ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงแรมชัยคณาธานี อ.เมือง จ.พัทลุง ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  21 พ.ย. 2562
หมายเลข  31316
อ่าน  607

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และวิทยากร ผศ.อรรณพ หอมจันทร์  อ.ธีรพันธ์ ครองยุทธ และ อ.คำปั่น อักษรวิลัย ปธ.๙ ได้รับเชิญจาก คุณโอ ปวีร์ คชภักดี ศิลปินนักร้อง นักดนตรีและนักแต่งเพลง(คลิกอ่าน...ปวีร์ คชภักดี) สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. หมายเลข ๘๙๗ เพื่อไปสนทนาธรรมที่ โรงแรมชัยคณาธานี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.

จากการที่ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้รับเชิญจากคุณโอ ปวีร์ คชภักดี ศิลปินนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มผู้มากความสามารถ มาสนทนาธรรมที่จังหวัดพัทลุงในคราวนี้ ในวันแรกที่ท่านอาจารย์เดินทางมาถึง เจ้าภาพได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์และคณะผู้ติดตาม ไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักของคุณโอและครอบครัว บ้านเพ็ญภักดี เลขที่ ๑๑๒ ถนนประชาบำรุง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นเหตุให้หลังการรับประทานอาหาร ท่านอาจารย์เมตตาให้มีการสนทนาธรรมขึ้นที่บ้านหลังนั้นด้วย(เชิญคลิกอ่าน...ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณโอ ปวีร์ คชภักดี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑)

การสนทนาธรรมที่บ้านของคุณโอ ปวีร์ เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ขณะหนึ่ง ที่ซาบซึ้งใจยิ่ง ไม่เพียงแก่คณะของผู้ที่มีโอกาสติดตามท่านอาจารย์ไปในคราวนี้ แต่เป็นกาลอันประเสริฐยิ่งของการเกิดขึ้นของกุศลทุกประการของท่านเจ้าภาพและทุกท่านในวันนั้น เฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญา ความเข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงไว้ ซึ่งจะสะสมไปในจิต ไม่มีใครจะสามารถลักขโมย แย่งชิง เอาอริยทรัพย์อันมีค่ายิ่งที่สุดในสากลจักรวาลนี้ไปได้ แต่สะสมแล้วในจิต อันจะเป็นที่พึ่งแท้จริงแก่หมู่สัตว์ผู้ยังข้องอยู่กับการเดินทางอันยาวนานในสังสารวัฏ อันหาเบื้องต้นเบื้องปลายที่สุดไม่ได้นี้ หลังจบการสนทนาธรรมที่บ้าน ยังพอมีเวลาเล็กน้อยก่อนที่จะค่ำ ท่านเจ้าภาพได้เมตตาพาพวกเราเดินทางไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของจังหวัดพัทลุง จากนั้นจึงพาคณะฯ เข้าพักที่โรงแรมซิตี้พาร์ค ก่อนที่จะเดินทางมาสนทนาธรรมตามที่ได้จัดไว้ที่โรงแรมชัยคณาธานี ในวันรุ่งขึ้นคือในวันนี้ 

