Print 
พระธรรมประดิษฐานดีแล้ว ณ เกาะไต้หวัน เมื่อปี ๒๕๖๑
 
paderm
paderm
วันที่  29 ก.ย. 2561
หมายเลข  30131
อ่าน  4,350

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระธรรมประดิษฐานดีแล้ว ณ เกาะไต้หวัน เมื่อปี ๒๕๖๑

เนื่องด้วยสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ.นำโดย ท่านอ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เดินทางไปไต้หวันโดยการเชิญของชาวไต้หวัน คุณวิเซนต์ เพื่อเผยแพร่พระธรรมทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่วันที่ 3- 12 กันยายน 2561 ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งที่แสงของพระธรรมส่องไกลถึงผู้สะสมปัญญามา จะสมมติเรียกว่าชาวอะไร ก็ไม่พ้นจากขณะจิตที่เป็นไป และได้เข้าใจพระธรรมอันเป็นขณะที่ประเสริฐที่สุด

 ซึ่งมีชาวไต้หวันได้รับประโยชน์อย่างมากและสนใจเข้าใจพระธรรมที่ท่านอาจารย์สุจินต์กล่าวตามคำของพระพุทธเจ้าไว้ดีแล้ว  และ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อและเป็นโอกาสอันดีของพระธรรมที่ไต้หวันที่ไม่ใช่เฉพาะการเผยแพร่พระธรรมที่เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่สิ่งอัศจรรย์อันเกิดจาความถึงพร้อมตามเหตุปัจจัย ก็ได้มีการสนทนาธรรมเป็นภาษาไทยที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นประโยชน์กับชาวไทย ที่จะได้ฟังพระธรรมที่เข้าใจตามภาษาตน ถ่ายทอดทางยูทูปและเฟสบุ๊ค ครับ

  ที่มาที่ไปที่อัศจรรย์ของการเดินทางไปไต้หวันกลุ่มสนทนาธรรมภาษาไทย ขอเล่าที่มาที่ไปให้ทราบกันครับ เดิมทีเริ่มแรกทางไต้หวันเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ไปสนทนา ตั้งแต่วันที่ 3-15 กันยายน 2561  และมีโปรแกรมเที่ยว หลังจากสนทนาจบในวันที่ 9 กันยายน 2561 คือ เที่ยว 9-15 กันยายน 2561 ทางพี่เล็ก สุรภา และกลุ่มที่เดินทางไปประจำและเป็นผู้จัดการเดินทางไปต่างประเทศที่ต่างๆ เช่น อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เป็นต้น ให้กับ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา จึงอยากร่วมไปเที่ยวด้วยกับคณะท่านอาจารย์สุจินต์ ในโปรแกรมเที่ยวอย่างเดียว ทางกลุ่มจึงจองตั๋วระหว่างวันที่ 9-15 กันยายน 2561 ประมาณ 20 คน แต่ปรากฏว่าอีกหนึ่งเดือนต่อมาทางไต้หวันเปลี่ยนกำหนดการ เพราะยาวเกินไปจากเดิม 3-15 กันยายน 2561 เหลือ จบถึงแค่ วันที่ 12 กันยายน   ทางผมก็จะขอเลื่อนตั๋ว แต่ทางสายการบินต้องปรับค่าใช้เกือบทั้งหมดหากยกเลิกเปลี่ยนวันที่ของตั๋ว ทำให้เปลี่ยนไม่ได้ ทางพี่เล็กสุรภา จึงขอเชิญท่านอาจารย์สุจินต์อยู่ต่อพักผ่อน ท่องเที่ยวและสนทนาภาษาไทย ในวันที่ 12-15 กันยายน 2561 ตามตั๋วที่จองไปแล้ว 9-15 กันยายน 2561 จึงเป็นที่มาที่ไปของการเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ของกลุ่มสนทนาธรรมภาษาไทยที่ไต้หวัน ครับ

 

ธรรมเป็นเรื่องปกติ เบาสบายด้วยความเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมเกิดแล้ว กุศล อกุศล ไม่พ้นจากความเป็นธรรม ผู้ที่จะอบรมปัญญาเข้าใจถูก คือ ต้องเป็นปกติ ไม่ไปทำอะไรที่ผิดไปจากที่เคยเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น ขณะที่เที่ยว มีจริงเกิดแล้ว เพราะไม่พ้นจากธรรม ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ปัญญาสามารถเกิดได้รู้ความเป็นปกติของธรรมที่กำลังมี กำลังปรากฏที่สมมติว่าเป็นการเที่ยวได้ เพราะฉะนั้นกระทู้นี้ จึงเป็นกระทู้สบายๆปกติ ที่จะแนะนำผู้ที่ไม่เคยไปไต้หวัน และที่เคยไปไต้หวันแล้ว ได้รับข้อมูลและคำแนะนำในการไปสถานที่เที่ยวต่างๆ เพื่อประโยชน์กับคณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะที่จะเดินทางไปไต้หวันอีกหลายครั้งได้ประโยชน์จากกระทู้นี้ รวมทั้งสอดแทรกการสนทนาธรรมภาษาไทย ที่เนื้อหาสาระดีมากๆ ในกระทู้นี้เพื่อประโยชน์กับผู้อ่านได้เข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริงตามกำลังปัญญาของแต่ละคน ซึ่งในปีหน้าทางไต้หวันก็ได้เชิญท่านอ.สุจินต์ ในวันที่ 5- 16 กันยายน 2562 ที่เป็นการสนทนาภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และ ทางพี่เล็กสุรภา ก็ได้เชิญท่านอ.สุจินต์ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ไต้หวันคราวนี้  พักผ่อน ท่องเที่ยวและสนทนาธรรมภาษาไทย ต่อจากวันที่ 16 ถึงประมาณวันที่ 19 กันยายน 2562 เรียบร้อยแล้ว นับว่าการเดินทางไปไต้หวันปีนี้และปีหน้า ก็จะได้ประโยชน์กับผู้ที่เข้าใจธรรมแต่ละภาษาได้ครบถ้วน ครับ

