ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณโอ ปวีร์ คชภักดี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  31 ต.ค. 2562
หมายเลข  31269
อ่าน  711

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจาก คุณโอ ปวีร์ คชภักดี นักร้อง นักดนตรีและนักแต่งเพลง อายุน้อยแต่มากความสามารถ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. หมายเลข ๘๙๗ เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันและสนทนาธรรม ที่บ้านเพ็ญภักดี เลขที่ ๑๑๒ ถนนประชาบำรุง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง 

ความจริงแล้ว การได้มาสนทนาธรรมที่บ้านพักของน้องโอที่จังหวัดพัทลุงนี้ ไม่ใช่จุดประสงค์หลักในการกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์มาที่จังหวัดพัทลุงในคราวนี้ จุดประสงค์จริงๆ คือน้องโอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์และวิทยากรมาสนทนาธรรมที่โรงแรมชัยคณาธานี ซึ่งจะได้มีการสนทนาธรรมในวันพรุ่งนี้ การเดินทางมาที่บ้านพักของน้องโอของท่านอาจารย์และคณะฯ ในวันนี้ก็เพื่อมารับประทานอาหารกลางวัน ที่คุณพ่อและคุณแม่ของน้องโอได้จัดเตรียมไว้ต้อนรับในวันแรกที่ท่านอาจารย์และคณะฯ เดินทางมาถึง ทราบว่าคุณพ่อของน้องโอ มีความสามารถทางการทำอาหารปักษ์ใต้ที่เป็นรสชาติพื้นบ้านของพัทลุงแท้ๆ ได้อร่อยมาก เป็นรสชาติที่นุ่มนวล ไม่เผ็ดและไม่เค็มมาก กลมกล่อม หอมเครื่องแกงใต้ขนานแท้ ทำให้เข้าใจได้ว่า ที่น้องโอเคยเปิดร้านอาหาร "สำรับใต้" แถวย่านถนนพระรามเก้า ซึ่งท่านอาจารย์และสหายธรรมที่มูลนิธิฯ เคยแวะเวียนไปอุดหนุน ทั้งเคยเป็นที่สนทนาธรรมหลายครั้ง ด้วยนั้น ก็เพราะรสมือการปรุงอาหารของคุณพ่อ ที่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใครนี่เอง 

ด้วยความเมตตาของท่านอาจารย์และความพร้อมของเหตุปัจจัย ทำให้น้องโอและครอบครัว มีขณะที่ประเสริฐที่สุด เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ของชีวิตที่จะถูกจดจำ ด้วยว่า บ้านเพ็ญภักดี จังหวัดพัทลุง แห่งนี้ ได้เป็นสถานที่ประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏ ชั่วขณะที่มีเสียงของพระธรรม คำจริงจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวด้วยเมตตาจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และวิทยากร ดังก้องกังวานอยู่ทั่วบริเวณในเวลานั้น ท่ามกลางความฉ่ำเย็นของสายฝนที่โปรยปรายลงมาในขณะที่เริ่มมีการสนทนา และหยุดไปในเวลาไม่ช้านาน เป็นเวลาที่รื่นรมย์ น่าประทับใจอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏจริงๆ ครับ

บ้านเพ็ญภักดีแห่งนี้ เป็นที่พักอาศัยของน้องโอและคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งแต่เดิม บ้านหลังนี้มีคุณปู่และคุณย่าของน้องโอ และญาติๆ พักอาศัยอยู่ด้วย สังเกตุเห็นว่ามีบ้านหลายหลังอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทราบว่าคุณปู่ของน้องโอ คือคุณปู่เปลื้อง คชภักดี นั้น ในอดีต ท่านเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพัทลุง , สมาชิกสภานิติ-บัญญัติแห่งชาติ , ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ ภาค ๙ , นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง , ประธานสภาจังหวัดพัทลุง และ ประธานสมาคมทนายความ จังหวัดพัทลุง ด้วย

