การช่วยเหลือบนโลกมนุษย์ ไม่มีวันจบสิ้น
 
ทับทิม
วันที่  14 มี.ค. 2551
หมายเลข  7884
อ่าน  640

ปัจจุบัน พนักงานระดับแรงงานเป็นหนี้สินเยอะมาก สืบเนื่องมาจากการใช้ชีวิตผิดๆ มีความฟุ้งเฟ้อ  พอมีปัญหาหนักเข้า ก็มาขอความช่วยเหลือ เราก็พอช่วยได้ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกคน เนื่องจากเป็นจำนวนเงินที่เยอะ ถ้าต้องช่วยทุกคน ก็จะเป็นล้านบาทซึ่งเกินกำลังที่เราจะช่วยได้ การช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราก็รู้ว่า เราคงไม่ได้เงินคืน แต่หากไม่ช่วยพวกเค้าก็เดือดร้อนมาก  แต่ถึงเราช่วยให้พวกเค้าหายเดือดร้อน พวกเค้าก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปมีพฤติกรรมแบบเดิม  เนื่องจาก ไม่ได้เคยสะสม ความเห็นที่ถูกต้องต่อการดำเนินชีวิต  อยากขอความเห็นว่าเราควรวางเฉย   เนื่องจากเค้าก็ต้องรับผลจากเหตุที่เค้าทำไว้ หรือว่าถ้าเราช่วยได้ เราก็ช่วยถือเป็นการบริจาคทานไป ถึงแม้ผู้รับทานนั้น จะไม่ใช่คนดีก็ตาม 

รบกวนขอความเห็นด้วยค่ะ


  ความคิดเห็น 1  
 
study
วันที่ 14 มี.ค. 2551
ควรช่วยเหลือตามสมควร  และควรแนะนำเรื่องการรู้จักใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์จริงอยู่เราไม่สามารถช่วยเหลือใช้หนี้ได้ทั้งหมดก็จริง  แต่ถ้าเขาเดือดร้อนจริงๆ ก็ควรยื่นมือเข้าไปช่วยตามสมควรก็ยังดีกว่าไม่ช่วยเขาเลยครับ  
 
  ความคิดเห็น 2  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 14 มี.ค. 2551

ลองอ่านคำกล่าวของท่านอาจารย์เรื่องการให้ดูนะครับ  ขออนุโมทนาครับ

คำกล่าวของท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์จากรายการสนทนาเรื่องปฏิบัติธรรมที่ ม.ศ.พ.  2 ก.ย. 50

การให้ไม่ใช่เพื่อตัวเองเพื่อเป็นกุศลของเรา  เพื่อเราจะได้กุศลหรือผลของกุศล  ผู้ที่ตรงคือ ว่า ขณะใดเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดี ก็ไม่ใช่เรา  เป็นสาธารณะทั่วไป ธรรมะที่ดีก็เป็นสิ่งที่ดี เกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้นขณะที่ให้ ถ้ายังมีความต้องการผล หรือว่าต้องการกุศล พอพูดถึงกุศลก็นับเลยว่าทานมีไหม ศีลมีไหม วันนี้จะทำอะไร เท่าไร ยังไง ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ตรงแลละเอียดอย่าลืมแต่ละคำว่า  ให้เพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น ไม่ใช่เพื่อเราแม้สักนิดเดียว  ถ้าเพื่อเราก็ไม่ใช่ทาน แต่เป็นเพื่อตัวเอง ถ้าเป็นการให้เพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่น  ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด  เราจะให้อะไรได้มากน้อยแค่ไหน เราพอที่จะให้คนที่เขาต้องการทุกหนทุกแห่งได้ไหม เพราะฉะนั้นขณะใดเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ควรให้  แต่ถ้าให้แล้วเป็นโทษแก่ผู้รับเช่น  ไม่พิการ แต่บอกว่าเป็นใบ้ หรือว่าหูหนวก แล้วเราก็ให้ไป สงสารมากเลย เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า สมควร  เงินที่จะให้เนี่ยะ  ถ้าให้ที่ไหนและเป็นประโยชน์จริงๆ ก็ควรจะให้เพี่อประโยชน์  แต่ว่าให้เพื่อส่งเสริมทุจริต หรือว่าให้เพื่อทำอะไรๆ ซึ่งไม่เป็นสาระ แต่ว่า ก็มีคนซึ่งจะทำสิ่งไม่เป็นสาระเนี่ยะเยอะมาก  แล้วเราจะให้ไหม  เพื่อที่จะทำสิ่งไม่เป็นสาระ