ท่านอาจารย์และสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ออกเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2561  ส่วนทางคณะพี่เล็กสุรภา ตามไปในวันที่ 9 กันยายน 2561 คณะเราทั้งหมด 21 ท่าน คุณป้าเดือนฉาย กับ คุณป้าวรจินต์(คุณป้าตุ้ม) สมทบมาสองท่านสุดท้าย ได้อ่านโปรแรกมว่ามีเที่ยวและสนทนาภาษาไทย คุณป้าเลยไม่พลาด ก็โอเคครับ ไปไหนไปกัน ไปที่ชอบที่ชอบตามเหตุปัจจัย ก่อนมาเช็คสภาพอากาศ ฝนจะตก ช่วงวันแรกๆ คือ วันที่ 10 และ 11 แต่หลังจากที่ไปรับท่านอาจารย์ที่ไทเป ในวันที่ 12-15 กันยายน 2561 ที่จะพาท่านเที่ยว พักผ่อน และสนทนาภาษาไทย ไม่มีฝน อากาศช่างเป็นใจ 

พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เช้ากันครับ เดินทางไปไต้หวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ สามชั่วโมงครึ่ง เวลาบ้านเขาเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง ครับ   เช็คอินกันเรียบร้อย ถ่ายรูปกับยักษ์ก่อน แล้วก็ต่างคนต่างเข้าไป ช็อปปิ้งตามอัธยาศัย ตามโลภะ ตามธรรมทำกิจหน้าที่ ที่เป็นปกติเป็นธรรมไม่ใช่เรา

สามชั่วโมงครึ่งผ่านไป โดยสายการบิน การบินไทย เราเดินทางมาถึงไต้หวันเวลาบ่ายโมงของเวลาไต้หวัน ไต้หวันเป็นเมืองสะอาดครับ คล้ายๆญี่ปุ่นเลย อาหารการกินอร่อยมากๆ ไม่เค็ม(โดยทัวร์ไต้หวันเลือกจัดสรรให้ในร้านอร่อยๆ) และ ขนมก็อร่อยไม่หวาน ทางทัวร์ไต้หวัน จะพาเราไปทานอาหารร้านอร่อยๆ จัดเต็มทุกมื้อ

การเดินทางมาไต้หวันของกลุ่มคนไทยครั้งนี้ ได้จ้างบริษัททัวร์มืออาชีพของไต้หวัน ซึ่งมีทั้งไกด์ชาวไต้หวัน คือ คุณวันชัย ที่พูดและฟังภาษาไทยได้ และ ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่าน อ.สุจินต์ด้วยและได้เพิ่มความเข้าใจธรรมที่ถูกต้องที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน รวมทั้งมีไกด์คุณโจโจ้ ไกด์คนไทยมืออาชีพมาช่วยดูแลอีก เพื่อความสะดวกเรียบร้อยของทัวร์ทั้งหมดและคุณโจโจ้ก็ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านอ.สุจินต์เช่นกัน นับว่าเป็นประโยชน์กับทั้งสองท่านที่ทำหน้าที่ไกด์ ช่วยเหลือกลุ่มและได้ทำหน้าที่ของการได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีค่าที่สุดคือ การได้ฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม ครับ

เดินทางขึ้นรถกันแล้ว คุณวันชัยก็เสริฟของว่างก่อนทานอาหาร คือ ชานมไต้หวัน ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อและควรแก่การดื่มและซื้อไปฝาก รสชาติอร่อยมาก ไม่หวาน หอม และทานแล้วไม่มีปัญหานอนไม่หลับ ครับ หาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อของไต้หวัน  ครับ นี่คือชานม ที่ทีมคณะเราซื้อกันมา เยอะแยะมากมาย เอากลับบ้านกันครับ

สำหรับเรื่องอาหารแล้ว มาไต้หวันทั้งทีถ้าพลาดเมนูเด็ดของไต้หวัน ก็เหมือนมาไม่ถึง ซึ่งหนึ่งในเมนูที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆคงหนีไม่พ้น “ชาบูหม้อไฟสไตล์ไต้หวัน” หรือที่เรียกกันว่า หม่าล่า(Mala) ซึ่งมีร้านชาบูอยู่เยอะมากๆเรียกได้ว่าเดินไปตามถนนบางย่านเจอเยอะพอๆกับร้านสะดวกซื้อเลย ครับ แต่จะมีเจ้าไหนอร่อยดังๆ คุ้มค่า

หิวกันแล้ว มื้อแรกที่ผมจองอาหารให้ ที่เรียกว่า วัยรุ่นคนไทยและคนไทยที่มาไต้หวัน คือ ชาบูไต้หวัน  คนไต้หวันชอบทางชาบู ครับ ลวกๆ จิ้มๆ แต่ ร้านที่มีชื่อเสียง และ คุ้มค่า ที่จองไว้ ชื่อ  Mala Yuanyang Hotpot สาขา ximen พิกัดนี้เลย : https://goo.gl/maps/zB7ir

