ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา อาสาฬหบูชา ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  19 ส.ค. 2558
หมายเลข  26943
อ่าน  1,876

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้จัดให้มีการสนทนาธรรมเป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชา โดย ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการ และ คณะวิทยากร อ.นิภัทร พจนปฏิภาณ อ.ธนิต ชื่นสกุล รศ.สงบ เชื้อทอง ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ อ.ธีรพันธ์ ครองยุทธ อ.กุลวิไล สุทธิลักษณวนิช อ.ธิดารัตน์ หอมจันทร์ อ.วิชัย เฟื่องฟูนวกิจ และ อ.คำปั่น อักษรวิลัย

โดยในวันนี้ นอกจากจะเป็นการจัดให้มีการสนทนาธรรม เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาแล้ว วันนี้ ยังเป็นวันที่ทางมูลนิธิฯ ได้จัดแสดงพระรัตนบุษยภาชน์อโศกมหาราชปริวรรตจำลอง จำนวน ๓ องค์ ที่ทางมูลนิธิฯ ได้จัดสร้างขึ้นใหม่ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธาตุของพระอัครสาวกทั้งสอง คือพระธาตุของท่านพระสารีบุตร และพระธาตุของท่านพระมหาโมคคัลลานะ โดยจำลองจากพระรัตนบุษยภาชน์ฯ องค์เดิม ที่ทางมูลนิธิฯ ร่วมกับผู้มีศรัทธาสร้างและนำไปถวายไว้ยังพระมูลคันธกุฎี เมืองสารนาท พาราณสี เพื่อครอบสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านที่สนใจสามารถคลิกชมภาพการถวายพระรัตนบุษยภาชน์ดังกล่าว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ได้ที่นี่....ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ประเทศอินเดีย ๒๓ - ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ [ตอนที่ ๓]

ก่อนสนทนาธรรมในช่วงเช้า ได้มีพิธีบรรจุและอัญเชิญแกนผอบที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ ที่เคยประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำประดับอัญมณี ๓ องค์ ที่ทางมูลนิธิฯ จัดสร้างและถวายไว้ที่พุทธคยา ซึ่งในภายหลังได้จัดสร้างแกนผอบที่ประดิษฐานฯใหม่ที่ทำจากทองคำประดับอัญมณีไปแทน และขอรับแกนผอบที่ประดิษฐานฯ องค์เก่า กลับมา (คลิกอ่าน : ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มูลนิธิฯ วันแสดงเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

อาจารย์ดวงเดือน บารมีธรรม รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้อัญเชิญพระธาตุของท่านพระสารีบุตร และพระธาตุของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยังแกนผอบที่ประดิษฐานองค์เก่า ซึ่งได้นำมาจากพุทธคยา สำหรับพระบรมสารีริกธาตุของพระอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พลตรี ดร.วีระ พลวัฒน์ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิฯ และอาจารย์พีรพล คล้ายณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับอัญมณี วิทยาลัยช่างทองหลวง ผู้สร้างพระรัตนบุษยภาชน์ทั้งองค์จริงและองค์จำลอง แจ้งว่า ได้ตรวจพบสปอร์ของพระบรมสารีริกธาตุ ภายในแกนผอบที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้นำมาจากพุทธคยา เป็นจำนวนมาก นับเป็นบุญของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

จากนั้น ได้ประกอบแกนผอบที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุ เข้ากับฐานภายในองค์พระรัตนบุษยภาชน์จำลอง ซึ่งได้จัดสร้างจากขึ้นอย่างสวยงาม วิจิตรบรรจงอย่างยิ่ง ด้วยศรัทธาของทุกๆ ท่าน ซึ่งจะได้ประดิษฐานไว้ยังอาคารมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ชื่นชมสักการะบูชาสืบไป

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาบางตอนของวันนั้น มาฝากให้ทุกๆ ท่านได้พิจารณาเช่นเคย ดังนี้ครับ

อ.คำปั่น วันนี้ ทุกท่านก็คงจะทราบว่า เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันอาสาฬหบูชา วันเพ็ญเดือน ๘ ซึ่งเป็นวันที่มีความสำคัญวันหนึ่ง เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรก คือ ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ แล้วก็มีผู้ที่ได้ตรัสรู้ธรรมะ ตามพระพุทธองค์ มีพระอริยสงฆ์ เกิดขึ้นในโลก