ขอนำความการสนทนาธรรมบางตอนในช่วงเช้าของวันนี้ มาบันทึกไว้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านตามสมควร ซึ่งการสนทนาธรรมที่โรงแรมชัยคณาธานี ที่จังหวัดพัทลุงในครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง สมตามความตั้งใจของท่านเจ้าภาพคือคุณโอ ปวีร์ คชภักดี ที่มีกุศลศรัทธาเพียรพยายามอย่างยิ่ง จัดการสนทนาธรรมครั้งนี้ด้วยตัวเอง  ทั้งๆ ที่เวลาว่างของตนเองจากการเป็นศิลปินก็มีอยู่น้อยมาก โดยใช้เวลานานนับเดือนในการเตรียมการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เชิญชวนให้บุคคลจากจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ ได้มีโอกาสสำคัญนี้ ในการเข้าร่วมรับฟังความจริงที่ถูกต้อง ตรงตามที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ กว่าจะมีวันนี้ได้ คุณโอต้องเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ-พัทลุงหลายครั้ง เพื่อทำการติดต่อเรื่องสถานที่และการจัดการอื่นๆ และจากการที่คุณโอ ได้ทำการปิดป้ายโฆษณา และออกอากาศทางสถานีวิทยุ เชิญชวนผู้สนใจ นอกจากจังหวัดพัทลุงแล้ว ก็มีผู้สนใจเดินทางมาจากจังหวัด ตรัง สุราษฎร์ธานี สงขลา หาดใหญ่ และยะลา ด้วย  เป็นความสำเร็จจากความตั้งใจของคนหนุ่มคนหนึ่งที่น่าทึ่งและน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง แสดงถึงกำลังของการสะสมมา ดังคำที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ในที่สนทนาที่บ้านพักของคุณโอเมื่อวานนี้ ซึ่งท่านอาจารย์กล่าวไว้อย่างน่าประทับใจยิ่ง ว่า  "...ต้องทราบว่า คุณโอไม่ธรรมดา เพราะว่าจริงๆ แล้ว ธรรมะเป็นเรื่องที่ยาก และทุกอย่างที่เกิด ไม่มีใครไปเตรียมล่วงหน้าเลย ว่าคุณโอจะต้องได้ฟัง แล้วก็จะต้องมีความสนใจถึงระดับนี้ แต่ว่า ทุกอย่างต้องเป็นอย่างนี้ ตามที่ได้สะสมมา จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย..." 

คุณปวีร์  "พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก" คำนี้ ฟังเมื่อไหร่ อ่านเมื่อไหร่ก็จริงแท้จริงๆเพราะจากประสบการณ์ของผมเอง ตั้งแต่เด็ก ถูกพ่อแม่สั่งสอนให้กราบพระพุทธรูป ไหว้พระ ไหว้บุคคลที่เราเข้าใจว่าท่านคือพระพุทธเจ้า แต่เราไม่ทราบเลยว่า เหตุใดท่านถึงมีพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 

และเรายังถูกปลูกฝัง สอนให้ทำในสิ่งที่ผิดๆ มาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต ทุกคำ ไร้ซึ่งความเข้าใจ หากเราพิจารณา ถามตัวเองดู เราจะเข้าใจจริงๆ ว่า (ที่ผ่านๆ มา) ไม่มีความเข้าใจเลย ถ้าเราไม่ได้ศึกษาจริงๆ ทำความเข้าใจจริงๆ เราจะไม่มีวันเข้าใจเลย แต่เมื่อใดที่เราได้ฟังคำจริง เมื่อนั้นเราได้พิจารณาตาม ความเข้าใจย่อมเกิดขึ้นแน่นอน 

วันนี้ ที่เรามาพบกัน ณ ที่นี้ ณ ขณะนี้ ก็เป็นไปเพื่อความเข้าใจขึ้น ในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

คุณจำลอง  สวัสดีครับอาจารย์ ผมก็ติดตามอาจารย์มาตลอดในทีวี ผมชื่อจำลอง ปทุมสวัสดิ์ เป็นข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุขครับ..คำว่าบุญครับ บุญที่เราต้องการกันมาก ทุกคนต้องการบุญ บาปคือชั่ว บุญคือดี ตามความรู้สึกของคนทั่วไป บุญคือความสุข และตอนนี้ คำว่าบุญแปรสภาพเป็นเงินทองทั้งนั้นแล้ว ตอนนี้ ผมยกตัวอย่าง เหมือน เรื่องกฐินตอนนี้ ผมไม่ใช่ว่าเป็นคนรุนแรงอะไร ไม่ใช่ แต่ผมดูพระพุทธเจ้าบัญญัติ การทอดกฐินสิ่งเดียว กฐินคือถวายผ้า หลังจากฤดูฝน ให้พระได้สับเปลี่ยนผ้า ผ้าก็ไปตัด ไปเย็บ ไปย้อม ถ้าผมจำไม่ผิด พระพุทธเจ้าก็บัญญัติอย่างนั้น

แต่ว่า ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว มันเป็นพุ่มกฐิน เงินทอง แข่งขันว่าวัดนั้นได้กี่แสนกี่ล้าน มันคนละเรื่องกัน (กลายเป็นเรื่อง)ทำบุญทำทานเพื่อได้ขึ้นสวรรค์ ญาติพี่น้องพ่อแม่ผม ก็ชวนกัน ผมว่าไปกันใหญ่แล้วตอนนี้ 