ร้านนี้เป็นแบบบุฟเฟ่ต์  กินได้ไม่อั้น ภายในเวลา 2 ชั่วโมง  แต่ถ้ามาเองต้องต่อคิวคนเยอะมากครับ แต่มากับทัวร์ไต้หวัน สบายเขาล็อกที่ให้ ไปถึงก็ทานได้เลย อาหารทะเลไม่อั้น อื่นๆอีกมากมาย ไอศครีมอร่อยมากๆ ไม่อั้น Haagen-Dazs 4 ตู้ 16 รส และมี Movenpick อีก 2 ตู้ 8 รส

เลยบอกกับสายแข็งทั้งหลาย มี พี่วรรณีและพี่หญิง คุณป้าเดือนฉาย เป็นต้น ทานให้คุ้มนะครับ อ่ะไม่พูดมาก เจ็บคอ ทานเลย 555

 

ซุปมาแล้วครับ  ทางซ้ายเป็น Vegetable Energy Soup รสออกจืดๆหวานนิดๆติดปลายลิ้นเวลาทานเราจะเอาผัก ลูกชิ้น หรืออะไรที่ต้องใช้เวลาต้มแช่ไว้ฝั่งนี้ ครับ ส่วนอีกซุปหนึ่ง เรียกว่า ซุปหม่าล่า มีรสชาติเผ็ดนะครับ แต่ แล้วแต่จะเติมให้เผ็ดมากหรือเผ็ดน้อย  ซุปหมาล่า คือ ซุปที่ใส่ฮวาเจียว(พืชชนิดหนึ่ง)รสชาติเผ็ดแบบชาๆ ลิ้น ไม่ใช่เผ็ดร้อนแบบบ้านเรา อีกด้านหนึ่ง คือ Mala Spicy Soup สีโหดมากนะของจริง แค่ดมก็เผ็ดแล้วเราใช้แกว่งเนื้อในนี้ จะได้มีรสชาติและไม่เลี่ยน  รสชาติน้ำซุปเผ็ดๆอร่อยๆ

ถ้าพูดถึง ฮวาเจียว หรือ มะแขว่น ชื่อ ภาษาอังกฤษ ( Zanthozylum limonella Alston ) ชาวเหนือ หรือ แถบอีสานตอนเหนือ น่าจะรู้จักดี เพราะเจ้า ฮวาเจียว เนี่ย นิยมนำมาทำอาหาร เช่น ย่าง ต้ม ทอด คั่ว แล้วแต่จะปรุงเลยล่ะ รูปลักษณ์ของมันจะคล้ายๆ พริกไท แต่รสชาติแตกต่างกับพริกไท ด้วยเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของเจ้า ฮวาเจียว เนี่ย มันจะมีความรู้สึก หอม เผ็ด ชาลิ้น เหมือนรู้สึกซ่าๆ หน่อย แต่เวลาทำประกอบ อาหารนี่เข้าท่า แถมเป็น หัวใจของ เมนู หม่าล่า เลยทีเดียวเพราะถ้าขาดมัน หม่าล่า จะไม่อร่อยเลย

เทคนิคการกินสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับน้ำซุปหมาล่า คือ แค่เอาเนื้อต่างๆ ไปแกว่งๆ ในน้ำซุปหมาล่าให้สุกก็พอ ไม่ควรเอาผักลงไปต้ม เพราะความเผ็ดจะเข้าเนื้อผัก และทำให้ไม่อร่อย

สายอ่อน สายแข็ง จัดไป ใครว่าอาหารไต้หวันไม่อร่อย อร่อยจริงอร่อยจุง ตามเหตุปัจจัย ตามกรรมที่ได้สะสมกันมา  กินกัน บอกไม่ต้องรีบ สองชั่วโมง 

 ครบเวลา ไม่ไหวกันแล้ว สมาชิกในทีม บอกไกด์ว่าถึงเวลาไปช้อปปิ้งแล้ว มาไต้หวัน ของช้อปเยอะมากๆ ตลาดกลางคืนที่ขายของก็เยอะมาก  

ที่ช้อปปิ้งที่แรกที่เราไปกันและใกล้ร้านอาหารที่เราทานและใกล้ที่พัก ชื่อ Ximending ซีเหมินติง(西門町)มีฉายาว่า ฮาราจูกุแห่งไทเป(Harujuku of Taipei) ซึ่งเป็นแห่งช้อปปิ้งของวัยรุ่นชื่อดังอยู่ที่มหานครโตเกียวประเทศญี่ปุ่น

Ximending ซีเหมินติง(西門町)เป็นย่าน ช้อปปิ้งไต้หวัน ที่คนไต้หวันชอบไปมากที่สุด และซีเหมินติงก็ยังเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดเช่นกันเด็กวัยรุ่นไต้หวันก็ชอบไปรวมตัวกันที่นั่น และยังมีคนที่มีความสามารถในด้านต่างๆไปแสดงโชว์แถวนั้นด้วย

ของช้อปปิ้งเยอะมาก ทีมเราเจออะไรเข้าหมด ร่ม รองเท้า น้ำมะระที่ขึ้นชื่อ อื่นๆอีกมากมาย วันแรกก็ลุยกันแล้วครับ

