ถ้าต้องมีสำนักปฏิบัติแล้ว ทำไมปัญญาถึงช่างโง่นัก
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  3 พ.ย. 2562
หมายเลข  31273
อ่าน  627

ข้อความจาก "แนวทางเจริญวิปัสสนา ตอนที่ ๕๑๗
(ถอดเทปจากรายการแนวทางเจริญวิปัสสนา โดย คุณย่าสงวน สุจริตกุล พลอากาศตรีหญิงกาญจนา เชื้อทอง และคณะฯ )

อ.สุจินต์ ท่านผู้ฟังสงสัยว่า  การเจริญสติปัฏฐานเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  จะมีความต่างกันระหว่างเพศบรรพชิตกับฆราวาสบ้างหรือไม่  เพราะถ้าการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุเกื้อกูลแก่การเจริญสติปัฏฐานแล้วละก็  สำนักปฏิบัติต่าง ๆ ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่การเจริญสติปัฏฐานด้วย  ถามว่าอย่างนี้

สำหรับการเจริญสติปัฏฐานเป็นปกติในชีวิตประจำวันของเพศฆราวาสกับเพศบรรพชิตนั้นต่างกัน  เพราะว่าผู้ที่เป็นบรรพชิตประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย  แต่ฆราวาสไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย  แต่ว่าทั้งบรรพชิตและฆราวาสจะต้องอบรมเจริญปัญญาด้วยสติที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามปกติ  ตามความเป็นจริง ตามที่ได้สะสมมา 

บรรพชิตที่เป็นพระภิกษุ  ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ  เพราะว่าเป็นชีวิตจริงของท่าน  ชีวิตจริงของท่านไม่ใช่ฆราวาส  ท่านมีศรัทธาที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ  พระวินัยบัญญัติจึงเป็นชีวิตปกติประจำวันของท่าน

เมื่อพระภิกษุท่านอบรมเจริญสติปัฏฐาน  ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามปกติ  ตามชีวิตตามความเป็นจริงของท่านในเพศบรรพชิตแล้ว  ทำไมต้องมีสำนักปฏิบัติ  ในเมื่อชีวิตจริงของท่าน  คือ  การประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ เป็นสิ่งที่สติจะต้องระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏกับท่านตามความเป็นจริง

เวลาที่ท่านบิณฑบาต  เป็นชีวิตปกติประจำวัน  เป็นนามธรรม  เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ตัวตน  สติจะต้องระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง  ตามปกติในชีวิตประจำวันของท่าน  เพราะฉะนั้น  ไม่ต้องมีสำนักปฏิบัติ  ชีวิตจริงของบุคคลใดเป็นอย่างใด  สติระลึกรู้  เพื่อปัญญาจะได้รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล

ถ้าจะคิดอีกอย่างหนึ่ง  ก็ เป็นการที่น่าจะพิจารณาเหลือเกินว่า  ถ้าต้องมีสำนักปฏิบัติแล้ว  ทำไมปัญญาถึงช่างโง่นัก  แทนที่จะฉลาด  ที่จะแทงตลอดในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติในขณะนี้ได้  ปัญญากลับไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏถ้าเข้าใจผิดว่าจะต้องมีสำนักปฏิบัติถ้าเป็นปัญญาแล้วทำไมไม่รู้ในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ (คลิกที่นี่...สำนักปฏิบัติ เป็นสำนักที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)ในทุกขอริยสัจจะ  ในขันธ์ ๕  ในรูปขันธ์ที่กำลังมีกำลังปรากฏ  ในเวทนาขันธ์ที่กำลังมีกำลังปรากฏ  ในสัญญาขันธ์  ในสังขารขันธ์  ในวิญญาณขันธ์  ในนามธรรม  ในรูปธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏ  ซึ่งไม่ใช่ตัวตน  กำลังเกิดดับ  ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ  ปัญญาย่อมรู้ได้ 

สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นของจริง  ซึ่งผู้ที่รู้แจ้ง  ประจักษ์การเกิดดับ  ความไม่เที่ยง  ความไม่ใช่ตัวตนของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ

เพราะฉะนั้น  ควรจะอบรมอย่างไร  เพื่อให้เป็นปัญญาที่สามารถจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามปกติตามความเป็นจริงได้  เพราะเป็นปัญญาจึงรู้ได้  และอบรมเจริญอย่างไรจึงจะรู้ได้

ถ้าไม่รู้  ก็ไม่ใช่ปัญญา  ทำไมจะต้องมีสำนักปฏิบัติในเมื่อพระภิกษุท่านก็มีชีวิตปกติประจำวันตามพระวินัยบัญญัติและท่านก็อบรมเจริญสติปัฏฐานในเพศของบรรพชิตฆราวาสก็มีชีวิตอีกอย่างหนึ่งด้วยเหตุนี้พุทธบริษัทจึงต่างกันเป็นภิกษุ ภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาและทั้ง ๔ บริษัทสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ (คลิกที่นี่...สำนักวิปัสสนาทำลายคำสอนในพุทธศาสนาจริงหรือ)