ข้าพเจ้ายอมรับว่า ตอนที่ข้าพเจ้าถอดเทปเพื่อนำลงกระทู้นี้ ข้าพเจ้าหิ้วคอมพิวเตอร์มานั่งทำงานด้วยการถอดเทปอยู่ในรถ ขณะที่จอดรอลูกสาวอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ยอมรับว่า ขณะที่ถอดเทปทีละคำลงกระทู้นี้ น้ำตาแห่งความปีติอนุโมทนากับน้องโอก็ริ้นขึ้นมา (จนต้องรีบย้อนมาบันทึกความรู้สึกนี้ไว้) ในขณะที่ฟังเสียงน้องโอกล่าวคำที่มาจากเบื้องลึกของหัวใจด้วยความปีติและสั่นเครือ เมื่อได้กล่าวถึงครั้งแรกของการได้พบ ได้ฟังเสียงของท่านอาจารย์ ที่พระภิกษุรูปหนึ่งเปิดฟังขณะที่น้องโอบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทลุงครานั้น ด้วยความประทับใจและซาบซึ้งใจยิ่ง หลังจากนั้นน้องโอ จึงติดตามมาฟังท่านอาจารย์ที่มูลนิธิฯ ในกรุงเทพฯ การที่ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกปีติมากมายในขณะที่ฟังน้องโอเล่าเรื่องครั้งแรกของการได้พบท่านอาจารย์ คงเป็นเพราะตนเองก็ยังคงจำครั้งแรกที่เดินทางเข้าไปกราบเท้าท่านอาจารย์ที่มูลนิธิฯ เป็นครั้งแรกไม่เคยลืมเลือนเช่นกัน ยังคงจำปีติที่เกิดขึ้นกับตัวเองในขณะที่รวบรวมความกล้าหาญเดินตรงเข้าไปขวางหน้าท่านอาจารย์ขณะที่ท่านเดินลงจากโพเดียม แล้วทรุดตัวลงกราบแทบเท้าท่าน จากนั้นลุกขึ้นมองหน้าท่านแว่บหนึ่งด้วยสายตาที่พร่ามัว แล้วหันหลังกลับไปนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอยู่นาน เพราะเหตุที่เข้าใจลึกซึ้งถึงคำพูดที่ว่า "ชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดแล้ว ที่ได้พบท่านอาจารย์" ไม่มีทรัพย์ใดที่แสวงหาได้มาในชีวิตนี้ จะมีค่าเทียบเท่าอริยทรัพย์ที่ท่านมอบให้ได้เลย กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ความรู้สึกของข้าพเจ้าขณะถอดเทปนั้น เต็มไปด้วยความปีติสุข รู้สึกซาบซึ้ง อนุโมทนากับน้องโอ ด้วยรู้ว่า โอกาสของบุคคลที่จะได้พบกับพระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงในชาติหนึ่งๆ นั้น แสนยากและสุดวิเศษอย่างยิ่ง ทั้งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ ยืนยัน ถึงคำกล่าวที่ว่า หากบุคคลมิได้สะสมความเข้าใจธรรม ความจริงจากการตรัสรู้มาก่อนในอดีต ก็ยากนัก ที่เมื่อได้ฟังเสียงของพระธรรมในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป จะรู้ได้(ด้วยปัญญาที่สะสมมา) ว่านี่ใช่เสียงของพระธรรม ความจริง ที่ถูกต้อง แน่นอน ทั้งรู้สึกได้ถึงความมั่นคงขึ้นในธรรม ที่ได้มีโอกาสฟังเข้าใจ ทีละเล็ก ทีละน้อย 

นอกจากน้องโอจะเป็นเด็กหนุ่มที่ฝักใฝ่ในการศึกษาพระธรรมแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีกุศลศรัทธาอย่างยิ่ง ในการอาสาช่วยเหลืองานของมูลนิธิฯ ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง จะอาสามาช่วยงานเป็นตากล้องในการบันทึกวีดีโอเทปการสนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ และตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำไปออกรายการบ้านธัมมะ และนอกจากจะใช้ความสามารถในการเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง อาสาเป็นนักร้องนำให้กับวงดนตรีบ้านธัมมะแล้ว น้องโอยังได้ช่วยประพันธ์ทำนองเพลง และเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงธัมมะให้กับวงดนตรีบ้านธัมมะ มากมายหลายเพลง อีกด้วย ดีใจที่ได้พบกัน และที่สำคัญคือ มีโอกาสได้เผยแพร่พระธรรมร่วมกันนะครับ โอครับ 

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาช่วงแรกที่ประทับใจยิ่งนั้น มาบันทึกไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงามทั้งหลาย ที่น้องโอ ปวีร์ คชภักดี และครอบครัว ได้กระทำแล้ว ได้สะสมแล้ว ณ กาลครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏ ทั้งเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนผู้สนใจติดตามอ่าน ณ กาลครั้งหนึ่ง ตอนต่างๆ โดยทั่วกัน ดังต่อไปนี้

