ประโยชน์ของการฟังธรรมในโลกนี้ โลกหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง พอ.6342


    ถาม เรารู้จักธรรมแล้ว เราจะใช้ธรรมให้ได้ประโยชน์ในโลกนี้ และในโลกหน้า และโลกอย่างยิ่งได้อย่างไรครับ

    สุ. ประโยชน์จริงๆ คืออะไร ทุกคำต้องละเอียด พิจารณาประโยชน์จริงๆ คือ เข้าใจธรรม เพราะว่าเราจะใช้คำว่า ธรรมบ่อยมาก แต่ว่ารู้จักธรรมจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ที่เรารู้ว่ามีประโยชน์ ๓ อย่าง ก็เพราะฟังธรรม ถ้าไม่ได้ฟังธรรม เราก็ไม่เข้าใจที่จะคิดอย่างนี้ว่า ประโยชน์นั้นมีทั้งในปัจจุบันชาติ ประโยชน์ในชาติต่อไป ประโยชน์อย่างยิ่ง แต่แม้แต่คำว่า “ประโยชน์” ก็ต้องเข้าใจ

    นี่คือความลักษณะของธรรม ผู้ที่จะได้สาระจริงๆ ก็คือเป็นผู้ที่ละเอียด

    ประโยชน์ คือ อะไร ถ้าไม่มีความเข้าใจถูก เป็นประโยชน์หรือเปล่า ก็จะมีแต่คำ และจะมีแต่ชื่อ และจะมีความคิดว่าเป็นประโยชน์แล้ว แต่ตามความเป็นจริงประโยชน์ ก็คือความเข้าใจถูก ความเห็นถูก สำคัญกว่าอย่างอื่นหมด ไม่ว่าจะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุขอย่างไรก็ตาม ชั่วคราวเล็กน้อย และก็หมดไป แล้วก็เกิดมาอีก ก็ไม่มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ ก็เป็นการไม่รู้อยู่นั่นเอง

    ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมก็เพื่อเข้าใจธรรม เข้าใจถูกว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นอย่างเมื่อวานนี้ที่บอกว่า เกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไร เกิดมาคิด ถูกไหม เพราะว่าทุกคนกำลังคิด จริงหรือเปล่า คือ ทุกคำที่ได้ฟังต้องรู้ว่า เป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า เพื่อที่จะได้เข้าใจแม้แต่คำที่ได้ยินว่า ขณะนี้กำลังคิด ก็จะมีคนบอกว่า เห็น แน่นอนค่ะ แต่เห็น นิดเดียว หมดแล้ว ดับแล้ว โดยไม่รู้ แล้วคิด

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แม้จะมีสิ่งที่ปรากฏทางตา คือ เห็น ทางหู ได้ยิน ทางจมูก ได้กลิ่น ทางลิ้น ลิ้มรส ทางกาย กระทบสัมผัส ไม่พ้นความคิดเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นก็ศึกษาธรรม โดยไม่เข้าใจธรรม โดยไม่เห็นธรรม โดยไม่รู้จักธรรม จนกว่าจะมีการฟังเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว ไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริง ใครก็ไม่สามารถจะบังคับบัญชาได้ แม้แต่ ๑ ขณะที่ผ่านไป ผ่านไปด้วยการเริ่มค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นถูก ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย ขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะคิดถึงเรื่องธรรมที่ไกลตัว เช่น ข้อความในพระไตรปิฎก เช่น ปฏิจจสมุปปาท หรืออายตนะ หรือธาตุ แต่การแสดงธรรมในครั้งนั้น ผู้ฟังเป็นใคร เป็นผู้สามารถเข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟังอย่างลึกซึ้ง จนสามารถรู้จักธรรมที่กำลังปรากฏ สะสมความเข้าใจมาจนกระทั่งแทงตลอดความจริงของสภาพธรรม ประจักษ์การเกิดดับ ประโยชน์ตน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นต่อไป

    ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า เป็นผู้ที่คลายความติดข้อง กิเลสทั้งหลาย จนสามารถดับกิเลสได้หมดเป็นสมุจเฉท ถ้ายังมีกิเลสอยู่ จะเป็นประโยชน์แก่ใครได้มากไหม เป็นประโยชน์ได้แค่ไหน ทั้งๆ ที่กิเลสยังมี เวลาที่กิเลสเกิด ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลยทั้งสิ้น แม้ตนเองก็ไม่รู้ ก็คิดว่า ขณะนี้กำลังทำประโยชน์ใหญ่กับบุคคลอื่น แต่ตามความเป็นจริงถ้าตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ กิเลสนั้นก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่ความเข้าใจถูก เห็นถูกเท่านั้น ที่จะค่อยๆ ทำให้กิเลสเบาบาง เป็นประโยชน์ทั้งตนเอง กับบุคคลอื่น เป็นประโยชน์ทั้งในขณะที่กุศลจิตกำลังเกิด มีความเห็นถูก และเป็นประโยชน์ต่อไปข้างหน้าด้วย