ท่านอาจารย์  คำที่กล่าวว่า กฐินตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่เรื่องเงินทอง เป็นการถูกต้อง แต่ว่ายุคนี้สมัยนี้ ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น กฐินไม่ใช่กฐิน แต่เป็นเรื่องเงินทอง เพราะว่า ถ้าเป็นกฐินจริงๆ ไม่ใช่หน้าที่ของคฤหัสถ์ เป็นเรื่องของพระวินัย ขอเชิญคุณธีรพันธ์

อ.ธีรพันธ์  กฐินเป็นคำๆ หนึ่ง ความหมายก็คือ ไม้สะดึงสำหรับขึงผ้า ทำจีวรสำหรับภิกษุที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน เมื่อออกพรรษาแล้ว มีเรื่องที่ท่านแสดงไว้ ในพระวินัย ก็คือ ภิกษุจำนวนหนึ่ง ๓๐ รูป ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แต่ว่าในระหว่างทางไปไม่ทัน ก็พักอยู่ที่เมืองสาเกต ภิกษุที่พักอยู่ก็มีใจคิดถึงว่า ระยะทางเพียง ๖ โยชน์ แต่เราก็ไม่ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค จนออกพรรษาก็กระทำปวารณาแล้วก็เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคก็ตรัสปราศัยถึงความเป็นอยู่ของภิกษุอาคันตุกะซึ่งเป็นชาวปาไฐยรัฐ ๓๐ รูป ก็ทูลตอบว่า ที่มาระหว่างทางมีหล่มเลน เต็มไปด้วยน้ำ เป็นเหตุให้จีวรเปียกชุ่ม เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้กรานกฐิน คือการกระทำกฐินกรรมสำหรับภิกษุที่ออกพรรษาแล้ว จะได้มีผ้าไว้สำหรับใช้ แต่ในระหว่างที่แสวงหาผ้า ต้องกระทำภายใน ๑ เดือนหลังจากออกพรรษา ภายใน ๑ เดือนต้องทำกรานกฐินให้สำเร็จ ถ้าเลยจากนั้นก็กระทำไม่ได้ ต้องภายใน ๑ เดือน เป็นเรื่องของผ้า เป็นเรื่องของภิกษุที่ท่านจะร่วมกัน สามัคคีกัน ที่จะกระทำผ้าผืนใดผืนหนึ่ง สำหรับภิกษุที่ทรงคุณหรือภิกษุที่สมควรจะได้รับ เช่นภิกษุที่เป็นพหูสูต เล่าเรียนพระพุทธพจน์ ในที่ประชุมสงฆ์ก็พร้อมเพรียงกันถวายให้ภิกษุรูปนั้นได้ผ้าไว้ใช้สอย หลังจากที่อยู่จำพรรษา (คลิกอ่าน...ที่มาของกฐินในพระพุทธศาสนา) เป็นเรื่องของภิกษุไม่ใช่เรื่องของคฤหัสถ์ ที่จะมาเกี่ยวข้อง เพราะคฤหัสถ์ได้ยินเรื่องนี้ทีไรก็คิดถึงเรื่องเงินทองทั้งนั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย คิดเพียงที่จะควักเงินให้ และจะกฐินหรือไม่ใช่กฐินก็ตาม เงินทองไม่สมควรแก่ภิกษุ(คลิกอ่าน..พระภิกษุกับเงิน ความเข้าใจผิดของสังคมและที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย)

ท่านอาจารย์  ชีวิตของพระภิกษุ ไม่ง่าย ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในพระธรรมวินัย และรู้ว่าตนเอง สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ เพราะฉะนั้น ผ้าเป็นสิ่งซึ่ง ไปขอคนอื่น ชาวบ้านที่เขาไม่ได้บอกไว้ว่า ถ้าท่านประสงค์สิ่งใดก็ขอให้บอก เพื่อว่าจะได้ถวาย ที่ใช้คำว่า ปวารณา หมายความว่า รู้ว่าชีวิตของพระภิกษุ ดำรงอยู่ยาก เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ก็คิดว่า สิ่งใดที่จำเป็นต่อพระภิกษุ แต่พระภิกษุไม่สามารถที่จะไปเอ่ยปากหรือแสวงหา หรือว่าไปซื้อหามาได้ เพราะว่า เป็นผู้ที่ไม่มีเงินและทอง ก็ปวารณา แสดงความประสงค์ ว่าภิกษุรูปนั้นมีอะไรที่ต้องการก็ขอให้บอก ชาวบ้านผู้นั้นก็จะทำให้ ถวายให้ 

ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่เป็นพระภิกษุ แต่ไม่มีใครปวารณา ก็ไปหาผ้าตามที่ต่างๆ ตามมีตามได้ ป่าช้าบ้าง อะไรบ้าง นี่คือชีวิตที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คือไม่เอ่ยปากแม้แต่จะขอ ซึ่งเป็นการรบกวนคฤหัสถ์ เพราะเขาจะลำบากแค่ไหนใครจะรู้ ชีวิตของใครก็ไม่สามารถที่จะมีคนอื่นรู้ได้ 

ด้วยเหตุนี้ เรื่องของ กรานกฐิน ซึ่งหมายความว่า การกระทำกฐิน ตามพระธรรมวินัย เพราะกฐินคือผ้าสำหรับพระภิกษุที่ เมื่อต่างคนต่างแสวงหากันมาแล้ว ก็ร่วมกัน ทำผ้าผืนนั้นให้เป็นผ้าที่สามารถที่จะเป็นจีวรหรือเป็นสบงหรือเป็นผืนหนึ่งผืนใดก็ได้ ที่จะให้ภิกษุผู้ขาด ผู้จำเป็นต้องใช้ โดยต้องได้รับอนุมัติจากสงฆ์ ว่าจะมอบผ้าผืนนี้ให้ใคร ทั้งหมด ขัดเกลากิเลสชนิดซึ่ง ไม่ใช่อยากได้ก็ขอ หรืออยากได้ก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะได้มา แต่ต้องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง โดยศึกษาพระวินัยอย่างละเอียด ว่าแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ต้องให้เป็นไปตามพระวินัย ซึ่งขัดเกลากิเลส 

ด้วยเหตุนี้ คฤหัสถ์ก็สามารถจะถวายผ้ากฐินได้ เพราะทรงอนุญาตไว้ ถ้าภิกษุหาไม่ได้ ลำบากมาก ผ้าไม่พอ คฤหัสถ์รู้ก็ถวายผ้า เพื่อเป็นกฐิน ตามพระวินัย หมายความว่าเป็นผ้าที่ได้รับจากคฤหัสถ์ ในโอกาสพิเศษ ในกาลพิเศษ พ้นจากกาลนั้น เวลานั้น ก็ไม่ใช่กฐิน เพราะบัญญัติไว้ในเวลาที่จำกัด แสดงถึงความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว การสละ และการจะมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ด้วยความผาสุข ไม่ใช่ด้วยการแก่งแย่ง ไม่ใช่ด้วยเหตุอื่นใด 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้คฤหัสถ์ถวายจีวรได้ คฤหัสถ์นั้นก็ถวาย เฉพาะจีวร เท่านั้น!! เพราะว่าภิกษุมีเงินทองไม่ได้เลย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (คลิกฟัง...ภิกษุรับเงินทอง เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์) อาบัติคือโทษผิด ที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย เพราะเหตุว่า ชีวิตของบรรพชิต สละทรัพย์สินเงินทอง ทุกสิ่งทุกอย่าง จะกลับมารับเงินทองอีก ได้หรือ? ในเมื่อได้ตั้งความประสงค์ จริงใจแล้ว ว่าจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต 

เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชีวิตของบรรพชิต จะไม่เกี่ยวข้องกับเงินและทองเลย แต่จะมีชีวิต ตามสิ่งที่จำเป็น ซึ่งคฤหัสถ์ที่เห็นประโยชน์ ก็อนุเคราะห์ตามสมควร ในเรื่องของจีวร เครื่องนุ่งห่ม เสนาสนะ ที่อยู่อาศัยที่พอเหมาะพอควร ในเรื่องอาหารบิณฑบาต ตามมีตามได้ เขาให้อะไรก็ไปเลือกไม่ได้ แล้วก็ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เท่านั้น อยู่ได้ไหม? ได้แน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่จะขัดเกลากิเลส อาหารอิ่มแล้ว ก็พอแล้ว เสื้อผ้า พอสมควร ที่อยู่ก็มีแล้ว เวลาที่ป่วยไข้ก็มียารักษาโรค ชีวิตดำรงอยู่ได้ เพราะขัดเกลากิเลส

