ไม่ประมาท ที่จะรู้ว่า มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังระดับไหน พอ.6341

    อุไรวรรณ มีคำถามจากท่านผู้ฟังว่า ลักษณะสภาวะของความคิดและสติสัมปชัญญะ มีอาการ มีสภาพอย่างไร จึงเรียกว่า ความคิด และสติสัมปชัญญะ

    สุ. ขณะนี้เข้าใจ “คิด” หรือเปล่า ว่า กำลังคิดอยู่

    อรวรรณ ก็เข้าใจขั้นฟังค่ะ

    สุ. ค่ะ เข้าใจขั้นฟัง จนกว่ารู้ลักษณะที่คิด เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงสติสัมปชัญญะ ก็ต้องทราบว่า อีกระดับหนึ่ง ขั้นฟังเรื่องราว กุศลอื่นๆ ทั้งหมด ขั้นทาน ขั้นศีล ก็ต้องมีสติเกิดร่วมด้วย เพราะว่าสติเป็นโสภณ ปกติธรรมดา จิตก็เป็นอกุศล เพราะว่าสะสมมาที่จะทำให้อกุศลเกิดขึ้นอย่างเร็วมาก ทันทีที่เห็น จะรู้หรือไม่รู้ ทรงแสดงไว้แล้วว่า แม้รูปยังไม่ได้ดับ อกุศลก็เกิดขึ้นเป็นไปแล้ว โดยไม่รู้เลย

    เพราะฉะนั้นจากการฟังก็เห็นว่า สะสมมามากแค่ไหน แต่สำหรับผู้ที่สะสมถึงความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีอกุศล

    เพราะฉะนั้นความต่างกันอยู่ตรงไหน เห็นด้วยกัน แต่คนหนึ่งเห็นแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เป็นอกุศลเกิดแล้ว แต่อีกท่านหนึ่ง ไม่มีอกุศลและกุศลใดๆ เลย เพราะว่ามีความรู้ จนกระทั่งสามารถดับกิเลสทั้งหมดได้ จากสิ่งที่ปรากฏเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่รู้ความจริง จนกว่าจะได้ฟังธรรมแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น แล้วต้องเป็นผู้ละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาท ที่จะรู้ว่า มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังระดับไหน ระดับที่เริ่มเข้าใจความเป็นธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น เกิดแล้วทั้งหมด ใครไปทำให้เกิด และจะว่าเป็นของใครได้คะ และจริงๆ ก็คือดับไปแล้วด้วยอย่างรวดเร็วด้วยความไม่รู้

    นี่คืออวิชชาไม่สามารถรู้ความจริงอย่างนี้ได้เลย จนกว่าจะค่อยๆ เป็นปัญญาจากขั้นการฟัง การไตร่ตรอง เป็นสังขารขันธ์ที่จะทำให้สติเกิดรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นธรรม นั่นคือสติสัมปชัญญะ

    อรรณพ ท่านอาจารย์กรุณาจะให้เห็นถึงว่า ขณะนี้ก็คิด ไม่ใช่ไปคิดว่า ความคิดคืออะไร อะไรอย่างไร อยู่ที่ไหน ในขณะนี้ก็คิดแล้ว แต่ผู้ฟังก็ยังคิดว่า ความคิดเป็นอย่างไร จะต้องเกิด ถ้าศึกษาอภิธรรม ก็จะมาเรียนวิถีจิตว่า ต้องเป็นทางมโนทวาร หรือขณะนี้อวิชชาปกคลุมอยู่ ซึ่งขณะนั้นก็เป็นความคิดทั้งหมด แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ ก็ให้เห็นประโยชน์ว่า เราห่างไกลจากการใส่ใจ สนใจในสภาพธรรมที่เป็นลักษณะคิด แต่เราคุ้นเคยกับการคิดถึงเรื่อง เพราะแม้พูดเรื่องความคิด ก็เป็นเรื่องของความคิดอีก ก็เห็นความยากครับท่านอาจารย์ว่า จะใส่ใจในสิ่งที่กำลังมี ความคิดก็กำลังคิด ก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็มีความคิดที่คิดถึงเรื่อง ทั้งๆ ที่คิดถึงเรื่อง ก็เป็นความคิดแต่ละขณะ

    สุ. ค่ะ เพราะว่ายังเป็นเรา จนกว่าจะเข้าถึงลักษณะของความเป็นธรรมของสภาพธรรมแต่ละอย่าง

    บุษกร ปกติชีวิตประจำวันก็จะคิด คิดไปเรื่อยเปื่อย แล้วท่านอาจารย์ก็บอกว่า ทุกอย่างเป็นสภาพธรรม แต่ก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรม

    สุ. รู้โดยอะไรคะว่าเป็นธรรม

    บุษกร รู้โดยคิดค่ะ และฟังจากท่านอาจารย์

    สุ. หมายความว่า ฟังเข้าใจ เท่านั้นเอง และเข้าใจนี่ เข้าใจแค่ไหน ก็ยังไม่ทราบ ถ้าเข้าใจว่าเป็นธรรม ก็คือหมดความสงสัยในเรื่องของธรรม เพราะรู้ว่าเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสงสัยก็เป็นธรรม หลงลืมสติก็เป็นธรรม สติก็เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม นี่คือขั้นฟังเข้าใจ

    บุษกร เมื่อเกิดขึ้นแล้วมารู้ตอนหลัง

    สุ. ตอนหลัง ตอนไหนก็เป็นธรรม

    บุษกร ก็ยังไม่ใช่เป็นสติที่ไประลึกรู้ ใช่ไหมคะ

    สุ. ค่ะ ถ้าเป็นสติ ที่จะไม่รู้นั้นไม่มี เมื่อเป็นสติสัมปชัญญะ


    หมายเลข 12442
    22 มี.ค. 2565