เพราะฉะนั้นแม้แต่การให้จริงๆ    ก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์   เราไม่สามารถที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ทุกคนได้อย่างที่อยากจะให้  แต่ว่าเมื่อสิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลใดก็ให้ เพื่อประโยชน์ จริงๆ   โดยที่ไม่ได้มานึกถึงว่าแล้วเราก็จะได้รับตอบแทน  หรือว่าขณะนั้นเราก็เป็นกุศล ให้อย่างนี้  แล้วจิตผ่องใส  ไม่ต้องไปคำนึงถึงเลยค่ะ ขณะนั้นก็จะรู้จักนะคะว่าเราจะให้อะไร  และไม่ให้อะไร  ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้เพราะตระหนี่หวงแหน  แต่มีเหตุผลในการที่จะให้เพื่อประโยชน์เท่านั้น  แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ให้ไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้วเราจะให้หรือ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
A-care
วันที่ 14 มี.ค. 2551

 

น่าสงสารคนที่ไม่มีโอกาศได้เข้าใจความจริงค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
devout
วันที่ 14 มี.ค. 2551

มีคำพูดของชาวตะวันตกที่น่าคิดอยู่ประโยคนึงนะคะว่า...

" Don't give him a fish, give him a fishing rod "

เพราะว่าถ้าให้ปลาเขาไปทานตัวนึง เพียงแค่มื้อเดียวก็หมด

แต่ถ้าให้เครื่องมือตกปลา เขาก็จะรู้จักทำมาหากินเองได้

การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ

โดยเฉพาะเรื่องความสำนึกในหน้าที่  ความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม

อีกเรื่องนึงนะคะ...ครั้งนึงดิฉันไปดำน้ำ

ระหว่างที่นั่งพักอยู่บนเรือ  ก็โยนอาหารไปให้ปลากิน  ปลาก็ขึ้นกันมามากมาย

ครูที่สอนดำน้ำก็ห้ามค่ะและบอกเพียงสั้นๆ ว่า...

" ให้บ่อยๆ อีกหน่อยปลาพวกนี้จะไม่รู้จักทำมาหากิน "

เพราะฉะนั้น การให้ก็ควรที่จะพิจารณาให้ดีด้วยนะคะ

ว่าให้เพื่ออะไร เพราะอะไร และจะมีผลกระทบอย่างไร

ปัญญาเป็นประธานในการเจริญกุศลทุกประการ

ดังนั้นธรรมทาน จึงเลิศกว่าการให้ทั้งปวงค่ะ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
K
K
วันที่ 14 มี.ค. 2551
  "....การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคมนั้นไม่มีวันจบสิ้น..." ท่านอาจารย์สุจินต์ฯ ได้กล่าวไว้ในคำกล่าวเนื่องในโอกาสเข้ารับรางวัลสตรีดีเด่นในพุทธศานา   เชิญคลิกเพื่อชมภาพและอ่านข้อความครับ  ...รางวัลสตรีดีเด่น ในพระพุทธศาสนา 2550 ชุดที่ 3
 
  ความคิดเห็น 7  
 
ajarnkruo
วันที่ 14 มี.ค. 2551

ควรช่วยควบคู่กันไปในระยะแรกครับ   ถ้าเค้ามีความจำเป็นที่จะต้องยังชีพ   ก็ควรให้สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแก่เขาเพื่อความอยู่รอด  จากนั้นก็ค่อยๆ แนะนำหนทางดำเนินชีวิตที่ดี   ให้วิทยาธาน แนะแนวทางประกอบอาชีพสุจริต ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิต  ให้รู้จักประ-หยัด และเก็บเงิน  ถ้าสนิทใจ พอเตือนได้  ก็เตือนด้วยความหวังดีครับ  และที่สำคัญกว่า คือแนะนำให้เขาได้ศึกษาธรรมะ   เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้   แต่ความเข้าใจพระธรรมจะค่อยๆ ช่วยเปลี่ยนให้เขาดีขึ้นเอง  ซึ่งก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง   ฉะนั้น ใจเย็นๆ ครับ เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า   มันอาจจะไม่เป็นไปตามที่คิด   แต่ถ้ามีโอกาสที่จะช่วย  ก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ช่วยอย่างมีเหตุผล  ช่วยอย่างดีที่สุด  ช่วยด้วยกุศลจิต  ช่วยอย่างเต็มที่ ช่วยแล้วไม่อาลัยที่ได้เคยช่วย  ...ส่วนเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป  ก็ต้องเป็นไปตามกรรมของเขาเองครับ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 14 มี.ค. 2551

ทุกคนมีกรรมเป็นของตน  ถ้าเราช่วยเขาได้  ถึงแม้รู้ว่าจะไม่ได้เงินคืน   ก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้ 

