ชุด วิถีจิต แผ่นที่ ๒ ตอนที่ ๕


    ผู้ฟัง เวลาจะรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ทำไมต้องรู้ที่ชวนจิตด้วย

    ท่านอาจารย์ ขณะที่รูปกระทบกับทวารหนึ่งทวารใด ขอยกตัวอย่างทางหู เสียงกระทบกับโสตปสาทรูป กระทบกับภวังคจิต คือ อตีตภวังค์ เมื่ออตีตภวังค์ดับแล้ว ภวังคจลนะเกิด หลังจากที่ภวังคจลนะดับไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะเกิด ระหว่างที่เป็นภวังค์ยังไม่มีอารมณ์คือเสียงเลย เพราะว่าภวังค์มีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิ จากนั้นปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดต่อจากภวังคุปัจเฉทะเป็นวิถีจิตขณะแรก นึกถึงเสียงที่กระทบโสตปสาทรูป ชั่วขณะเดียว ใครรู้ ใครจะรู้ว่าขณะนั้นมีปัญจทวาราวัชชนจิตนึกถึงเสียง

    เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตที่นึกถึงเสียงดับไปแล้ว โสตวิญญาณซึ่งได้ยินจริงๆ ขณะที่กำลังได้ยินจริงๆ นั้น เป็นโสตวิญญาณเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว และดับไป ใครจะรู้ลักษณะของจิตขณะเดียวที่เกิดขึ้นได้ยิน แต่รูปก็ยังไม่ดับ คือ เสียงยังไม่ดับ เพราะฉะนั้น เมื่อโสตวิญญาณดับไปแล้ว กรรมทำให้วิบากจิต คือ สัมปฏิจฉันนจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์นั้นต่อ ขณะเดียวเท่านั้น ใครจะรู้ว่ามีสัมปฏิจฉันนะกำลังรับเสียง ต่อจากโสตวิญญาณในขณะนี้

    เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป เป็นปัจจัยให้สันตีรณจิตซึ่งเป็นวิบากจิตเกิดขึ้นพิจารณาเสียงนั้นอย่างรวดเร็วชั่วขณะเดียว และดับ ใครจะรู้ และเมื่อสันตีรณจิต ดับไปแล้ว โวฏฐัพพนจิตซึ่งเป็นกิริยาจิต ซึ่งได้แก่มโนทวาราวัชชนจิตนั่นเอง แทนที่จะเกิดขึ้นนึกถึงอารมณ์ทางใจ ก็เกิดขึ้นกระทำทางให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตประเภทหนึ่งประเภทใดเกิดขึ้นแล่นไปในอารมณ์นั้น ซึ่งทำชวนกิจ เมื่อโวฏฐัพพนจิตเกิดขึ้นเพียง ขณะเดียว และดับ ใครจะรู้ แต่ขณะที่กำลังชอบเสียงนั้น โลภมูลจิตทำชวนกิจแล่นไปในเสียงนั้นด้วยความพอใจ เกิดดับซ้ำกัน ๗ ขณะ กำลังมีเสียงที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น ในขณะที่แม้ไม่ได้ยินจริงๆ แต่มีเสียงเป็นอารมณ์ และกำลังชอบใน เสียงนั้นด้วย และเสียงนั้นก็ยังไม่ดับด้วย เพราะฉะนั้น แม้ว่าจิตจะเกิดดับทำกิจ สืบต่อกันอย่างไรก็ตาม ที่จะรู้ได้ก็เป็นชั่วโสตวิญญาณ และชวนจิต

    แต่แม้กระนั้นการที่โสตวิญญาณดับ ชวนจิตเกิดต่อ และโสตวิญญาณเกิดอีก ชวนจิตเกิดอีก หรือก่อนที่โสตวิญญาณจะเกิด เมื่อภวังคจิตดับแล้ว มโนทวารวิถีจิตยังต้องรับรู้เสียงนั้นต่ออีก ถ้าชวนะทางโสตทวารวิถีเป็นโลภมูลจิต เมื่อมโนทวารวิถีจิตเกิดนึกถึงเสียง ชวนวิถีนั้นก็ต้องเป็นโลภะตามชวนะทางปัญจทวารวิถี