บรรยากาศของย่าน Ximending ซีเหมินติง(西門町) ก็คล้ายๆ สยามบ้านเราที่ทุกคนจะมาช้อปปิ้งที่นี่ ของถูกครับที่นี่ รองเท้าก็ถูก ของอื่นๆก็ถูก บรรยากาศสบายๆ ลมเย็นสบายๆ เดินกันจึงถึงสองสามทุ่ม ไม่ไล่ไม่กลับ 555

ค่ำนั้นกว่าจะถึงโรงแรม ก็สองสามทุ่ม แต่ก็อิ่มและสนุก  เตรียมตัวเที่ยวในวันพรุ่งนี้ อุทยานแห่งชาติริมทะเลทางตอนเหนือของไต้หวัน  อุทยานเย่หลิว Yehliu Geopark (野柳地質公園)

Park city hotel Taipei

โรงแรมที่พักที่ไทเป 3 คืน ครับ Park city hotel Taipei  แนะนำโรงแรมนี้ครับ ถ้าจะมาไต้หวัน เมืองไทเป เพราะโรงแรมติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน  คนไต้หวันโดยเฉพาะเมืองหลวงไทเป เขาจะไปไหนจะใช้รถไฟใต้ดินเป็นหลัก เพราะ ไปถึงได้ทุกที่  แต่กลุ่มเราใช้รถส่วนตัวคันใหญ่เป็นหลัก เพราะ จะไปที่ไหนอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ครับ โรงแรมนี้อาหารดี อร่อยมาก หลากหลาย ห้องพักดีครับ และ แถมมีฟิตเนสใหญ่มาก มีลู่วิ่งอื่นๆมากมาย เรียกว่าครบ ทั้งทำเล อาหาร ห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวก ครับ 

เช้าวันที่ 10 กันยายน 2561 เพิ่งวันที่สองเอง ทำไมเหมือนผ่านอะไรมาที่ไต้หวันเยอะจัง ตากล้องก็เยอะ ถ่ายกันไม่หยุด เห็นกล้องกันไม่ได้เลยครับ เช้ามาที่บนตึกโรงแรม PARK CITY หลังทานอาหารเสร็จ เตรียมขึ้นรถ ก็ถ่ายรูปกันก่อนครับ

เช็คสภาพอากาศวันนี้มีฝนเยอะทีเดียว เตรียมร่มและเสื้อกันฝนกันไปครับ วันนี้เราจะไปเที่ยวสองอุทยานเย่หลิว Yehliu Geopark (野柳地質公園) และ อีกที่ คือ เมืองจิ๋วเฟิ่น เมืองสวยงาม นั่งรถออกมาฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกเล็กน้อยเป็นระยะ ประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ก็ถึง อุทยานเย่หลิว Yehliu Geopark (野柳地質公園) อากาศสดชื่นมากๆ ช่วงสายๆ ฝนตกบ้างเล็กน้อย และก็หยุดตก สลับกันไป

 

อุทยานเย่หลิว Yehliu Geopark (野柳地質公園)เป็นอีกสถานที่ๆ Must Go (ต้องไปให้ได้) ของประเทศไต้หวันเลยก็ว่าได้ อุทยานเย่หลิวตั้งอยู่ในภาคเหนือของเกาะไต้หวัน ตำบลว่านหลี่ (Wanli District)

พื้นที่ของอุทยานเย่หลิวมีลักษณะเป็นแหลม(ส่วนของผืนดินที่ยื่นเข้าไปในทะเล) ทำให้อากาศแถวนั้นดีมาก และได้กลิ่นอายของทะเล

พื้นที่ของอุทยานเย่หลิวมีลักษณะเป็นแหลมทอดยาวออกไปในทะเลยาว 1,700 เมตร มีอายุยาวนานนับล้านปี เป็นแนวหินปูนเกิดจากการเคลื่อนตัวทางธรณีวิทยาจากเทือกเขา Datun และอิทธิพลของคลื่นลมทะเลทำให้เกิดการผุกร่อนเปลี่ยนแปลงเป็นรูปร่างในลักษณะแปลกตาแตกต่างกันออกไป

นับเป็นภูมิทัศน์ทางธรณีวิทยาที่หาได้ยากและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง และจากความแปลกตานี้เองที่ทำให้อุทยานเย่หลิวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจบวกกับความช่างจินตนาการที่มีการเปรียบเทียบลักษณะของหินแต่ละชิ้นกับรูปทรงต่างๆ ของผู้คน อาทิ หินรองเท้านางฟ้า (仙女鞋), หินทะเลเทียน (燭台石), หินช้าง, หินไอศกรีม, หินเศียรเจ้าหญิงและอื่นๆ อีกมากมาย และที่เป็นไฮไลท์และมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวรอถ่ายรูปด้วยมากที่สุดคือ หินเศียรราชินิ (Queen’s Head, 女王頭) ซึ่งรอให้คุณไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