เขาคนนั้นที่เรารู้จักอาจเคยเป็นญาติ  พี่น้อง หรือผู้มีพระคุณในอดีตชาติก็ได้ หรือไม่ใช่  ก็ไม่

เป็นไร คนนั้นก็มีกรรมดีมาทำให้ได้รู้จักคุณ และคุณก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือเขา  แต่ถ้าแนะนำ

ให้เขาสนใจธรรมได้จะดี  เพราะอย่างน้อยถ้าเขาฟังธรรมแล้ว  เขาก็จะเกิดปัญญาแก้ไขเองได้ค่ะ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 14 มี.ค. 2551

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

มีโอกาสก็ช่วยครับ  ช่วยที่พอจะช่วยได้   ขณะไหนเป็นโอกาสที่ช่วยในอามิสทานก็ให้

โอกาสในเหมาะก็ช่วยในการให้ธรรมทานก็ให้ หากเป็นประโยชน์สำหรับผู้รับแล้ว ก็ควร

จะให้ครับ แต่ตามความเหมาะสมและกำลังครับ ขออนุโมทนา  พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 519

  ข้อความบางตอนจาก อิสสัตถสูตร

  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   เขาว่าพระองค์ตรัสว่า  พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น  ฯลฯทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของคนพวกอื่น   ไม่มีผลมาก  ดังนี้  ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสตอบปัญหาของเราก็จักทรงทำลายวาทะของเหล่าเดียรถีย์ได้ในที่สุด  ท้าวเธอเมื่อ

ทรงทูลถามปัญหาจึงตรัสว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บุคคลควรให้ทานในที่ไหน

หนอ.   บทว่ายตฺถ  ความว่า  (พระพุทธเจ้าตรัสว่า) จิตเลื่อมใสในบุคคลใด  พึงให้ทานในบุคคลนั้น  หรือพึงให้แก่บุคคลนั้น.

 ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็น 10  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 15 มี.ค. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 15 มี.ค. 2551

กุศลจิตเกิดก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้ครับ  เป็นหัวข้อที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก  ขออนุโมทนาครับ 
 
  ความคิดเห็น 12  
 
บักกะปอม
บักกะปอม
วันที่ 21 พ.ค. 2551
ขออนุญาตินำกระทู้นี้มาสนทนาธรรมนะคะปัจจุบันนี้มีผู้ทุกข์ยากมากมายจากภัยธรรมชาติมีความเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจในเรื่องของกรรมขอเชิญสหายธรรมและวิทยากรให้ความรู้ด้วยนะคะ...อนุโมทนา
 
  ความคิดเห็น 13  
 
suwit02
วันที่ 22 พ.ค. 2551

(รีโพสต์)

ความคิดเห็นที่ 12  โดย : prissna    

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจจริงๆ เพราะการไม่ให้ เกิดจากสาเหตุหลายประการบางครั้งคิดจะให้ แล้วไม่สามารถให้ได้  ด้วยเหตุผลนานาประการอย่างความเห็นเบื้องต้นบางครั้งการให้ทานกับสัตว์ยังง่ายกว่า เพราะรู้ว่าเขาขอเพราะจำเป็นต่อการดำรงชีพจริงๆ .กับบางคนก็ให้ได้ แม้ไม่ขอ....กับบางคนแม้ขอก็ไม่ให้

(เช่นขอไปเพื่อเรื่องไร้สาระ)เช่นถ้าขอเงินไปซื้อข้าวหุงกินก็ให้ได้โดยแทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา พอๆ กับไม่คิดให้เสียเวลาเลยว่าจะไม่ให้ หากเงินขอไปซื้อเหล้าหรือบุหรี่ 

  วันที่ : 18-03-2551  


 ความคิดเห็นที่ 13  โดย : suwit02    

ขออนุโมทนาครับ

  วันที่ : 19-03-2551  


 ความคิดเห็นที่ 14  โดย : pairojj    

การเข้าใจพระธรรม   การอนุเคราะห์ผู้อื่นให้เข้าใจและเห็นประโยชน์ของพระธรรมนั้นเป็นสาระสำคัญที่สุดในชีวิต  การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคมนั้นไม่มีวันจบสิ้นและไม่สามารถให้เกิดความสงบสุขได้  เมื่อไม่เข้าใจพระธรรมความทุกข์ก็จะบรรเทาและหมดสิ้นไปไม่ได้   เพราะไม่รู้เหตุที่แท้จริงของปัญหาต่างๆ   (ท่านอาจารย์กล่าวในโอกาสเข้ารับรางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา)

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