เพราะฉะนั้น ในวันนี้ วันอาสาฬหบูชา ก็เป็นวันที่มีพระรัตนตรัย ครบทั้ง ๓ คือ มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และ พระสังฆรัตนะ นอกจากนั้น ในวันเพ็ญเดือน ๘ ก็ยังมีความสำคัญอื่นๆ อีก กล่าวโดยสรุปก็คือ เป็นวันที่พระโพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา ผู้เป็นพระพุทธมารดา อันนี้ ก็ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๘ เช่นเดียวกัน

และ ในวันเพ็ญเดือน ๘ เป็นวันที่พระโพธิสัตว์ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ คือ เสด็จออกผนวช เพื่อแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ และในวันเพ็ญเดือน ๘ นี้ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้ว ในพรรษาที่ ๗ ก็เป็นวันที่พระองค์ ได้ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ และทรงแสดงธรรมะในประชุมแห่งนั้น ซึ่งก็มีผู้ที่ได้บรรลุธรรมะมากมาย เป็นหลายสิบโกฏิ และ เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปราบอัญญเดียรถีย์ แล้ว ก็เสด็จไปจำพรรษา ที่สวรรค์ชั้นดาวดีงส์ ซึ่งก็เป็นวันที่จะได้ทรงแสดงพระอภิธรรม โปรดเทวดาทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ โปรดพระพุทธมารดาด้วย นี่คือ สาระสำคัญ ของวันอาสาฬหบูชา

ในช่วงแรก ประเด็นการสนทนาธรรมะ ที่จะได้กราบเรียนท่านอาจารย์ เพื่อความเข้าใจธรรมะ ยิ่งขึ้น ในความเป็นจริงของธรรมะ ซึ่งในวันนี้ ก็ได้มีการกราบนมัสการ บูชาสิ่งประเสริฐสูงสุด คือ พระรัตนตรัย ก็ขออนุญาต อัญเชิญพระสูตรสูตรหนึ่ง คือ เวลามสูตร ซึ่งก็เป็นหนึ่งในพระธรรมคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงในครั้งนั้น

ข้อความโดยสรุป คือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เข้าไปเฝ้าพระองค์ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสถามท่านอานาถบิณฑิกเศรษฐีว่า ท่านยังให้ทานอยู่หรือเปล่า? ซึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ท่านยังให้ทานเป็นปกติ แต่ว่าในช่วงนี้ ท่านเกิดยากจนลง ทานที่ให้ ก็ไม่ประณีตเหมือนแต่ก่อน เป็นทานที่เศร้าหมอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ทรงแสดงความจริงว่า ไม่ว่าทานจะเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม ถ้าให้โดยไม่เคารพ ไม่มีความเคารพในการให้ ไม่มีการเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม ขณะนั้น สภาพจิตใจก็ไม่ดี ผลที่เกิดขึ้น ก็ไม่ดี เพราะเหตุว่า เป็นผู้ไม่น้อมไปในการที่จะใช้สอยวัตถุสิ่งของที่ดี และ ชนผู้เป็นบริวารก็ไม่เชื่อฟัง เพราะเหตุว่า ให้ทานโดยไม่เคารพ เป็นการเจริญกุศลโดยไม่เคารพ แต่ถ้าหากว่า ให้ทานโดยความเคารพ เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในเรื่องกรรมและผลของกรรม ให้ทาน ก็เป็นสภาพจิตที่ดีงาม ผลที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลที่ดี

แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้แสดงเรื่องในอดีต ของเวลามพราหมณ์ว่า ในสมัยก่อนนั้น เป็นผู้มีศรัทธา มีปัญญา เพียบพร้อม ล่วงเลยเขตแดน คือ หมายความว่า เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน ทั้งในเรื่องของสมบัติ รูปลักษณะ แล้วก็ศรัทธา ปัญญา เป็นต้น ให้ทานอย่างมาก ให้ทองคำ ที่เต็มไปด้วยเงิน ให้เงินที่เต็มไปด้วยทองคำเป็นจำนวนมาก แปดหมื่นสี่พัน แต่ละอย่างๆ แต่ว่าในครั้งนั้น ไม่มีผู้ที่ควรแก่การรับทานของท่านจริงๆ ก็คือ ไม่มีทักขิไณยบุคคล ผู้ควรแก่การรับทานของท่าน แต่ว่า ท่านก็ไม่มีความหวั่นไหวเลย ไม่ว่าผู้รับทานนั้นจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่มีความหวั่นไหว