ทีมเรารู้สึกชิวมาก เพราะอากาศดีมากๆ เย็นสบาย และ ไอของคลื่นทะเล เดินถ่ายรูปไป คุยกันไป ปกติของธรรมเป็นไปเจอหินแปลกๆ ก็ถ่ายรูปกันไป ไฮไลท์หินเศียรราชินี เข้าตั้งชื่อกันมาอย่างนั้น เพราะดูเหมือนเศียรราชินี ทั้งหมดก็ไม่พ้นจากคิด ถ้าไม่มีสภาพธรรม คือ สิ่งที่ปรากฏทางตาแล้ว ก็จะไม่มีเรื่องราว รูปร่างสัณฐานและสมมติเรียกว่า นี่คิอหิน และนี่คือ หินราชินี เพราะฉะนั้นก็ถูกปกปิดด้วยความคิด มโนทวารปิดบังปัญจทวาร ไม่ให้รู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฎเพราะเห็นแล้วคิดต่อทันทีอย่างรวดเร็ว จนกว่าจะปัญญาเกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดในขณะนั้นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาที่เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ครับ

ขอนำคำบรรยาย ท่านอาจารย์สุจินต์มาประกอบเพื่อประโยชน์ในการเกิดขึ้นของปัญญา ครับ

ท่าน อ.สุจินต์..ชีวิตปกติที่มีกิเลสจริงไหม ไม่ใช่ฟังเผิน ๆ แล้วผ่านไป จะไม่ได้สาระ แต่ต้องยอมรับว่า เพราะไม่รู้ เวลานี้เห็นก็ไม่รู้ ได้ยินก็ไม่รู้ เป็นชีวิตที่มีกิเลสที่ไม่รู้

เพราะฉะนั้น ต้องไตร่ตรองแต่ละคำ แต่ละประโยคจนเข้าใจขึ้น แม้แต่คำถามว่า เดี๋ยวนี้ใช่ไหม ต้องตรง เดี๋ยวนี้มีกิเลสเพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ชีวิตปกติหรือเปล่า ปกติมีกิเลส เปลี่ยนให้เป็นปกติไม่มีกิเลสได้ไหม ไม่ได้ นี่คือเป็นผู้ตรง

ผู้ถาม..ถ้าเปลี่ยนเมื่อไรก็ไม่ปกติ

ส.     ถูกต้อง ก็ปกติมีกิเลสแล้วจะเปลี่ยนให้ไม่มีกิเลสได้อย่างไร ผิดทันที ไม่ได้ฟังพระธรรมด้วยความเข้าใจเลย คำสอนเป็นที่พึ่ง ที่กล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง คือมีคำสอนที่ทำให้เกิดความเห็นถูก เข้าใจถูกจนสามารถรู้จริง ๆ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยในสิ่งที่กำลังปรากฏ

ผู้ถาม..อบรมปัญญาด้วยชีวิตปกติที่ยังมีกิเลส

ส.     กำลังฟังอะไรคะ กำลังฟังเรื่องที่มีจริง ๆ จะใช้คำว่า ฟังธรรมะก็ได้ เป็นปกติไหม ก็เป็นปกติ

ผู้ถาม..แม้ดูเหมือนสนใจพระพุทธศาสนา และเดือดร้อนในกิเลส

ส.     เดือดร้อนในกิเลสมีจริง ๆ ไหมคะ

ผู้ถาม..มีจริง

ส.     ถูกหรือผิด ถึงมีจริงก็ไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เห็นชัดเลยระหว่างรู้กับไม่รู้ มีกิเลสแล้วเดือดร้อน จะรีบไปทำให้หมดกิเลส นั่นผิดเลย เพราะเหตุว่ารีบได้อย่างไร กิเลสตั้งแสนโกฏิกัปที่สะสมมาด้วยความไม่รู้ แล้วจะไปทำอะไร ใครทำก็ผิดแล้ว ไม่มีเราเลย ยังไม่เข้าใจคำว่า “ภาวนา” คืออบรมให้สิ่งที่ยังไม่มีมีขึ้น ให้สิ่งที่มีแล้วเพิ่มขึ้น 

 เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ภาวนาให้ไม่รู้เลย หรือให้ไม่รู้ยิ่งขึ้น แต่ภาวนาเพื่อให้เห็นถูกทีละเล็กทีละน้อย ถ้าไม่ฟังเลย จะเห็นถูกได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

 ผู้ถาม...ที่มาฟังธรรมเพราะมีกิเลสมาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามาฟังธรรม แล้วมีตัวตนไปดับกิเลสได้ตามที่ต้องการ

 ส.     ก็ผิดอีก เพราะไม่เข้าใจว่า  ธรรมะคือไม่ใช่เรา ทุกอย่างเป็นอนัตตา อกุศลก็มีปัจจัยเกิดขึ้น กุศลก็มีปัจจัยเกิดขึ้น จนกว่าจะเข้าใจมั่นคง ค่อย ๆ เริ่มเข้าใจ กว่าจะละคลายความเป็นเรา จนหมดความเป็นเราตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามต้องการ หรือคิดหวัง หรือเข้าใจผิดคิดว่า ไม่มีเราอีกต่อไปแล้ว โดยไม่รู้อะไรในขณะนี้

 ผู้ถาม..มีชีวิตปกติตามฐานะของแต่ละคน ตอนนี้เป็นปุถุชนที่มีกิเลสมากก็เป็นปกติ

 ส.     ตามการสะสมด้วย กิเลสก็ต่าง ๆ กันไป หลากหลายแต่ละหนึ่ง นั่นคือปกติของธรรมะที่สะสมมาที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างเป็นปกติ

ผู้ถาม..แต่เข้าใจยาก

ส.     เดี๋ยวนี้มีธรรมะ ฟังแล้วเข้าใจ อยากทำอะไร

ส.     เป็นไปได้ไหม

ผู้ถาม..ไม่ได้ แต่ตอนโลภะเกิด มีโมหะด้วย

 