    แสดงให้เห็นว่า ที่กำลังชอบในเสียง โดยที่เสียงปรากฏกับโสตวิญญาณ และ ยังไม่ดับ และปรากฏกับชวนวิถีจิตทางปัญจทวารซึ่งเสียงยังไม่ดับ และแม้ว่าเสียง ดับแล้ว ภวังคจิตเกิดคั่นแล้ว มโนทวารวิถีก็ยังนึกถึงเสียงนั้น ยังมีเสียงนั้น เหมือน เสียงนั้นทีเดียว ไม่เป็นเสียงอื่นเลยเป็นอารมณ์ต่อ และชวนะก็พอใจในเสียงนั้นด้วย หลายๆ วาระ ก่อนที่จะได้ยินอีก ก็แสดงให้เห็นว่า ที่จะรู้จริงๆ ต้องในขณะที่ เป็นชวนจิต เพราะว่าแล่นไปด้วยความพอใจ หรือถ้าในขณะนั้นนึกถึงแล้วโกรธ โวฏฐัพพนจิตดับไปแล้ว โทสมูลจิตเกิด แต่เสียงยังไม่ดับ ความไม่พอใจในเสียงที่ ยังไม่ดับ แม้ว่าขณะนั้นไม่ใช่โสตวิญญาณ แต่ก็มีเสียงนั้นเป็นอารมณ์ ทำให้เมื่อ เสียงนั้นดับแล้ว ภวังคจิตเกิดคั่นแล้ว มโนทวารวิถีจิตนึกถึงเสียงที่ไม่พอใจนั้น และ โทสมูลจิตก็เกิดทางมโนทวารวิถีซ้ำอีก และเป็นภวังค์ และมโนทวารวิถีก็เกิดซ้ำ หลายวาระ ก่อนที่จะถึงวิถีจิตหนึ่งวิถีใดวาระต่อไปทางทวารหนึ่งทวารใด

    เพราะฉะนั้น ที่จะปรากฏจริงๆ แม้กำลังเห็นขณะนี้ จริงๆ แล้วจะรู้ตรงที่เป็นชวนวิถีจิต

    ผู้ฟัง เพราะในขณะนั้นจิตเกิดขึ้นหลายขณะซ้ำๆ กัน มีอารมณ์เดียวกันด้วย

    ท่านอาจารย์ และเป็นความชอบหรือไม่ชอบในอารมณ์ ซึ่งสามารถรู้สึกได้ แต่ในขณะที่เพียงเห็น จักขุวิญญาณเห็นรูปารมณ์ เห็นทันที ดับทันที แต่การสะสมความชอบไม่ชอบแม้เพียงสีที่ปรากฏ โดยยังไม่ทันรู้ว่าเป็นอะไร ก็เกิดได้ทาง ปัญจทวารวิถี

    ในวันหนึ่งๆ หลังจากปฏิสนธิแล้ว ก็เป็นภวังค์เกิดดับสืบต่อเรื่อยไปเหมือนกระแสน้ำ จนกว่าจะมีวิถีจิตเกิดขึ้นเปลี่ยนจากอารมณ์ของภวังค์ แล้วแต่ว่าจะเป็น มโนทวารวิถี หรือจักขุทวารวิถี หรือโสตทวารวิถี หรือฆานทวารวิถี หรือชิวหาทวารวิถี หรือกายทวารวิถี ซึ่งวิถีจิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นทางทวารต่างๆ นั้น สั้นมาก และดับไป ต่อจากนั้นก็เป็นภวังค์ นี่คือกระแสของชีวิต เต็มไปด้วยภวังคจิต และมีวิถีจิตคั่น เป็นวาระๆ

    ผู้ฟัง วิถีจิตเกิดดับเร็วมาก ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาถึงขนาดนับเม็ดฝนได้ ยังนับวิถีจิตนี้ไม่ได้ ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ที่กล่าวถึงเรื่องการนับเม็ดฝนของท่านพระสารีบุตร ก็เพื่อแสดงให้ เห็นถึงปัญญาซึ่งกว้างมาก ฝนจะตกที่ไหนอย่างไร จำนวนเม็ดนับได้ คิดดู ความไว ความแหลมคมของปัญญาต้องสะสมมาสักแค่ไหน แต่สำหรับเราไม่ต้องนับอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่า นามธรรมเป็นนามธรรม ไม่ใช่เรา และรูปธรรมเป็นรูปธรรมแต่ละอย่าง

    ผู้ฟัง จักขุวิญญาณเห็นสี จิตอื่นๆ ไม่เห็น แต่รู้สี รู้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ รับต่อ ไม่เปลี่ยนอารมณ์ มีสีเป็นอารมณ์โดยรับต่อ