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว แต่ละขณะผ่านไปหมดเลย ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แม้คิดอยู่ ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่า กำลังคิด เป็นธรรมที่เกิดขึ้นสืบต่อ ธรรมเกิดขึ้น ธรรมทำหน้าที่ของธรรมนั้น ไม่มีใครจะไปจัดการได้เลย แต่จากการฟังและเริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ ก็จะทำให้สามารถรู้ได้ว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจริงๆ ที่ กำลังปรากฏ แม้พูดคำว่า “ขันธ์” แม้พูดคำว่า “อายตนะ” แม้พูดคำว่า “ธาตุ” แม้คำพูดว่า “อริยสัจ” ก็ไม่เข้าใจ เพียงแต่ได้ยินชื่อ และคิดว่า เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่รู้จักธรรมที่ กำลังปรากฏในขณะนั้น

    ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรม ก็ทิ้งไม่ได้เลยที่จะรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม และเป็นผู้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นว่า จากการฟัง เข้าใจระดับไหน เข้าใจเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง แต่ลักษณะจริงๆ ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิด ไม่กำลังรู้ลักษณะนั้น จะชื่อว่า กำลังเข้าใจธรรมหรือเปล่า ตัวธรรมจริงๆ ซึ่งมีให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เราเป็นผู้ที่คิดว่า เราเข้าใจธรรมแล้ว แต่ฟังเพื่อจะเข้าใจธรรมจริงๆ ตามลำดับขั้น และถ้ามีความเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จะเข้าใจคำที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกจริงๆ ด้วยหรือเปล่า เช่น คำว่า “ขันธ์” ทุกคนก็กล่าวถึงชื่อได้ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แค่ชื่อเป็นประโยชน์หรือเปล่า เข้าใจหรือเปล่า ถ้าไม่เข้าใจก็จำคำนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่า “ขันธ์ คืออะไร เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นธรรมที่มีลักษณะต่างกันอย่างไร จึงเป็นขันธ์ทั้ง ๕

    เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องไปคิดถึงว่า ข้อความนั้นข้อความนี้ในพระไตรปิฎกมีความละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน แต่ฟังให้เข้าใจแม้แต่สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงอรรถ หรือความหมาย ความจริงของลักษณะของธรรมยิ่งขึ้น

    นี่คือประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งในปัจจุบัน ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง

    ทั้งหมดไม่พ้นจากธรรมเลย ถ้ามีความเข้าใจ ก็สามารถเข้าใจข้อความต่างๆ ได้ตรง แม้แต่คำว่า “ประโยชน์” ก็เข้าใจได้ว่า ต้องเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูกจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมละเอียดที่จะไม่ข้ามแต่ละคำ แสดงให้เห็นว่า เรามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมากน้อยแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว แต่ละขณะผ่านไปหมดเลย ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แม้คิดอยู่ ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่า กำลังคิด เป็นธรรมที่เกิดขึ้นสืบต่อ ธรรมเกิดขึ้น ธรรมทำหน้าที่ของธรรมนั้น ไม่มีใครจะไปจัดการได้เลย แต่จากการฟังและเริ่มที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ ก็จะทำให้สามารถรู้ได้ว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจริงๆ ที่ กำลังปรากฏ แม้พูดคำว่า “ขันธ์” แม้พูดคำว่า “อายตนะ” แม้พูดคำว่า “ธาตุ” แม้คำพูดว่า “อริยสัจ” ก็ไม่เข้าใจ เพียงแต่ได้ยินชื่อ และคิดว่า เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่รู้จักธรรมที่ กำลังปรากฏในขณะนั้น

    ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรม ก็ทิ้งไม่ได้เลยที่จะรู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม และเป็นผู้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นว่า จากการฟัง เข้าใจระดับไหน เข้าใจเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง แต่ลักษณะจริงๆ ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิด ไม่กำลังรู้ลักษณะนั้น จะชื่อว่า กำลังเข้าใจธรรมหรือเปล่า ตัวธรรมจริงๆ ซึ่งมีให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เราเป็นผู้ที่คิดว่า เราเข้าใจธรรมแล้ว แต่ฟังเพื่อจะเข้าใจธรรมจริงๆ ตามลำดับขั้น และถ้ามีความเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จะเข้าใจคำที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกจริงๆ ด้วยหรือเปล่า เช่น คำว่า “ขันธ์” ทุกคนก็กล่าวถึงชื่อได้ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แค่ชื่อเป็นประโยชน์หรือเปล่า เข้าใจหรือเปล่า ถ้าไม่เข้าใจก็จำคำนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่า “ขันธ์ คืออะไร เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นธรรมที่มีลักษณะต่างกันอย่างไร จึงเป็นขันธ์ทั้ง ๕

    เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องไปคิดถึงว่า ข้อความนั้นข้อความนี้ในพระไตรปิฎกมีความละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน แต่ฟังให้เข้าใจแม้แต่สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงอรรถ หรือความหมาย ความจริงของลักษณะของธรรมยิ่งขึ้น

    นี่คือประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งในปัจจุบัน ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง

    ทั้งหมดไม่พ้นจากธรรมเลย ถ้ามีความเข้าใจ ก็สามารถเข้าใจข้อความต่างๆ ได้ตรง แม้แต่คำว่า “ประโยชน์” ก็เข้าใจได้ว่า ต้องเป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูกจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ


    หมายเลข 12450
    10 เม.ย. 2565