คุณปวีร์  กราบเท้าท่านอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง แล้วก็ท่านวิทยากร อาจารย์อรรณพ อาจารย์ธีรพันธ์ และคณะจากมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาทุกท่านครับ ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เป็น ณ ขณะหนึ่งของสังสารวัฏ ที่เกิดขึ้น ผมก็ยังงงๆ อยู่ว่า เรามาเจอกันที่นี่ได้อย่างไร เพราะจากวันนั้น ที่ได้ยินเสียงท่านอาจารย์ที่วัดตรงนี้ ก็....(เงียบไปนานเพราะปีติมาก) 
ท่านอาจารย์  เป็นธรรมะค่ะ
คุณปวีร์  ก็ประมาณเจ็ดปีแล้วครับ 
ท่านอาจารย์  เร็วนะคะ
คุณปวีร์  .....(พยายามกลั้นปีติ...)...

ท่านอาจารย์  ต้องทราบว่า คุณโอไม่ธรรมดา เพราะว่าจริงๆ แล้ว ธรรมะเป็นเรื่องที่ยาก และทุกอย่างที่เกิด ไม่มีใครไปเตรียมล่วงหน้าเลย ว่าคุณโอจะต้องได้ฟัง แล้วก็จะต้องมีความสนใจถึงระดับนี้ แต่ว่า ทุกอย่างต้องเป็นอย่างนี้ ตามที่ได้สะสมมา จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย 

แม้แต่ที่นี่ ก็เป็นที่ที่มิตรสหายธรรมะได้มาสนทนากัน เพื่อที่จะได้รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละแห่ง เรามาที่นี่ เราก็ไม่ได้เคยคิดมาก่อน ใช่ไหม? ทุกคนจะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดี๋ยวฝนจะตกหรือเปล่า หรือว่า เดี๋ยวแดดจะออก ไม่มีใครรู้เลย แต่ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามที่เป็นจริง ภาษาไทยเรามีคำว่า "ธรรมดา" แต่ภาษาบาลีมาจากคำว่า ธรรมะ กับ ตา ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้กำลังเป็นจริงหมด แล้วเป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยทั้งสิ้น 

เพราะฉะนั้น การที่แต่ละคนมีโอกาสได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานไปเกือบจะสามพันปีแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่ "คนที่สะสมมาที่จะได้ฟัง" แม้ฝนตกเดี๋ยวนี้ก็ต้องเป็นธรรมดา โอกาสที่จะได้ฟัง แม้แต่ละคำ ก็เป็นธรรมดา ไม่ใช่คนอื่นจะรู้ได้ล่วงหน้า แม้แต่คนพูด ก็ไม่ใช่ไปเตรียมล่วงหน้ามาก่อนว่าวันนี้จะสนทนากันเรื่องอะไร  เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่กำลังเป็น ให้ทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริง ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้(เอง)ได้เลย 

เพราะฉะนั้น การที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่บังเอิญ แต่ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นวันนี้ และต้องเป็นที่นี่ และเป็นโอกาสที่เราจะได้เข้าใจคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น เพราะว่า พระคุณมากมายมหาศาล แต่ถ้าไม่ได้ฟังสักคำ เราไม่มีทางจะรู้เลย พระธรรมเป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก สี่อสงไขแสนกัป เพื่อเราจะได้ฟังคำซึ่งเราสามารถจะเข้าใจ ซึ่งคนทั้งโลก ไม่มีทางที่จะทำให้เราเข้าใจได้ เนื่องจากคำของพระองค์ซึ่งดำรงสืบต่อกันมา แล้วเราไม่ประมาทโดยการที่เราต้อง เข้าใจจริงๆ "แต่ละคำ" 

พอเข้าใจแล้ว ก็รู้ว่า "เป็นเรื่องที่มีอยู่ทุกขณะ" แต่ว่า ความเข้าใจที่น้อย ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ "ถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่ง" ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า คำของพระองค์แต่ละคำ เหมือนแสงสว่าง ที่นำทางออกไปจากความมืด อยู่ในความไม่รู้มานานมาก ทำไมต้องเกิดมา? ทำไมต้องเป็นอย่างนี้? ทำไมวันนี้จะต้องมีฝนตก หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ด้วยพระธรรมที่ได้ดำรงมา เปิดเผยสิ่งซึ่ง ขณะนี้เดี๋ยวนี้กำลังถูกปกปิด ทุกคำที่จะได้ยิน เหมือนคำที่จะเปิดสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งๆ ที่มีเดี๋ยวนี้ ให้รู้ว่า พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น เราต้องศึกษาธรรมะ ทีละคำ เกิดมา มีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีใครไปตระเตรียมเลย ว่าจะพบอะไรวันไหน จะเกิดอะไร แต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงทุกอย่างที่เกิด ว่าสิ่งที่เกิด มีจริงๆ กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เอง เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่มีจริง ภาษาบาลีจะใช้คำว่า "ธรรมะ" เดี๋ยวนี้ ทุกอย่าง เป็นธรรมะหมด แต่ "ก่อนที่จะฟังคำนี้" เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นไมโครโฟน เป็นอะไรทุกอย่าง แต่พอฟังธรรมะแล้ว อะไรจริง? "เสียง" จริง "ได้ยิน" มีจริง ทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่มีจริง เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทั้งๆ ที่มี ก็ไม่รู้ ดูความมืดกับความไม่รู้สิ ว่าไม่รู้นี้ มากระดับไหน มีก็ไม่รู้ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่รู้ ถ้าไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม

เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม จะค่อยๆ ทำให้เราารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า เราจะเกิด จะตาย อีกกี่ชาติก็ตามแต่ ไม่มีทางที่จะเข้าใจ "สิ่งที่กำลังปรากฏ" ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์

เพราะฉะนั้น "สิ่งหนึ่ง" เดี๋ยวนี้มีจริง เป็นธรรมะ ทุกอย่างมีจริง เป็นธรรมะ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ว่า แท้ที่จริง เสียงเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เสียงเมื่อกี้นี้ เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้ แต่ละคำ ถ้าเรานั่งอยู่ในพระวิหารเชตวัน ขณะนั้น มีความเคารพในการที่ฟังแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ทุกอย่างเปลี่ยน แต่เปลี่ยนเร็วมาก ตั้งแต่เกิดมาก็เปลี่ยนๆๆ จนกระทั่งโต จนกระทั่งเข้าโรงเรียน จนกระทั่งจบ จนกระทั่ง ณ บัดนี้ และจากขณะนี้ก็เปลี่ยนไปอีก ไม่หยุดยั้งการเปลี่ยนเลย 

เพราะฉะนั้น เป็นคำที่เข้าใจได้  ทุกกาลสมัย ถ้าเราค่อยๆ ฟัง จะทำให้เรารู้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสถึงความจริง ซึ่งเราอาจจะเข้าใจว่า ไม่เที่ยงคือเกิดแล้วก็ตาย แต่เดี๋ยวนี้กำลังไม่เที่ยง นี่ลึกซึ้งกว่า เพราะว่า ถ้าเที่ยงจะตายได้อย่างไร ใช่ไหม? แต่ทุกขณะ หมดไป หมดไป หมดไป แต่ว่ามีสิ่งอื่นซึ่งเกิดสืบต่อ เลยไม่เห็นการดับไปของเมื่อกี้นี้ อย่างเสียงใหม่ปรากฏ เราจะไปรู้หรือว่าเสียงเมื่อกี้นี้ดับแล้ว เห็นไหม? ไม่ได้มีความเข้าใจพอ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ว่า เดี๋ยวนี้คือใหม่ เมื่อกี้นี้คือไม่ใช่อันที่เป็นขณะนี้ แต่ละหนึ่ง ผ่านไปโดยเราไม่รู้ แต่ต้องเป็นอย่างนี้ นี่คือธรรมดา หรือความเป็นไปของธรรมะ ที่เกิดแล้วก็ดับ หมดไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย

เพราะฉะนั้น ธรรมดา นะคะ พูดบ่อย ก็ต้องเข้าใจว่า ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง และคำว่า "ตา" ในภาษาบาลี คนไทยใช้ "ด" พูดกันว่า ธรรมดา คือความเป็นไปของธรรมะ ความเป็นไปของฝน(ฝนกำลังตก) ต้องเกิดเป็นอย่างนี้ เป็นเสียง ตัวจริงๆ ของเขาคือแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน แต่ว่า เมื่อมีแล้วก็ หมดไป เป็นธรรมดาทุกวัน ทุกขณะ คือ การที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ  เมื่อกี้นี้ อาหารก็อร่อยมาก เดี๋ยวนี้อยู่ไหน? เห็นไหม? เดี๋ยวนี้อยู่ไหน?

