เดินเหม่อแล้วเหยียบสัตว์เล็กตาย เป็นปาณาติบาตรึปล่าวครับ ?
 
Unclemax
Unclemax
วันที่  19 ก.ย. 2550
หมายเลข  4835
อ่าน  2,811

 ๑. ถ้าเดินคิดอะไรเพลินๆ  ด้วยโลภมูลจิตแล้วเหยียบหอยทากตาย  เป็นปาณาติบาต    หรือเปล่าครับ ?

 ๒. แล้วถ้าคิดด้วยโมหมูลจิต  แล้วเหยียบจะเป็นปาณาฯ หรือเปล่าครับ ?

    เพราะตอนผมบวช เคยเดินขึ้นเขาแล้วไม่ทันระวัง  เหยียบหอยทากตายไปหลายตัว(บวชอยู่หนึ่งเดือน) มานั่งคิดดูแล้ว แม้จะไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่หากมีสติ  ไม่เป็นโลภะหรือโมหะอยู่ในขณะเดินนั้น ก็อาจจะลดการพรากชีวิตลงไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เป็นพระอยู่ด้วย  น่าจะสำรวมกว่านี้

    ตอนนี้สึกออกมาสักพักแล้ว  สติกับความสำรวมระวังก็ยิ่งเกิดน้อย  จึงเหยียบตายไปอีกเยอะด้วยโลภะและโมหะครับ


Tag  ปาณาติบาต เจตนา
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 19 ก.ย. 2550
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 19 ก.ย. 2550


ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

สำคัญว่า ขณะนั้นมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ถ้าไม่มีเจตาฆ่าก็ไม่เป็นปาณาติบาต ดังข้อความในพระไตรปิฎก
     ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...

       พระจักขุบาล

ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 19 ก.ย. 2550

     พวกอันเตวาสิก   ยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระแต่เช้า.  ฝ่ายพวกภิกษุนอกนี้   มาด้วยหวังว่า      " จักดูที่อยู่ของพระเถระ"   เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว   ถามว่า "ใครจงกรมในที่นี้."  พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า   " อุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ."    เธอทั้งหลายติเตียนว่า   "ท่านทั้งหลายดูกรรมของสมณะเถิด   ในกาลมีจักษุท่านนอนหลับเสีย  ไม่ทำอะไร,  ในกาลมีจักษุวิกลเดี๋ยวนี้ไว้ตัวว่า  'จงกรม'   ทำสัตว์มีประมาณถึงเท่านี้ให้ตายแล้ว   ท่านคิดว่า    ' จักทำประโยชน์'  กลับทำการหาประโยชน์มิได้."

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 19 ก.ย. 2550

    พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตแล้วในขณะนั้นว่า "พระเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระ  ไว้ตัวว่า  'จงกรม'  ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว."

พระศาสดาตรัสถามว่า   "ท่านทั้งหลายเห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้วหรือ ?"

ภิกษุเหล่านั้น    กราบทูลว่า "ไม่ได้เห็น  พระเจ้าข้า."

ศ.  ท่านทั้งหลายไม่เห็นเธอ  (ทำดังนั้น)  ฉันใดแล  ถึงเธอก็ไม่เห็นสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น  ฉันนั้น.  ภิกษุทั้งหลาย    ขึ้นชื่อว่าเจตนาเป็นเหตุให้ตาย   ของพระขีณาสพทั้งหลาย  (คือบุคคลผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว)  มิได้มี.

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 19 ก.ย. 2550

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 399

    ข้อความบางตอนจาก สังคีติสูตร

บทว่า มูลโต ความว่า ปาณาติบาต มีมูล ๒ คือ โทสะ และโมหะ.

อทินนาทานก็มีมูล  ๒  เหมือนกัน   คือโทสะและโมหะบ้าง  โลภะและโมหะ

บ้าง.   มิจฉาจาร   มีมูล  ๒  คือ   โลภะและโมหะ.   มุสาวาท   ก็มีมูล  ๒  คือ

โทสะและโมหะบ้าง    โลภะและโมหะบ้าง.    ปิสุณวาจา   และสัมผัปปลาปะ

ก็อย่างนั้น.   ผรุสวาจามีมูล   ๒   คือ   โทสะและโมหะ.   อภิชฌามีมูลเดียว

คือโมหะ.   พยาบาทก็อย่างนั้น.   มิจฉาทิฏฐิมีมูล   ๒   คือ  โลภะและโมหะ

ดังนี้แล.
     
ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 21 ก.ย. 2550


ถ้าไม่มีเจตนาฆ่า  ศีลข้อที่ 1 ไม่ขาด  แต่เป็นอกุศลจิต

  เพราะขณะนั้นหลงลืมสติค่ะ

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