    ผู้ฟัง มีสีเป็นอารมณ์ รู้สี แต่ไม่เห็นสี

    ท่านอาจารย์ รับรู้ต่อ นึกถึงสีแดงได้ไหม

    ผู้ฟัง นึกถึงสีแดงก็เป็นมโนทวารแล้ว

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ได้พูดถึงทวารไหน เพียงแต่ถามว่า นึกถึงสีแดงได้ไหม

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ นั่นทางมโนทวาร นี่ทางจักขุทวารวิถี ทวารเดียวกัน สียังไม่ดับด้วย และจิตนั้นรับต่อ ทีทางใจไม่ใช่ทางจักขุทวารวิถีเลย จักขุทวารวิถีดับแล้วเพราะรูป ดับแล้ว รูปารมณ์ดับแล้ว และภวังคจิตก็เกิดคั่นด้วย ขณะที่มโนทวาราวัชชนจิตนึกถึงสีที่จักขุทวารวิถีจิตรู้ มโนทวาราวัชชนจิตยังนึกได้ ฉันใด สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ก็หมดข้อสงสัยว่า สามารถมีสีเป็นอารมณ์โดยไม่เห็น แต่รับต่อจากจักขุวิญญาณได้ สัมปฏิจฉันนะก็มีสีเป็นอารมณ์ สันตีรณะก็มีสีที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ โวฏฐัพพนะก็มี สีที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ ชวนะก็มีสีที่ยังไม่ดับเป็นอารมณ์ ตทาลัมพนะก็ยังมีสีที่ยัง ไม่ดับเป็นอารมณ์ จึงชื่อว่าจักขุทวารวิถี ต่อเมื่อใดสีดับ จะไม่ชื่อว่าจักขุทวารวิถี เพราะเพียงนึกถึงสีที่ดับแล้ว ขณะนั้นก็เป็นมโนทวารวิถีซึ่งเกิดต่อจากจักขุทวารวิถี

    การที่จะรู้ว่า ขณะใดไม่ใช่มโนทวารวิถีจิต ก็ควรจะทราบว่า สำหรับ จักขุทวารวิถีจิต รู้อารมณ์อื่นไม่ได้นอกจากรูปารมณ์ที่ยังไม่ดับ โสตทวารวิถีจิต ก็รู้อารมณ์อื่นไม่ได้นอกจากเสียงที่ยังไม่ดับ ฆานทวารวิถีจิตรู้อารมณ์อื่นไม่ได้นอกจากกลิ่นที่ยังไม่ดับ ชิวหาทวารวิถีจิตรู้อารมณ์อื่นไม่ได้นอกจากรสที่ยังไม่ดับ กายทวารวิถีจิตรู้อารมณ์อื่นไม่ได้นอกจากโผฏฐัพพะที่ยังไม่ดับ

    วันหนึ่งๆ ถ้าเทียบกับทางตาที่เห็นจะทราบว่า มโนทวารวิถีจิตเกิดมากกว่า ทางจักขุทวารวิถีจิต เกิดมากกว่าโสตทวารวิถีจิต เกิดมากกว่าฆานทวารวิถีจิต เกิดมากกว่าชิวหาทวารวิถีจิต เกิดมากกว่ากายทวารวิถีจิต ผู้ที่อบรมเจริญสติปัฏฐาน จึงรู้ความจริงว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาแม้เพียงเล็กน้อย ปรากฏเพียงให้คิด และสิ่งนั้น ก็ดับไปเลย เสียงที่ปรากฏทางหูก็ปรากฏสั้นมาก เพียงให้คิด เพราะฉะนั้น ทุกคนอยู่ในโลกของความคิดอย่างมาก แล้วแต่ว่าสติจะระลึกได้ว่า ขณะที่คิดนั้น เป็นกุศลจิตหรือเป็นอกุศลจิต

    ที่มา ...

    แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1799

    นาที 10:34

    ผู้ฟัง ชวนวิถีจิตที่เกิดทางปัญจทวาร และวิถีจิตที่เกิดทางมโนทวารวาระแรกต้องมีอารมณ์อย่างเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ มีอารมณ์อย่างเดียวกับปัญจทวารวิถีจิต และสำหรับมโนทวารวิถีจิต มีแต่มโนทวาราวัชชนจิต และชวนจิตซึ่งเป็นกุศลหรืออกุศล ไม่มีจักขุวิญญาณ ไม่มีสัมปฏิจฉันนะ ไม่มีสันตีรณะ ไม่มีโวฏฐัพพนะ แต่มีอาวัชชนกิจ และชวนะเลย เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ทางมโนทวารมีชวนะประเภทเดียวกับชวนะที่เกิดแล้วทางปัญจทวารวิถีซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

    ผู้ฟัง ถ้าทางปัญจทวารเป็นโลภชวนะ มโนทวารก็เป็นโลภชวนะด้วย

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แต่เป็นเฉพาะขณะแรกเท่านั้น ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ วาระแรกเท่านั้น

    ผู้ฟัง วาระต่อไปอาจจะเป็นกุศลได้

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนได้ เพราะว่าบางคนเห็นบางสิ่งบางอย่างแล้วไม่พอใจ ขณะที่เห็นนั้นเป็นโทสมูลจิต และมโนทวารวิถีจิตวาระที่เกิดสืบต่อจากปัญจทวารวิถีจิต ก็ยังเป็นโทสมูลจิตนั่นเอง แต่เมื่อเป็นวาระหลังๆ สติอาจจะเกิด และเห็นว่าไม่ควรที่จะเป็นโทสะ ขณะนั้นชวนวิถีจิตเป็นมหากุศลได้

    เพราะฉะนั้น เวลาที่แต่ละท่านคิดนึกตรึกตรองหลังจากที่ได้ยินเสียงที่ไม่พอใจ ครั้งแรกโกรธ และเมื่อคิดไปคิดมาก็เห็นว่า ความโกรธนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร เป็นอกุศล มโนทวารวิถีจิตซึ่งเกิดหลังจากที่รู้ว่าความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ควร ขณะนั้นก็เป็นมหากุศลได้ คือ ถึงแม้จะเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ มโนทวารวิถีจิตวาระหลังๆ ก็เป็นกุศลได้ หรือ ผู้ที่มีปัญญาสะสมมามาก มหากุศลจิตก็ยังเกิดได้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเจริญ สติปัฏฐาน สามารถรู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนในขณะนั้น เพราะฉะนั้น ทางปัญจทวารวิถีก็เป็นกุศล ทางมโนทวารวิถี ก็เป็นกุศล

    วันหนึ่งๆ แล้วแต่ว่าปัญญาของใครจะเกิดมาก ถ้าปัญญาน้อย ทันทีที่เห็น สิ่งที่ไม่น่าพอใจ ชวนจิตที่เป็นอกุศลก็ต้องเกิดวาระหนึ่งแน่ๆ ทางปัญจทวาร และเมื่อภวังคจิตคั่นแล้วมโนทวารวิถีจิตซึ่งรับรู้อารมณ์นั้นต่อก็ต้องเป็นอกุศลชวนะแน่ๆ จนกว่าวาระหลังๆ จะได้คิด หรือสติเกิด ก็เปลี่ยนเป็นกุศลจิตได้ในภายหลัง

    ผู้ฟัง ที่ว่าวิถีทางปัญจทวารเมื่อครบวาระแล้ว ทางมโนทวารวิถีก็รับอารมณ์ต่อไป รู้สึกว่า วิถีทางปัญจทวารน่าจะสมบูรณ์แล้ว คือ เมื่อถึงชวนจิตแล้ว ก็ตทาลัมพนะ มีการเสพอารมณ์ แล่นไป รู้สึกว่าสมบูรณ์แล้ว ทำไมต้องมีทาง มโนทวารสืบต่อด้วย

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าทางปัญจทวารวิถี เวลาที่อารมณ์ปรากฏ และเกิดโลภะโดยที่ ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร อย่างเช่น เสียงกระทบกับโสตปสาท ปัญจทวาราวัชชนจิตนึกถึงเสียงที่กระทบ โสตวิญญาณเกิดต่อได้ยิน สัมปฏิจฉันนจิตรับต่อ เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับแล้ว สันตีรณจิตเกิดต่อ โดยเป็นจิตตนิยาม ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อสันตีรณจิตดับแล้ว โวฏฐัพพนจิตเกิดต่อ เมื่อดับแล้ว ชวนจิต ชอบไม่ชอบในเสียง โดยยังไม่ได้เข้าใจความหมายอะไรเลย แต่เวลาที่ได้ยินเสียงทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่า ได้ยินคำ ยังไม่ได้แยกเสียงกับสภาพที่กำลังรู้ความหมายของเสียงที่สูงต่ำ