คุณโอ(ปวีร์)  หมดแล้วครับ ไม่เหลือแล้ว
ท่านอาจารย์  ไม่เหลือเลย ไม่มีอะไรเหลือ ได้แต่ "จำ" เพราะฉะนั้น "ความจำ" มีจริงๆ ทุกอย่างที่มีจริง ตอนนี้เปลี่ยนจากเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด "เป็นธรรมะ" คือ สิ่งที่มีจริง ตั้งต้นคำนี้อย่างมั่นคง ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็ไปทำให้เกิดไม่ได้ เดี๋ยวนี้ทุกคนเห็น ใครทำ "เห็น" บ้าง? คุณธีรพันธ์กำลังเห็น ทำเห็นได้ไหม? ไม่มีใคร(ทำได้)เลย ใช่ไหม? ทุกอย่างเกิดแล้ว แต่เราไม่รู้ ก็เลยเป็น "เราเห็น, เขาเห็น" เป็นเรื่องเป็นราวทั้งหมด แต่ "ตัวเห็น" ดับแล้ว!! แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ดับอีก เกิดอีก ดับอีก เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ไม่เที่ยง ต้องดับไป

ความเข้าใจที่มั่นคง ทีละเล็ก ทีละน้อย สำคัญที่สุด ที่จะนำไปสู่การไม่เข้าใจผิด เดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง แล้วเราก็ฟังคำที่พระองค์ประจักษ์แจ้ง เพราะ พระองค์รู้ว่าขณะนี้กำลังเกิดดับ จึงได้บอกเรา เพราะฉะนั้น เราฟังแล้วพิจารณาว่า จริงไหม? ไม่มีเราหรอก ถ้าไม่มีการเกิด เราอยู่ไหน? ไม่มีใครเกิดก็ไม่มีอะไร แต่พอเกิดมาแล้วก็เป็นเรา และอีกไม่นาน "เรา" ก็จะหมดไปจากโลกนี้ ก็เป็นคนใหม่ ต้องมีแน่ๆ เหมือนชาติก่อน เราเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วเดี๋ยวนี้ ชาตินี้ ก่อนจะเกิดเราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ แต่เกิดแล้ว เป็นอย่างนี้ แต่เป็นอย่างนี้ได้แค่ชาติเดียว 

เพราะฉะนั้น ชาตินี้ เข้าใจสิ่งที่เราสามารถที่มีโอกาสได้ฟัง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้ฟัง ต้องคนที่ วันนี้ต้องเป็นอย่างนี้ และต้องนั่งตรงนี้ และต้องได้ยินอย่างนี้ด้วย 

คุณโอ(ปวีร์)  ปรกติแล้ว ไม่ค่อยเป็นอย่างนี้ อายเลยครับ
ท่านอาจารย์  เป็นธรรมดาค่ะ
คุณโอ(ปวีร์)  ก็...เป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ครับ(เสียงยังสั่นเครือด้วยความปีติ) เพราะว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขณะนี้ ถึงที่สุด แต่ละขณะ พระองค์ตรัสรู้หมดทุกอย่าง สิ่งที่ปัญญาของเราพอจะรู้ในขณะนี้ก็น้อยนัก แต่ว่า ทุกคำที่ท่านอาจารย์กล่าวมาเมื่อกี้นี้ ทำให้เราเข้าใจได้ ว่าขณะนี้คืออะไร มีอะไรปรากฏ มีทุกสิ่งที่เราพิจารณาได้ เพียงแค่ผิวเผิน แต่เราก็พิจารณาได้ว่า นี่คือสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ เพราะไม่มีใครสามารถกล่าวคำอย่างนั้นได้ครับ

ท่านอาจารย์  ตอนนี้มั่นคงในคำว่าธรรมะหรือยังคะ? อะไรทั้งหมดที่ปรากฏว่ามีจริงๆ ใครจะห้ามไม่ให้เป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าเกิดแล้ว เป็นอย่างนั้นด้วย นี่คือธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะว่า ก่อนมี เห็นไหม ก่อนฝนตกไม่มีฝน แล้วเดี๋ยวนี้ฝนไปไหน? เรียกกลับมาได้ไหม? ให้เหมือนเดิมเลย ให้เหมือนเมื่อฝนเก่าที่เกิดแล้วดับไป ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ว่า เราไม่ค่อยจะคิดถึง เพราะว่ามีสิ่งที่เกิดดับสืบต่อ จนเราลืม ว่าเมื่อกี้นี้ สิ่งนี้ไม่เคยมี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ ไม่มีแล้วก็เกิดมีขึ้นแล้วก็หมดไป เลยเป็นธรรมดา ไม่ได้คิดถึงเลย