ซึ่งพระองค์ก็ทรงแสดงกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า เมื่อท่านได้ให้ทานในกาลสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ยังดำรงอยู่ ด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยจิตใจที่มีความเคารพ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐ และที่สำคัญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แสดงลำดับของการเจริญขึ้น ของกุศลธรรมที่ประณีต ไปตามลำดับ แล้วก็มีอยู่ประการหนึ่ง ที่แสดงถึงว่า การมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง คือ การถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระภิกษุสงฆ์ เป็นที่พึ่งนั้น มีผลมากกว่าการถวายวิหาร แก่พระภิกษุุสงฆ์ที่มาจากทิศทั้ง ๔ และประการต่อมาก็คือ ความเป็นผู้ที่เลื่อมใส สมาทานศึกษาในสิกขาบท ๕ คือ มีการเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เป็นต้น

นี่คือ ประเด็น ที่จะได้กราบเรียนท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า การเจริญขึ้นของกุศลธรรม ก็เป็นไป ตามลำดับ สูงสุด ก็คือ การอบรมเจริญปัญญา เพื่อที่จะเข้าใจ สภาพธรรมะ ที่กำลังมี กำลังปรากฏ ตามความเป็นจริง

ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ในช่วงแรกครับท่านอาจารย์ครับ ว่าการเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น เกื้อกูลต่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมในชีวิตประจำวัน อย่างไรครับ กราบเรียนท่านอาจารย์ ครับ

ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นวันไหน การฟังพระธรรม ก็เป็นการบูชาพระรัตนตรัย ไม่ว่าในกาลสมัยที่คุณคำปั่นได้กล่าวถึง นานมาแล้ว แสนนาน พระผู้มีพระภาคฯ ก็ตรัสวาจาสัจจะ เพราะเหตุว่า ทุกคำ เพื่อจะให้เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ตามลำดับ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นกาละไหน จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าปรินิพพานไปแล้ว หรือว่า ในกาละที่ว่างจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะ ก็เป็น ธรรมะ แม้ขณะนี้ ซึ่งเป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง อีกนาน ข้างหน้า แต่ละท่าน ก็เหมือนในครั้งนั้น คือ ได้มีโอกาสฟังพระธรรม แต่ว่า ต้องเป็นผู้ที่เคารพในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด ว่า พระธรรม ลึกซึ้งอย่างยิ่ง การฟังทั้งหมด ก็เพื่อที่จะให้มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ในสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้!!! แต่ยาก...ฟังมานาน แล้วก็มีเห็น มีได้ยิน ก็ฟังมานานแสนนาน

แต่ชีวิตประจำวัน ก็หลากหลาย เพราะฉะนั้น บางชีวิต ก็มีการที่จะให้ทานมากมาย แล้วก็ไม่ได้เข้าใจธรรมะเลย ก็มี แต่ว่า พระผู้มีพระภาคฯ ก็ตรัสว่า ไม่ว่าจะให้ทานมากมายสักเท่าไหร่ก็ตาม หรือว่า จะสร้างวิหาร หรือทำอย่างอื่น ประการหนึ่ง ประการใดก็ตาม ถ้าไม่มีการได้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง การกระทำกุศลนั้นๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้สิ้นสุดกิเลส สิ้นสุดสังสารวัฏฏ์ได้

เพราะว่า แต่ละคน มีกิเลสมาก แต่ก็ยากแสนยาก ที่จะให้รู้ถึงกิเลสของตนเอง แต่ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย อย่างไรๆ ก็คิดไม่ถึง ว่ากิเลสจะมากมายสักแค่ไหน บางคนก็ประมาท คิดว่ากิเลส ดับง่าย ไม่ต้องมีความเข้าใจอะไรเลย ก็สามารถที่จะดับกิเลสได้ นั่นคือ ไม่มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

เพราะฉะนั้น การถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถึงด้วยปัญญา ความเข้าใจจริงๆ ในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งคนอื่น ไม่สามารถจะรู้ได้

เพราะฉะนั้น ชีวิตก่อนๆ ที่ยังไม่ได้มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง กับเมื่อมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็ต้องต่างกัน แม้แต่การจะให้ทาน ก็ต่างกัน ในขณะที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ไม่เข้าใจในพระปัญญาคุณ ไม่สนใจที่จะฟังพระธรรมเลย ไม่เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของแต่ละคำ ที่พระผู้มีพระภาคฯ ทรงแสดงไว้ดีแล้วในกาลก่อน จนกระทั่งถึงขณะปัจจุบันนี้