 

เพราะฉะนั้น กฐิน ไม่ใช่อย่างที่พุทธบริษัทผู้ไม่เข้าใจและไม่รู้จักพระพุทธศาสนากระทำสืบๆ ต่อกันมา โดยการที่ กฐินคือเงิน ใช่ไหม? ไม่ใช่กฐินคือผ้า ที่อนุญาตไว้ตามพระวินัยบัญญัติ และบางคนก็หาวิธีที่จะได้เงิน โดยการที่ ให้มีผู้ที่ถวายกฐินเป็นเจ้าภาพ ใช้คำว่าเจ้าภาพ แต่ผ้าผืนเดียว แล้วคนที่อยากถวายเยอะ ก็เลยมาร่วมกัน เป็นกฐินสามัคคี แล้วก็เป็นเจ้าภาพกฐินร่วมกัน แต่ว่าคนหนึ่งเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของ คนอื่นก็เป็นเจ้าภาพร่วมกัน เป็นสามัคคีไป ทุกอย่าง คิดเอง ทำเอง เป็นการทำลายพระธรรมวินัย โดยที่ไม่เข้าใจเลย คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่ความจริง เมื่อไม่เข้าใจธรรมะ ไม่เข้าใจพระวินัย ก็ทำสิ่งที่คิดว่า พระภิกษุก็คือ เหมือนคฤหัสถ์ทุกอย่าง มีทุกอย่างที่คฤหัสถ์มี เพียงต่างกันที่จีวร เครื่องนุ่งห่มเท่านั้นที่ต่างกัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคฤหัสถ์ สมัยนี้ บางแห่งก็รับประทานอาหารเย็น ถูกไหม? ความจริงต้องเป็นความจริง เพื่อแก้ไข สิ่งใดที่ผิด เมื่อรู้ว่าผิดต้องแก้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ก็เป็นการทำลายพระศาสนา

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นผู้ที่เคารพในพระธรรมวินัย ในพระรัตนตรัย ก็คือต้องศึกษาว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้าเราเข้าใจผิด ก็ศึกษาให้ถูก แล้วก็ทิ้งสิ่งที่ผิดไป ไม่ใช่ว่าจะทำๆ ตามๆ กัน เหมือนเดิม ให้ผิดต่อไป ซึ่งก็เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง ที่จะเป็นผู้ตรง 

ผศ.อรรณพ  เราจะเห็นความไม่รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างมากมายขยายตัวเป็นวงกว้างในทุกๆ เรื่อง หยิบมาแต่ละเรื่องก็ไม่ถูกต้องหมดเลย เพราะว่าอยากจะเข้าใจจริงๆ กฐินในพระวินัยแสดงอย่างไร ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ได้สรุปแล้ว ท่านสามารถที่จะศึกษาโดยตรงในพระวินัยปิฎกได้เลย เข้าใจได้ แล้วก็เห็นชีวิตที่ละคลายจริงๆ แต่ ณ บัดนี้ ได้ผนวกเป็นพิธีกรรมด้วยความไม่รู้อย่างมหาศาล เมื่อเช้านอนอยู่ที่พัทลุง เผอิญอาจารย์ธีรพันธ์เปิดทีวีตอนรอที่จะออกมาข้างนอก ก็มีข่าวกฐินของจังหวัดใหญ่ที่มีช้างเยอะ เขาคิดกันตามประสาความที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา 

ก็มีช้างแต่งตัวสวยงาม ช้างสวยมาก ตัวใหญ่ อ้วน งาก็สวย แล้วก็มีการประดับประดาขบวนช้างมาในพีธีกฐิน ต้องบอกว่ากฐินงานช้าง เพราะเอาช้างมาจริงๆ แล้วพิธีกรข่าวก็ยังคิดว่าดี ช้างก็จะได้ได้บุญด้วย ท่านอาจารย์ครับ ช้างจะได้บุญไหมครับ? แล้วคนที่ไปทั้งหมดจะเป็นบุญไหม?