แต่ที่ควรจะเข้าใจให้ถูกต้อง คือ ไม่มีใครไปบังคับบัญชาได้เลยสักขณะเดียว และ แต่ละหนึ่งก็ไม่ซ้ำกันด้วย อย่าง เสียงเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เสียงเมื่อกี้นี้ เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้ "แต่ละคำ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า "ชี้ทาง" บอกให้รู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ก็อีกนานมาก กว่าการที่เราจะรู้ว่า เป็นอย่างนี้จริงๆ โดยที่ว่า ไม่มีใครทำ แต่ต้องมั่นคงตั้งแต่คำแรกว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วก็หมดไป เป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้น อะไรที่ผ่านไปแล้วในอดีต ก็ไม่เหลือแล้ว แต่ว่ามีสิ่งใหม่ซึ่งสืบต่อจากขณะเก่า เหมือนอย่างวันนี้ก็สืบต่อจากเมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ก็จะสืบต่อจากวันนี้แน่ๆ และเห็นเดี๋ยวนี้ก็ต้องสืบต่อมาจากเห็นเมื่อกี้นี้ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แตกแยกออกไปแล้ว ก็คือ "ชั่วคราว" แล้วก็ไม่รู้ว่ามีอะไรมาจากไหนอย่างไร ก็ไม่รู้ต่อไป แต่ "ฟังคำ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า "เริ่มกระจ่าง เริ่มค่อยๆ รู้ความจริง" ค่อยๆ ละความไม่รู้และความติดข้องว่าเป็นเรา เพราะก่อนนี้ เราก็ไม่มี ใช่ไหม? และมีเรา อีกไม่นานก็ไม่มีแล้ว ลองคิดสิ อีกไม่นานก็ไม่มีแล้ว!!! แต่ใครจะรู้ว่า อีกไม่นานนี้ แค่ไหน? อาจจะเป็นเย็นนี้ พรุ่งนี้ก็ได้ ทุกอย่างเลย 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุด ก็คือ ได้รู้ความจริง ซึ่ง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง ก็จะหลงว่ามีเรา ทั้งๆ ที่ ไม่มีเรา อะไรเป็นเรา? "เห็น" หรือ? ดับแล้ว!! "ได้ยิน" หรือ? เดี๋ยวนี้เองหมดแล้ว!! แล้วไหนเรา? เพราะฉะนั้น จริงๆ คือ ไม่มีเรา 

แต่ยากแสนยาก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ทรงบำเพ็ญบารมี เพราะรู้ว่า ขณะใดที่มีความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความไม่ดี ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีแท้ๆ เดี๋ยวนี้ได้เลยว่า ต้องเกิด ไม่เกิดก็ไม่มี ใครจะทำให้เกิดก็ไม่ได้ นอกจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และมีก็ไม่นาน สั้นมาก ชั่วคราว 

เพราะฉะนั้น การฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ไตร่ตรอง ด้วยความเข้าใจของเรา จนกระทั่งมั่นคง เท่านั้นเอง และ "ความเข้าใจ" ก็ไม่ใช่เราด้วย ภาษาบาลีจะใช้คำว่า ปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิ "ทิฏฐิ" เป็น "ความเห็น" แต่ "สัมมา" เป็นความเห็นที่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง

หมายความว่า ตั้งแต่เกิดมา ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราหลงเข้าใจว่าสิ่งที่เกิด มีจริงๆ ถึงแม้จะเปลี่ยนๆๆ ไปตั้งแต่เด็กจนโต ก็เข้าใจว่า แค่เปลี่ยน แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าไม่ดับไปแล้วเกิดอีก เปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละคำก็ เข้าใจขึ้น เท่านั้นเอง เข้าใจขึ้น จนกว่าปัญญา ความเห็นถูกต้อง จะค่อยๆ เข้าใจ "สิ่งที่กำลังปรากฏ" จนเห็นการเกิดดับ เพราะกำลังเกิดจริงๆ ดับจริงๆ นี่ฝนเกิดอีกแล้ว แล้วก็ดับไปเรื่อยๆ ใช่ไหม? ทุกอย่างพิสูจน์ได้ 

เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะ ไม่ใช่เพื่อจะไปดับกิเลส เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ อีกไกล...ตอนต้นคือ เข้าใจ...ถ้าเริ่มเข้าใจ แล้วก็เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ความเข้าใจก็จะค่อยๆ คลายการยึดมั่นว่ามีเรา ถ้ามีเราก็มีไปสิ ไม่ต้องตาย แต่มีเราได้อย่างไรเมื่อต้องตาย ตายแล้วจะมีเราหรือ? พอตายแล้วก็ต้องไม่มีเรา ก็เป็นธรรมดา มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม เป็นโอกาสซึ่งหายาก เพราะเหตุว่า คนในโลกนี้ กี่คน? ที่จะมีการได้ฟังธรรมะ คุณโอไม่เคยคิดที่จะได้ฟัง ใช่ไหม? แต่จะไม่ฟังไม่ได้ มีปัจจัยมา ที่จะเกิดขึ้นได้ยิน ต้องได้ยิน และคนที่ได้ฟังธรรมะก็มีเยอะแยะ แต่คนที่จะเห็นคุณค่า รู้ทันทีว่า นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และควรที่จะมีความเข้าใจยิ่งขึ้น เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ 

คุณโอ(ปวีร์)  เป็นความอัศจรรย์ของพระธรรมจริงๆ ครับ ทำให้เราเข้าใจว่า แต่ละหนึ่ง เหตุปัจจัยที่สะสมมา ไม่ใช่เวลาอันสั้นเลย แต่นานนับไม่ถ้วนเลยจริงๆ กว่าจะได้มีขณะนี้ และขณะต่อไปก็ต้องเกิดอีก ทำให้ผมมั่นคงขึ้นที่จะฟังต่อไป เพราะรู้ว่า อีกแสนไกล และขณะนี้ก็จะเป็นเสบียงต่อไปอย่างไร ผมพยายามจะซื้อดอกไม้กราบท่านอาจารย์หรือว่าถวายพระบรมสารีริกธาตุ เพราะรู้ว่า สักวันหนึ่งในอนาคตอีกแสนไกล สิ่งที่เราสะสมมา เราได้เห็นบุคคลที่มีปัญญา เราจะไม่ทอดทิ้งขณะนั้นให้สูญเปล่า การเข้าไปเพื่อจะเคารพและฟังพระธรรม ก็เป็นการที่เราสะสมมาตั้งแต่ขณะนี้ ก็ทำให้เราเห็นคุณค่าของการเข้าใกล้สัปปุรุษ บุคคลที่เข้าใจพระธรรม การที่ผมเจริญกุศลตามเหตุและปัจจัย ที่พอที่จะกระทำได้ ทุกอย่างเกิดจากพระธรรม

วันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ยังคงมีค่ามากมาย คนอื่นก็ไม่ทราบว่า ผมทำอะไรวันนี้ ไม่มีใครทราบ แล้วก็ไม่มีใครจะเชื่อว่าผมจัดสนทนาธรรม(หัวเราะ-ท่านอาจารย์และทุกคนหัวเราะ) ที่กรุงเทพฯผมบอกคนในค่ายผม เขาก็ตกใจกันหมด แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องบอกใคร เพราะว่าผมตั้งใจที่จะทำ ผมรู้ว่าผมทำอะไรอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ ถ้าเขาอยากอนุโมทนาก็ตามเหตุปัจจัย เพราะผมเป็นคนแบบนี้ คือไม่ได้เป็นคนแบบว่าอดทนที่จะ.....คือ ผมกราบท่านอาจารย์ ผมฟังตั้งแต่ท่านอาจารย์สนทนาตอนสาวๆ ท่านอาจารย์อดทนแค่ไหน ผมไม่สามารถที่จะอดทนได้(หัวเราะ-ทุกคนหัวเราะ) ท่านอาจารย์อดทนแค่ไหน ใครด่า ใครคัดค้าน ท่านอาจารย์ก็ยังทนกล่าวอยู่อย่างนั้น ผมไม่ใช่แบบนั้นเลย ใครจะรู้ก็รู้ ผมไม่สนใจ ผมก็ทำของผม วันไหนว่างผมก็ไปมูลนิธิฯ ผมก็ไม่ได้ว่าจะต้องไปกับผมนะ ไปสิ มาสิ ไม่ครับ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน 

ตอนนี้ก็กำลังงงๆ อยู่ว่า วันนี้ สุดท้ายก็เกิดขึ้นจริงๆ ผมขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ และสนับสนุนผม ให้วันนี้ สุดท้ายก็เกิดขึ้น และวันนี้ก็กราบเท้าท่านอาจารย์อีกครั้ง ที่ท่านอาจารย์กรุณากับผมมากครับ

ท่านอาจารย์  นี่ก็แสดงถึง "กำลังของการสะสม" ซึ่งคนที่สะสมมา จะไม่รู้เลย จนกว่ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น รู้ เพราะฉะนั้น แต่ละคน ทุกขณะก็แสดงถึงการสะสมอยู่แล้ว แต่ "ใจ" นี่สิ ใครจะรู้? มองก็ไม่เห็น แต่ก็มี แล้วก็หลากหลายมากด้วย ใช่ไหม? 