ส.     แล้วพระธรรมมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ให้รู้ความจริงว่า บังคับไม่ให้อยากไม่ได้ แต่รู้ตามความเป็นจริงว่า อยากไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เห็นโทษแล้ว เพราะอยากจึงผิด ไม่เป็นปกติเลย เมื่อไรที่ค่อย ๆ เข้าใจว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมะ นั่นถูกต้องที่สุด

ผู้ถาม...ชีวิตจริงๆที่เป็นชีวิตของธรรมะ ท่านอาจารย์จะอธิบายชีวิตขณะนี้อย่างไร

ส.  ถ้าไม่มีจิต สภาพรู้หรือธาตุรู้ ขณะนี้กำลังเห็นเป็นจิต ขณะนี้กำลังได้ยินเป็นจิต ขณะนี้ที่กำลังคิดนึกก็คือจิต ทุกขณะในชีวิตประจำวันเป็นจิต เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีจิตกับเจตสิกก็จะไม่มีชีวิตเลย

เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ใครรู้บ้างว่า จิตแต่ละหนึ่งที่สะสมมาเป็นแต่ละบุคคลมีกุศลมากหรือมีอกุศลมาก มีความดีมากหรือมีความชั่วมาก ไม่ใช่ว่าเราจะพูดถึงคนใดคนหนึ่ง แต่พูดถึงธรรมะ คือสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่ของใครเลย และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วย แลกกันก็ไม่ได้ 

แต่สิ่งที่ควรรู้ก็คือว่า แต่ละจิต โดยเฉพาะจิตของแต่ละบุคคลที่ยึดถือว่าเป็นเรา ดีชั่วขนาดไหน และชีวิตก็สั้นแสนสั้น เพียงแต่ขณะนี้ถ้าจิตไม่เกิดก็คือไม่มีชีวิตอีกต่อไป

เพราะฉะนั้น แต่ละ ๑ ขณะที่เป็นชีวิตที่มีอยู่ ประโยชน์สูงสุดก็คือว่า เป็นจิตที่ดี ไม่ใช่จิตที่เป็นอกุศล เพราะเหตุว่าถ้าเป็นจิตที่ไม่ดี เป็นอกุศลเกิด ผลก็อย่างที่เราเห็น มีตาแบบไหน แบบช้าง แบบมด หรือแบบมนุษย์ หรือแบบเทวดา ทั้งหมดเป็นธรรมะซึ่งไม่มีใครสามารถดลบันดาลได้เลย 

แต่ก็มีแล้วตามที่เห็นทุกวันว่า เป็นธรรมะที่เลือกไม่ได้เลย และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร มีตาเพื่อเห็น หรือมีตาแล้วไม่เห็น แล้วจะมีตาไว้ทำไม แต่เพราะเหตุว่าตาสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะขณะนี้ที่ปรากฏได้เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น

นี่คือความละเอียดของชีวิตซึ่งไม่ใช่ของใคร แต่ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอกุศลธรรม แม้แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็สามารถเป็นทุกข์ได้ เจ็บตาก็ได้ เป็นโรคหูก็ได้ จมูก บางคนก็หายใจไม่ออก เป็นไซนัส ลิ้นก็เป็นเม็ดมีหนองไหลก็ได้ กายก็เห็นแล้วแต่

บางคนก็มีหน้าช้างเพราะมีเนื้อทั้งหมด อันนี้ไม่ใช่ที่ประเทศไทย แต่ข่าวหลากหลายจากทุกมุมโลกที่สามารถได้ยินได้ฟัง ก็จะได้เห็นความวิจิตรของทั้งรูปธรรม รูปร่างกายและนามธรรมยิ่งละเอียดกว่านั้น

เพราะฉะนั้น แต่ละ ๑ ขณะ ก็กำลังเป็นไปในขณะนี้ ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง ไม่มีใครสามารถรู้ว่า ทุกอย่างที่ปรากฏขณะนี้เป็นผลซึ่งมาจากเหตุ ต้องเป็นไปตามเหตุ ไม่ว่าสุขทุกข์ใดๆ ก็เป็นเรื่องยาวอย่างที่เราฟังกันมามากในเรื่องของสภาพธรรมะที่มีจริง 

แต่ฟังทั้งหมดเพื่อเข้าใจความจริงว่า สิ่งที่ปรากฏขณะนี้เคยมีใครคิดบ้างไหมว่า ปรากฏได้อย่างไร อย่างเห็น เห็นจนชิน ไม่รู้ว่า น่าอัศจรรย์ มีธาตุเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป แม้แต่ได้ยินขณะนี้มีเสียงปรากฏ ก็มีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง แล้วก็ดับไป นี่คือชีวิตทุกขณะเลย ไม่ว่าโลกไหน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในนรก เป็นเปรต อสุรกาย บนสวรรค์ชั้นไหนก็ตาม สภาพธรรมะก็มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

หลังจากจบเที่ยวอุทยานเย่หลิว Yehliu Geopark (野柳地質公園)แล้ว ถึงขนาดต้องไล่กลับขึ้นรถได้แ้ลว เกินเวลา ต้องไปรับประทานอาหารกลางวัน จองร้านพิเศษไว้ ที่เป็นร้านสัญลักษณ์ของเมือง จิ่วเฟิ่น ชื่อร้าน A MEI TEA HOUSE หรือ ร้านน้ำชาโคมแดง ที่ใครมาเมืองจิ่วเฟิ่น ไม่มาถ่ายรูปร้านนี้ ก็เหมือนมาไม่ถึง