    เพราะฉะนั้น สำหรับทางโสตทวารวิถี เป็นความพอใจ เป็นโลภมูลจิต หรือเป็นความไม่พอใจ เป็นโทสมูลจิตในเสียงที่ยังไม่ดับ โดยที่ยังไม่รู้ความหมาย และเมื่อโสตทวารวิถีจิตดับแล้ว จิตตนิยามอีกเช่นกันที่ทำให้ภวังค์เกิดคั่น และโดยจิตตนิยามนั่นเองทำให้มโนทวาราวัชชนจิตนึกถึงเสียงซึ่งทางโสตทวารวิถีรับรู้ และดับไป

    ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย เป็นกระแสการเกิดดับของจิตในวันหนึ่งๆ หรือว่าในสังสารวัฏฏ์ที่จะต้องเป็นไปอย่างนี้

    มีใครจะยับยั้งไม่ให้จักขุวิญญาณเกิดได้ไหม

    ถ้าศึกษาปรมัตถธรรมจะรู้ได้ว่า ไม่มีใครจะยับยั้งจิตสักดวงเดียว แม้แต่ภวังคจิตซึ่งเกิด ถ้าง่วง และอยากจะหลับ ก็หลับ บังคับไม่ได้ ทั้งๆ ที่บางครั้งง่วง ไม่อยากหลับ แต่ก็หลับแล้ว เป็นภวังค์แล้ว แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการที่จะไปเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัยที่จะทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้นเลย

    พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เมื่อปัญจทวารวิถีจิตซึ่งรู้รูปที่กระทบทวารหนึ่งทวารใดดับไปหมดแล้ว ภวังคจิตเกิดคั่นแล้ว มโนทวารวิถีจิตจะเกิดขึ้นรับรู้รูปนั้น ต่อจากปัญจทวารวิถีทางหนึ่งทางใดทุกครั้ง นอกจากขณะจะจุติเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะไม่พูดถึงขณะนั้น แต่จะพูดถึงชีวิตประจำวันจริงๆ ให้รู้ว่า เสียงที่ปรากฏเล็กน้อย สั้นมาก หลังจากนั้นมโนทวารวิถีจิตเกิดหลายวาระ คิดแล้วคิดอีกเรื่องคำพูดที่ได้ยิน ด้วยสัญญาความจำในเสียง ในความหมายของคำนั้น แสดงให้เห็นว่า มโนทวารวิถีจิตในวันหนึ่งๆ เกิดมาก

    เพราะฉะนั้น จะเห็นความสำคัญของมโนทวารวิถีจิตว่า ทางปัญจทวารวิถีจิตเพียงรู้รูปที่ยังไม่ดับ เมื่อรูปดับไปแล้ว ปัญจทวารวิถีจิตจะเกิดไม่ได้เลย แต่ มโนทวารวิถีจิตเกิดได้ นึกถึงอารมณ์ได้ทุกอย่าง เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้างกับอารมณ์ที่ได้ประสบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

    โลภมูลจิตเกิดได้ทางจักขุทวารวิถี และทางมโนทวารวิถีด้วย โทสมูลจิตเกิดได้ทางจักขุทวารวิถี และทางมโนทวารวิถีด้วย เช่นเดียวกับทางหู โลภมูลจิตเกิด ทางโสตทวารวิถีได้ และโลภมูลจิตก็เกิดทางมโนทวารวิถีด้วย แต่ต้องแยกกัน จิตแต่ละทางจะไม่ปนกันเลย จิตใดรู้อารมณ์ทางไหนก็รู้อารมณ์ทางนั้น และดับ ไม่ใช่ว่ามโนทวารวิถีจิตจะไปรู้อารมณ์ทางปัญจทวารวิถี หรือไม่ใช่ว่าปัญจทวารวิถี จะมารู้อารมณ์ทางมโนทวารวิถี

    แม้ว่าเป็นโลภมูลจิต แต่โลภมูลจิตนั้นอาศัยตาเกิดขึ้น และรู้รูปที่ยังไม่ดับ ก็ต้องเป็นจักขุทวารวิถี ส่วนโลภมูลจิตขณะใดที่ไม่อาศัยตาเกิดขึ้นรู้สีที่ยังไม่ดับ โลภมูลจิตขณะนั้นก็ต้องเป็นมโนทวารวิถีจิต

    ที่มา ...

    แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1800


    หมายเลข 69
    2 ม.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