ผู้ถาม ถ้าอย่างนั้น  เพศภิกษุมีโอกาสจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้มากกว่าฆราวาส

อ.สุจินต์ ผลทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุที่สมควร  การที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมไม่ใช่เพียงชั่วขณะสองขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ  แต่ต้องอบรมมานับชาติไม่ถ้วน

ถ้าจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะต้องอบรมปัญญาบารมีที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๔ อสงไขยแสนกัป  ถ้าเป็นพระอัครสาวกก็น้อยลงมา  ถ้าเป็นพระมหาสาวกก็น้อยลงไปอีก  ถ้าเป็นสาวกธรรมดาก็น้อยลงไปอีก  แต่ไม่ใช่เพียงชั่วขณะสองขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม

เพราะฉะนั้น  ใครจะทราบว่า  ภิกษุท่านใดได้อบรมเจริญเหตุที่สมควรแก่การรู้แจ้งอริยสัจธรรมมามากเท่าไร  หรือน้อยเพียงใด  และไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า ฆราวาสบุคคลนั้น  บุคคลนี้  ได้อบรมเหตุที่จะให้รู้แจ้งอริยสัจธรรมในอดีตกาลมาเนิ่นนานเท่าไร  ที่จะพร้อมรู้แจ้งอริยสัจธรรมในชาตินั้น ๆ

ด้วยเหตุนี้  ในพระไตรปิฎกจึงมีบุคคลที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมทั้งภิกษุและฆราวาสเป็นจำนวนมาก  และในครั้งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมและยังไม่ปรินิพพานนั้น  ก็มีภิกษุที่ไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม  แต่มีฆราวาสที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม

เพราะฉะนั้น  ก็ยากที่จะกล่าว  เพราะว่าต้องเป็นไปตามเหตุที่ได้สะสมมา  ถ้าเหตุที่สะสมมาควรที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมในชาติไหน  ในเพศใด  ก็รู้แจ้งอริยสัจธรรมในชาตินั้น  ในเพศนั้น  ถ้าในชาตินั้นเป็นบรรพชิตและรู้แจ้งอริยสัจธรรม  ก็เพราะได้สะสมปัจจัยมาแล้ว  หรือว่าในชาตินั้นสะสมปัญญาบารมีมาที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมในเพศที่เป็นฆราวาสก็ได้  "ขึ้นอยู่กับเหตุ"

เหตุจริง ๆ คือการสะสมให้เกิดปัญญาขึ้นรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริงได้ ขณะนี้เป็นความจริงเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรม ถ้าไม่รู้ก็ยังเป็นอวิชชายังเป็นวิจิกิจฉาความสงสัย ว่าเป็นนามธรรมอย่างไร เป็นรูปธรรมอย่างไร แต่พระอริยเจ้าดับความสงสัย เพราะว่าเกิดความรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น  ความสงสัยนี้ควรที่จะได้ถ่ายถอนออกไปด้วยปัญญาที่รู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ถ้าคิดว่ารู้ไม่ได้ในขณะที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน  นั่นชื่อว่า  ยังเป็นความสงสัยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ไม่ชื่อว่า ได้ดับความสงสัยในสภาพธรรมที่ปรากฏ

เมื่อปัญญาต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามปกติ  ตามความเป็นจริง ก็ควรที่จะอบรมสติปัฏฐานเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  เพื่อละคลายความไม่รู้  ซึ่งก็แล้วแต่อัธยาศัยของท่านผู้ฟัง  ท่านจะคิดอย่างไร  ท่านจะเข้าใจอย่างไร  ท่านจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร  แต่ ท่านก็ควรที่จะพิจารณาว่า  สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ปัญญารู้ได้ไหม  ถ้าไม่ใช่ปัญญา  รู้ไม่ได้แน่นอน

เพราะฉะนั้น  ควรอบรมไหม  ที่จะให้ปัญญารู้ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง  ซึ่งไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  เป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมที่กำลังปรากฏ  และการที่จะดับความไม่รู้  ความสงสัยในนามธรรมและรูปธรรม  ถ้ายังคงไม่รู้ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจะดับความสงสัยไม่ได้

(ติดตามข้อความต้นฉบับ ได้ที่  E-book แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๕๒ ตอนที่๕๑๑ – ๕๒๐   หน้าที่ ๔๘-๕๒ จัดทำ E-book โดย คุณศิรยา พุทธิวนิช)

และ ขอเชิญคลิกที่ลิงค์ด้านล่าง เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม...

-สำนักวิปัสสนาทำลายคำสอนในพุทธศาสนาจริงหรือ
-สำนักปฏิบัติ เป็นสำนักที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เซจาน้อย
วันที่ 3 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 4 พ.ย. 2562

   ขอบพระคุณ  และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaijaggrapad
jaijaggrapad
วันที่ 4 พ.ย. 2562

สาธุ​ๆ​ๆ​อนุโมทนา​ใน​กุศลจิต​ของ​ทุก​ๆท่าน​ครับ​

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