมอย่างยิ่งของธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
201)
*** ~ กิตติศัพท์ คือ คุณความดี ผู้ที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว
พูดเสียดสี ย่อมไม่มีคุณความดีที่จะขจรไป อาจจะมีผู้กล่าวขวัญถึง
แต่ในความไม่มีศรัทธา ในความตระหนี่ถี่เหนียว ในการพูดเสียดสี
ซึ่งไม่ใช่กิตติศัพท์ ไม่ใช่คุณความดี***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
215)
~ การศึกษาพระธรรมต้องระวังมาก การศึกษาพระวินัยมีประโยชน์ก็ได้
มีโทษก็ได้ การศึกษาพระสูตรมีประโยชน์ก็ได้ มีโทษก็ได้
การศึกษาพระอภิธรรม มีประโยชน์ก็ได้ มีโทษก็ได้ มีโทษ
ถ้าไม่รู้ว่าศึกษาเพื่ออะไร ถ้าศึกษาเพียงจะเป็นผู้ที่รู้มาก
เพื่อใช้แสดงความรู้ความสามารถ
ขณะนั้นก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเพื่อให้ผู้ฟังเกิดปัญญาที่จะละกิเลสขัดเกลากิเลสของตนเอง
เพราะฉะนั้น
ในเรื่องของการศึกษาก็เป็นเรื่องที่ทุกท่านที่กำลังศึกษาจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์หรือจุดมุ่งหมายของการศึกษาด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1701)
~ ในขณะนี้เป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งนั้น
แค่นี้ก็เตือนแล้วใช่ไหมว่าขณะนี้เป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งนั้น
ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
ฟังอีกกี่ครั้งก็เพื่อที่จะได้ระลึกว่า
ขณะนี้เป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งนั้น แต่เมื่อยังไม่ประจักษ์
ก็เป็นแต่เพียงฟัง สะสมไปเรื่อยๆ ที่จะได้ยินได้ฟังว่า
ขณะนี้ทางตาเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง นี่คือการสะสมจริงๆ สะสมแม้แต่การได้ฟังสิ่งซึ่งอาจจะไม่ได้ฟังในชาติหน้าหรือในชาติต่อๆ ไปอีกหลายชาติ แต่ในขณะนี้ก็ยังสามารถที่จะระลึกว่าขณะนี้
แม้ขั้นเตือน ก็เป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1691)
*** ~ ไม่ใช่ว่าทุกท่านต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งมิตรสหายเพื่อนฝูง
ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่จิตที่กระทำกิจนั้นๆ ต่างกันจากเดิม คือ ที่เคยผูกพันยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ก็ค่อยๆ เริ่มคลาย การกระทำกิจต่างๆ ก็เป็นการกระทำกิจด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นกุศล ไม่ใช่ด้วยโลภะ
ความผูกพัน ซึ่งเป็นอกุศล***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1694)
~ ในวันหนึ่งๆ ชีวิตตามความเป็นจริงซึ่งจะต้องอยู่กันต่อไปอีกทีละวันๆ เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นสุดชาติหนึ่ง และต่ออีกชาติหนึ่งๆ ก็ควรจะเป็นผู้ที่รู้จักชีวิตของตนเองตามปกติว่ายังเป็นผู้อยากได้รูป
อยากได้เสียง อยากได้กลิ่น อยาก ได้รส อยากได้โผฏฐัพพะ
แต่ก็เป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาด้วย นี่เป็นสิ่งซึ่งควรจะพิจารณา
ไม่ใช่ว่ากิเลสดับไปหมดแล้ว กิเลสยังมีและยังอยากได้ทั้งรูป
ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ
แต่ก็เป็นผู้ที่กำลังอบรมเจริญปัญญาด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจขึ้น
เพื่อจะได้เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้
กุศลเจริญขึ้นตามขั้นของปัญญาที่ได้ฟัง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1700)
*** ~ ถ้าเป็นคนที่ไม่สำคัญเลย ที่จริงแล้วสบายมาก
แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความสำคัญตนที่สะสมมามาก จะเป็นผู้ที่เดือดร้อน
กระสับกระส่าย ไม่สบายใจเลย สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิถีชีวิตของแต่ละคนที่ได้ฟังพระธรรม
มีการสะสมอบรมเหตุที่จะให้ปัญญาเกิดและอบรมจนกระทั่งถึงขั้นที่จะละคลายกิเลสบ้างไหม
เพราะว่าเป็นผู้ที่เริ่มเห็นความละเอียดของกิเลสขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1700)
~ อยากให้ทุกท่านพิจารณาว่าเรื่องของการสูญเสีย
ไม่มีใครประสงค์ให้เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข หรืออวัยวะร่างกาย แต่เมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น
ซึ่งการสูญเสียนั้นก็ต้องเป็นผลของกรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
จิตควรที่จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เรื่องของการสูญเสีย ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยากจะสูญเสียเลย แต่ก็ต้องเกิดเพราะว่าเป็นโลกธรรม
ไม่มีใครเลยที่มีแต่ได้โดยที่ไม่เสีย
เพียงแต่ว่าจะได้มากหรือว่าจะสูญเสียมาก