เพราะฉะนั้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของจิต เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ ที่เราใช้คำว่าจิตบ้าง ใจบ้าง ก็อยู่เหมือนกับใต้มหาสมุทรเลย ใครจะรู้ว่า พรุ่งนี้เราจะคิดอะไร ใช่ไหม? แต่ว่า วันนี้ ที่รู้ก็คือว่า แม้วันนี้ ก็มาจากไหน? ใช่ไหม? อย่างที่คุณโอว่า แต่ละหนึ่ง ได้เห็น "กำลังของการสะสม" ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับอะไร เราก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ ไม่ค่อยชอบ แต่พอเราคุ้นเคยขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย เราขาดสิ่งนั้นไม่ได้เลย 

เพราะฉะนั้น การที่จะเห็นคุณค่าของธรรมะ ตอนแรกๆ สำหรับคนใหม่ๆ ก็ได้ยินแต่คำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่า คนนี้ว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น ใช่ไหม แต่ว่า ทั้งหมดนี้ คำของพระองค์ทุกคำ ต้องกล่าวถึง "สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้" ให้เข้าใจถูกต้อง เช่น พระรัตนตรัย  รัตนะนี้มีค่าสูงสุดไม่มีใครเทียบได้เลย ในสากลจักรวาลด้วย เพราะแม้แต่เทวดาหรือพรหมยังต้องมาเฝ้า มาทูลถาม มาเคารพอัญชลี สักการะ ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงว่า แต่ละคำ ประโยชน์มหาศาลจริงๆ แต่ว่า จาก "การเริ่มต้น" ที่ยังไม่ได้เข้าใจความลึกซึ้ง กับ การที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น นี้ต่างกัน 

เพราะฉะนั้น เราจะไม่ประมาทเลย ในการที่ว่า เริ่มต้นรู้ว่ามีค่า แล้วเราจะทิ้งสิ่งที่มีค่าไปหรือ? หรือว่า เรามีโอกาส จะมากน้อยอย่างไรก็ตาม ก็ดีกว่าชาตินี้ทั้งชาติ ถ้าเราไม่ได้ฟัง ไม่ได้เข้าใจ คิดหรือว่าชาติหน้าจะมีโอกาสอีก? ไม่มีทางรู้เลยใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ก็คือว่า จะอยู่ในโลกนี้อีกกี่วันก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังเห็นการที่จะสะสมประโยชน์ ทีละเล็ก ทีละน้อย เพราะเดี๋ยวนี้ กล่าวได้เลย ถ้ามีความเข้าใจเกิดขึ้น เพราะ "แต่ละคำ" ที่ได้ฟัง ลองขาดคำหนึ่งสิ จะเข้าใจไหม? เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะนี้ มีประโยชน์จริงๆ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 215

รัตนสูตร

ว่าด้วยรัตนอันประณีต

"...ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่นี้ หรือในโลกอื่น  หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้นที่เสมอด้วยพระตถาคต ไม่มีเลย  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า. ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี..."

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณโอ ปวีร์ คชภักดี และครอบครัว
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านกระทู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่นี่...

-ขอแนะนำสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. คุณโอ - ปวีร์ คชภักดี
-ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ร้านอาหารสำรับใต้ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๐
-พระเชตวันยามเหมันต์ เพลงใหม่จากวงดนตรีบ้านธัมมะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
พัชรีรัศม์
พัชรีรัศม์
วันที่ 1 พ.ย. 2562

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูง และขออนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Dusita
Dusita
วันที่ 1 พ.ย. 2562

กราบ อนุโมทนา ในกุศลจิต ของ ทุกท่าน..ค่ะ..

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มกร
มกร
วันที่ 1 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nualchan.deesawat
วันที่ 1 พ.ย. 2562

กราบอนุโมทนาในกุศลครั้งนี้ เห็นแล้วปลื้มปิติจริงๆค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nualchan.deesawat
วันที่ 1 พ.ย. 2562

กราบอนุโมทนาในกุศลครั้งนี้ด้วยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งและปลื้มปิติมากค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Natthasrong
Natthasrong
วันที่ 2 พ.ย. 2562

น้อมกราบอนุโมทนา ด้วยความเคารพบูชาพระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ อย่างสูงยิ่ง และ กราบขอบพระคุณท่านอาจาร์ยและคณะผู้ร่วมสนทนาธรรมทุกๆรูปนามค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 9 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