ท่านอาจารย์  รู้จักบุญหรือเปล่า? หรือว่า แค่อยากได้บุญ แต่ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร แล้วก็ไม่รู้เลย ว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนเพื่อละ เพื่อละความไม่รู้ที่นำมาซึ่งกิเลสมากมายมหาศาล ขณะนี้ ข่าวทั้งหลายในประเทศไทย ทุกวงการ ทุกข่าวทุจริต นี่หรือเมืองพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นเมืองพระพุทธศาสนาจริงๆ ต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย แต่เพราะเหตุว่า มีแต่ชื่อ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร จึงมีทุจริตทุกวงการ เพราะความไม่รู้ แต่ว่าพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นการแสดงให้รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเรา แต่เพราะความไม่รู้ จึงติดข้อง จนกระทั่ง อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเรา ทั้งหมด ทุกชาติ เป็นเราอย่างมั่นคง แล้วก็แสวงหาทุกอย่าง ไม่ได้โดยทางสุจริตก็เป็นโดยทางทุจริต แต่ถ้าจะรู้จักพระพุทธศาสนาจริงๆ คือ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อละความไม่รู้ และขัดเกลากิเลส!!

เพราะฉะนั้น ในสมัยพุทธกาล ผู้บวชไม่มีพิธีอะไรเลย ที่จะต้องมามีช้างแต่งตัวสวยๆ หรืออะไรอย่างนี้  ไม่มีสิ่งที่ชาวโลกคิดว่าจะต้องมารำฟ้อน หรือจะต้องขี่ม้าหรือว่าทำอะไร นั่นคือละหรือ? ละหรือเปล่า? ไม่ใช่เรื่องละเลย ต้องเป็นผู้ที่เคารพในความจริง ในกุศลของผู้ที่จะขัดเกลากิเลสว่า เขาจะขัดเกลากิเลส เอากิเลสไปให้เขาทำไม เพราะเหตุว่ายุคนี้สมัยนี้ ทันที่บวชเสร็จออกจากโบสถ์ รับเงินทันที จริงไหม? และชาวพุทธต้องเป็นผู้ตรง พระธรรมวินัยแสดงความต่างกันของเพศคฤหัสถ์ และบรรพชิตโดยประการทั้งปวง ประการหนึ่งก็คือว่า ภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดี ในเงินและทอง เพราะเหตุว่า สละแล้ว ซึ่งความติดข้อง ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสรรเสริญ ในทรัพย์สมบัติ ในลาภ ในยศ ทั้งหมด เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เพื่อที่จะรู้ความจริง การที่จะสละจริงๆ สละแล้ว จะรับได้ไหม เพราะฉะนั้น คนที่เอาเงินไปให้ภิกษุ ไม่รู้จักภิกษุ ว่าภิกษุเป็นผู้ที่ไม่รับและไม่ยินดี ในเงินและทอง เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ซึ่งไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ก็ทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความไม่รู้ จึงได้กระทำผิด ซึ่งไม่เป็นการที่จะทำให้ได้มีความเข้าใจพระธรรมและการขัดเกลากิเลสอย่างถูกต้องเลย 

เพราะฉะนั้น ก็ถึงเวลาแล้ว ที่จะได้เป็นผู้ที่ร่วมกันทำนุบำรุงพระศาสนา บูชาพระรัตนตรัย สูงสุด ด้วยการเข้าใจพระธรรม ด้วยการฟังและไตร่ตรอง สิ่งใดผิดก็ทิ้ง ไม่ใช่ว่าไปเก็บไว้ และสิ่งใดถูก ก็จะต้องดำรงรักษาและให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย มิฉะนั้น พระศาสนาก็อันตรธาน เพราะเหตุว่า อย่างอื่นไม่สามารถจะรักษาคำสอนของพระศาสนาได้เลย นอกจากความเข้าใจถูก ในคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณโอ ปวีร์ คชภักดี และครอบครัว
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

.........

ขอเชิญคลิกชมบันทึกการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง.....

ขอเชิญคลิกอ่านกระทู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่นี่...

-ขอแนะนำสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. คุณโอ - ปวีร์ คชภักดี
-ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ร้านอาหารสำรับใต้ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๐
-พระเชตวันยามเหมันต์ เพลงใหม่จากวงดนตรีบ้านธัมมะ
-ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณโอ ปวีร์ คชภักดี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ธีรพันธ์
ธีรพันธ์
วันที่ 23 พ.ย. 2562

ขอถวายความนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรม เเละพระอริยสงฆ์

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