แต่ขณะใดก็ตามที่มีการสูญเสียอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นลาภ หรือยศ หรือสรรเสริญ หรือสุข
ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า ควรที่จะเป็นกุศล
หรือควรที่จะเป็นอกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1699)
~ โลภะมีมากเหลือเกิน ขอให้พิจารณาว่าอยากให้โลภะหมดไปบ้างไหม
นี่คือการที่ปัญญาจะเกิดในชีวิตประจำวัน แม้เพียงขั้นคิด
ขั้นพิจารณา
เพื่อเป็นหนทางที่จะทำให้อกุศลทั้งหลายที่สะสมมามากละคลาย
ลดน้อยลงไปได้บ้าง แม้เพียงขั้นคิดว่าอยากให้โลภะที่มีอยู่มากจางไป
ลดน้อยไป ละคลายไปบ้างไหม หรืออยากจะเก็บไว้อีกมากๆ เหมือนทุกๆ วันซึ่งไม่เคยคิด เพราะบางคนอาจจะ ไม่คิดเลยเรื่องที่จะให้โลภะค่อยๆ ละคลายไป เพราะฉะนั้น
ถ้าเริ่มคิดในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นการสะสมเป็นปัจจัยเพื่อให้ถึงการอบรมเจริญปัญญาจนรู้แจ้งสภาพธรรมได้
ก็ต้องอาศัยการพิจารณาการเจริญกุศลเป็นปกติในชีวิตประจำวัน
แม้เพียงความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันหนึ่งๆ ซึ่งอาจจะยังไม่เคยคิด แต่ก็เริ่มที่จะคิดได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1699)
*** ~ ควรที่จะคำนึงถึงตนเอง
ซึ่งมีข้อที่น่าคิดว่าเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วยังไม่คิดที่จะพากเพียรเพื่อละอกุศลต่างๆ เหล่านี้แล้ว ฟังพระธรรมทำไม***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1709)
~ ถ้าเป็นอกุศลวิตกก็นำไปสู่ทางต่ำ คิดก็ต่ำ วาจาก็ต่ำ การกระทำก็ต่ำ
เพราะว่าเป็นอกุศล ใจก็ผูกโกรธ วาจาก็ทำลายคนอื่นได้
กิริยาอาการก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้
นั่นคือสภาพของอกุศลวิตกซึ่งเป็นมรรค เป็นหนทางที่นำไปสู่อบายภูมิ
นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย แต่อยู่ทุกๆ ขณะ ในชีวิตประจำวัน เมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เมื่อได้กลิ่น
เมื่อลิ้มรส เมื่อรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เมื่อคิดนึก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1731)
~ บางท่านอาจจะได้ยินได้ฟังเรื่องไร้สาระที่คนอื่นอาจจะวิพากษ์วิจารณ์ท่าน
จิตขณะนั้นเป็นอย่างไร กุศลวิตกหรือว่าอกุศลวิตก
ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย ขณะที่กำลังเดือดร้อน
ขณะนั้นไม่ใช่ทุกข์นั้นเกิดจากคนอื่น แต่อกุศลวิตกทำให้เป็นทุกข์
ถ้าเป็นคนฉลาดก็รู้ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล
เป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้นจริงๆ ถ้าเพียงแต่ไม่สนใจ
ไม่เดือดร้อน ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน เห็นก็เหมือนไม่เห็น
และก็มีเมตตา ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอะไรก็ตามแต่ ขณะนั้น
ไม่เดือดร้อนเลยจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นกุศลวิตกเกิด ไม่เดือดร้อน
แต่ถ้าเป็นอกุศลวิตก ควรจะระลึกได้ว่า ความทุกข์ทั้งหมด
ความเดือนร้อนใจทั้งหมด
ความกระวนกระวายทั้งหมดมาจากอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1731)
~ เพื่อนโกรธเพื่อนได้ไหม โกรธขณะไหนไม่ใช่เพื่อนในขณะนั้น
ไม่ว่าเขาเป็นใคร โกรธใครก็ตาม คนนั้นไม่ใช่เพื่อน
ขณะนั้นไม่มีเมตตา แต่ก็เป็นสิ่งที่ยาก ไม่ใช่ง่ายเลย
เพราะเหตุว่าอกุศลสะสมมามากมายมหาศาล
พระธรรมเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริงเมื่อเข้าใจ
แล้วก็จะรู้ว่าทุกคำเป็นประโยชน์มหาศาลจริงๆ ที่สามารถที่จะทำให้สิ่งที่เคยเกิดมากๆ ก็เกิดน้อยลงจนกระทั่งในที่สุดก็สามารถที่จะไม่เกิดอีกเลยได้ในสิ่งที่ไม่ดี
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
801)
~ เขาเป็นทุกข์ เราไม่ใช่ต้องเป็นทุกข์ด้วย แต่เราเข้าใจ
และเห็นใจในความทุกข์ของคนนั้น จึงสามารถช่วยได้
ถ้าเราไม่สนใจเลยไม่เข้าใจเลยเราจะไปช่วยเขาหรือ
แต่เพราะเห็นใจและเข้าใจด้วย ช่วยโดยไม่เป็นทุกข์เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
801)
*** ~ สร้างวัดสวยมาก เข้าใจธรรมหรือเปล่า แล้วสร้างทำไม
สามารถจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่านั้นมากเลย
แล้วก็สามารถเข้าใจธรรมด้วย แค่ฟัง ฟังแล้วเข้าใจ
ชีวิตมีประโยชน์ทุกทาง ที่จะช่วยเหลือคนยากจน ช่วยเหลือในการศึกษา
ช่วยคนป่วยไข้ ช่วยให้เขาได้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง
ไม่งมงาย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
803)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม
... ครั้งที่ ๗๘๔
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์
บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