จิ่วเฟิ่น(Jiufen , 九份)นับเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเมืองไทเป และอยากสัมผัสบรรยากาศหมู่บ้านที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิมท่ามกลางหุบเขา ซึ่งมีไฮไลท์เป็นถนนโบราณจิ่วเฟิ่นที่มีลักษณะเหมือนถนนคนเดิน ขายของท้องถิ่นมากมายหลายชนิด อาทิ อาหารและขนมแบบท้องถิ่น ของกระจุกกระจิก สินค้าแฮนด์เมด

พอลงจากรถ ฝนก็เทลงมาเลยครับ ไม่เบาแล้ว รีบเดินใส่เสื้อกันฝนมาที่ร้านอาหารที่เราจองไว้ ทานกันที่ร้าน A MEI TEA HOUSE  กันเลย สาวๆกับเสื้อกันฝน เห็นร้านสวยๆ ก็ไม่วายถ่ายรูปกัน ตลอดทาง

ปกติร้านนี้จะมองเห็นวิวริมทะเล แต่ฝนตกฟ้าปิดก็มองไม่เห็นกัน ครับ

ทานเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย ฝนไม่เกี่ยว ไม่สน พร้อมชน ช็อปต่อครับ ที่จิ่วเฟิ่นของช็อปเยอะมากครับ ทั้งของกินก็อร่อย ของฝากก็เยอะ

แนะนำก่อนเลยครับ ไอติมม้วนถั่วตัดผักชี A-Zhu Peanut Ice Cream Roll ร้านดังแห่งจิ่วเฟิ่น ใครมาไต้หวันไม่ได้กินไอติมถั่วตัดผักชี ถือว่าไม่ได้มาจิ่วเฟิ่นนะครับ เพราะร้านเค้าดังออกรายการทีวีทั้งทีวีไต้หวัน และทีวีไทยเลย ไอติมเค้ามีเอกลักษณ์ แถมบริการดี สุภาพ ยิ้มแย้ม ที่สำคัญอร่อยมากๆครับ หวานน้อย เข้ากับผักชี อย่างไม่น่าเชื่อ

ทีมเราก็ไม่พลาดทานกัน 

ช้อปต่อไปครับ ของฝากที่แนะนำ ดีมากๆ น้ำนมแอลมอนต์ดีมากครับ

คือ ชิมแล้วรสชาติดีมาก รสดี ไม่หวาน อร่อยๆครับ

ผลไม้ก็เยอะ เรียกว่าช้อปกันยาวๆ กว่าจะเลิกกันก็เย็นครับ ไปๆครับ ไปทานมื้อเย็นกัน

วันนี้เรามาทาน ที่เมืองไทเป มื้อเย็น ที่ร้านภัตตาคารดังที่มีชื่อ ที่ทัวร์ไต้หวันจัดเยอะจัดเต็มมาให้คณะเราครับ ทานเสี่ยวหลงเปากันครับ

เสี่ยวหลงเปาเป็นอาหารจีนที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างขนมจีบและฮะเก๋า ความอร่อยของเจ้าเสี่ยวหลงเปาอยู่ที่น้ำซุปร้อนๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในแผ่นแป้งบางๆ เมื่อนึ่งแล้วไอน้ำที่อยู่ภายในจะกลั่นตัวเป็นน้ำแกงและถูกขังอยู่ข้างใน เวลาทานพร้อมกันกับไส้แล้วฟินจริงๆ แต่อย่างที่บอกไปว่า มันทานยากพาลจะลวกลิ้นเอาได้ง่ายๆ 

เคล็ดลับในการทานเสี่ยวหลงเปา

ขั้นตอนแรก หลังจากที่เสี่ยวหลงเปาถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ พร้อมกับอาหารจีนชนิดอื่นๆ ก็ให้เริ่มต้นด้วยการคีบเสี่ยวหลงเปาด้วยตะเกียบออกจากเข่งแล้ววางลงบนช้อน จากนั้นใช้ตะเกียบฉีกจุกที่อยู่ด้านบนของเสี่ยวหลงเปาออกจนเกิดรู แล้วใช้ตะเกียบจับเสี่ยวหลงเปาพลิกเพื่อเทน้ำแกงลงในช้อน ขั้นตอนต่อมา คีบเสี่ยวหลงเปาไว้ด้วยตะเกียบ แล้วค่อยๆ กินน้ำแกงที่อยู่ในช้อนก่อน จึงรับประทานตัวเสี่ยวหลงเปาที่ไม่มีน้ำแกงแล้วด้วยตะเกียบ แบบเดียวกับการคีบขนมจีบขั้นตอนสุดท้าย เป็นช่วงเวลาดื่มด่ำความอร่อยให้ฟินกันไปเลย

เป็นการจบภารกิจการทานเสี่ยวหลงเปา มื้อเย็น ที่ร้านภัตตาคารชื่อดัง จบแล้วยังไม่พอ ช็อปต่อครับ ตอนค่ำที่ตลาดกลางคืน Shinlin Market ตลาดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในไทเปครับ ไม่ค่ำไม่นอนครับ ช็อปแล้วค่อยนอนได้ สบายใจ

Shinlin Market  จบภาระกิจวันที่ 10 กันยายน 2561 แค่สองวัน รู้สึกนานมากครับ แต่ทั้งหมด ก็เพียงเห็น เห็นแล้วก็ดับหมด ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม จนกว่าจะค่อยๆเข้าใจความจริง เข้าใจความเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ครับ

เช้าวันที่ 11 กันยายน 2561 วันนี้เช็คอากาศแล้ว สดใส ไร้ฝน โปรแกรมของเรา คือ เที่ยวอุทยานแห่งชาติ yangmingshan national park บ่ายไป อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก Chiang Kai-Shek Memorial Hall เย็นๆไป กระเช้าเมาคง Maokong Gondola ชมบรรยากาศเมืองไทเปที่สวยงาม  เรียกว่าโปรแกรมแน่นจริงๆครับ 

ที่หน้าล็อบบี้โรงแรมรอขึ้นรถ สดใสกันทั้งทีมครับ ฝนไม่สามารถทำอะไรให้คุณพี่และคุณป้าป่วยได้เลย ยอมใจจริงครับ

แต่ๆเดี๋ยวก่อน ก่อนไปอุทยานแห่งชาติ ทัวร์พามาอีกแล้ว มาช้อปขนมไต้หวัน ที่ร้านพายสับปะรดเหว่ยเก๋อ

 ร้านพายสับปะรดเหว่ยเก๋อที่เปิดขายขนมพายสับปะรด鳳梨酥 (Fènglí sū) มาตั้งแต่ปี1992 ด้วยประสบการณ์ในการอบขนมมานานกว่า20ปี ความเอาใจใส่ในคุณภาพของวัตถุดิบ และการรักษามาตรฐานตลอดจนการคิดค้นพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกมาสู่ตลาด ทำให้ร้านขนมเหว่ยเก๋อได้รับรางวัลจากทางรัฐบาลไต้หวันหลายครั้ง

โอ้โห ซื้อกันเป็นลังๆเลยครับ เขาไม่ได้แจกฟรีนะพี่ 555 ที่ร้านเขามีบริการให้ดูโรงงานที่มาที่ไปการทำขนม แสงสีเสียงสวยงามมากครับ มาไทเปไม่ควรพลาดนะครับ

ขนมเขาอร่อยครับ มีหลายรส ข้อดี คือไม่หวาน คือ หวานไม่มาก ไม่เหมือนขนมของญี่ปุ่นครับ  ทีม ซื้อกันเยอะมากๆ เป็นลังๆ น้ำหนักจะพอกลับกันไหมครับ

สบายๆมีความสุขได้ช็อปตั้งแต่เช้าก่อนเที่ยว ธรรมเป็นอนัตตาตั้งแต่แรกเริ่มครับ

หมดภารกิจช็อป พวกเราก็มาที่สถานที่ที่สวยงามมากๆๆ ทั้งวิวทิวทัศน์ อากาศสดชื่น แดดแรงแต่ไม่ร้อน และ ท้องฟ้าเป็นใจ ฟ้าใส ฟ้าสีฟ้าจริงๆ ณ อุทยานแห่งชาติ yangmingshan national park 

อุทยานแห่งชาติหยางหมิงชาน(Yangmingshan National Park, 陽明山)เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังยอดฮิตของเมืองไทเป ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไทเปไปทางเหนือประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นเทือกเขาที่กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ถึง 7 หมื่นกว่าไร่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งจุดแคมป์ปิ้ง, เส้นทางเดินป่า, ปีนเขา, ชมสัตว์ป่า, น้ำตก, ต้นไม้, ป่าไม้, บ่อน้ำแร่ มีสภาพเป็นป่าเขาแบบอบอุ่น และมีความหลากหลายทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่เป็นภูเขาไฟที่แม้จะมอดดับไปแล้วก็ยังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาอยู่ มีความสูงตั้งแต่ 200 ถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ที่นี่สำหรับผมแล้วสวยมากจริงๆครับ ดื่มด่ำกับภาพบรรยากาศแล้ว ขอนำพระธรรมที่ท่านอาจารย์สุจินต์ กล่าวได้ดีมากๆ ได้อ่านพร้อมภาพกันครับ

ท่าน อ.สุจินต์...ทุกคนก็จะเห็นได้ว่า ชีวิตชาติหนึ่งๆ มากหรือน้อยสำหรับการอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมเพิ่มขึ้น เพราะว่าวันหนึ่งๆ ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายของธุรกิจการงานต่างๆ

แล้วก็ยังมีการรื่นเริง การขวนขวายเพลิดเพลินพักผ่อนต่างๆ การที่จะสนุกสนานโดยวิธีฟังเพลงบ้าง หรือวาดภาพบ้าง หรือซื้อของบ้าง ปรุงอาหารบ้าง ปลูกต้นไม้บ้างในวันหนึ่งๆ

เพราะฉะนั้นชีวิตของชาติหนึ่งที่ปัญญาจะเจริญขึ้น ที่จะอบรมเจริญความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมจะมากหรือจะน้อย 

เพราะว่าบางชีวิตก็สั้นมาก บางชีวิตก็อาจจะยืนยาวพอสมควร แต่ก็เป็นชีวิตที่ไร้สาระ เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะต้องจากโลกนี้ไป หมดสภาพความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็สะสมกุศลบ้าง อกุศลบ้าง มากน้อยต่างๆกันไป 

แต่ว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ต้องจากเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆของโลกนี้โดยสิ้นเชิงในวันหนึ่ง