เพราะฉะนั้น ผู้นั้นก็เพียงแต่มีกุศลที่กระทำมากมาย เช่น แม้ทาน ก็มีการให้ทานอย่างมากมาย เช่นตัวอย่างที่คุณคำปั่นได้กล่าวแล้ว หรือ แม้ศีล ก็มีในครั้งนั้น แต่ก็ยังไม่มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทาน ไม่ว่าศีล หรือการกระทำกุศลใดๆ ที่ยังไม่มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง ก็ต้องต่างกันมาก สำหรับการที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้ ถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรม จะพึ่งได้อย่างไร? ก็มีผู้ที่ทำสถิติว่า ในวันอาสาฬหบูชา จะไปไหน? และทำอะไรกันบ้าง? ก็ปรากฏว่า ตามจำนวนที่แสดงสถิติไว้ มีการทำบุญ ถวายทาน รักษาศีล เวียนเทียน แต่ไม่มีข้อความว่า ไปฟังธรรมะ และ ไม่มีจำนวนด้วยว่า สถิติของผู้ที่ไปฟังธรรมะ เป็นเท่าไหร่ของบรรดาพุทธศาสนิกชนที่จะกระทำกุศล ในวันนี้

เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า กุศลอื่นทั้งหมด ที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ต้องต่างกับกุศล ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

สำหรับเรื่องทาน ถ้าแต่ก่อนนี้ เป็นคนดีที่ให้ทาน ใจบุญสุนทาน ที่เขาบอก และ ไม่ว่าจะพบใคร ก็อุปการะเกื้อกูลทั้งหมด แต่ว่า ไม่รู้จักว่า ขณะนั้น เป็นไปด้วยการยึดถือสภาพธรรมะ โดยความไม่รู้เลย ไม่รู้จักพระธรรมสักคำ ที่ตรัสว่า "ธรรมะ" เพราะเหตุว่า ธรรมะ ต้องหมายความถึง สิ่งที่มีจริง และที่ตรัสว่า ธรรมะ ก็คือว่า เป็นสิ่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ทั้งสิ้น และ ขณะนี้ ก็เป็นธรรมะ ทั้งหมด ไม่ว่าจะในกาลไหน ก่อนนี้ ขณะนี้ หรือ ข้างหน้า สิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดขึ้น ปรากฏ จึงปรากฏว่าจริง แล้วสิ่งนั้นจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ที่จะทำให้เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าทานที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็มีการเข้าใจว่าเป็นเรา ผลของทานมีมาก เกิดในสุคติภูมิ เป็นมนุษย์ก็เป็นมหาเศรษฐี ถ้าเกิดในสวรรค์ ก็เป็นเทพธิดา หรือว่า เป็นเทพบุตร ต่างๆ แต่ว่า ไม่รู้ความจริงเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ชั่วคราว แสนสั้น ไม่ว่าจะมีอายุยืนยาวในภพอื่น เช่น ในเทวโลก พรหมโลก แต่ก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างนี้ ใครจะบอกให้รู้ได้ ใครจะแสดงให้รู้ได้ว่า เป็นอย่างนี้ คือ เป็นอย่างไร? เป็นอย่างนี้ คือ เกิดแล้ว ต่างๆ กันไป ที่เราใช้คำว่า ตามบุญ ตามกรรม เป็นคำกล่าวที่สืบทอดกันมา ที่ตรง และ จริง!!!

เพราะเหตุว่า แต่ละคน ทำไมหลากหลาย แม้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ต่างกันทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ วงศาคณาญาติ ความรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างเลย นี่คือ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ไม่ใช่เรา!!! แต่ว่า เป็น "ธรรมะ" ที่มีจริง ทุกขณะ!!!

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าในเรื่องของทาน ก็ไม่เคยรู้ "เป็นเรา" เพราะฉะนั้น แม้เรื่องของศีล ที่เคยมีมาแล้วในอดีต ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ "เป็นเรา" ที่รักษาศีล และ "เป็นเรา" ที่คิดว่า เราต้องมีศีล เราต้องสมาทานศีล แต่ทั้งหมด ก็ไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นธรรมะ ซึ่ง ไม่ใช่เรา!!!

เพราะฉะนั้น ต้องเห็นความต่างของการที่กุศลใดๆ ก่อนที่จะได้มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง กับ กุศลที่ได้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว แต่ว่า การที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ ต้องมั่นคงอย่างยิ่ง ในความลึกซึ้งของธรรมะ ซึ่ง ยาก เพราะเหตุว่า เป็นการที่จะรู้ความจริง ของสิ่งที่กำลังมี ทุกขณะ ไม่ว่าตั้งแต่เช้ามา จนถึงตอนนี้ รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงอะไรบ้างหรือเปล่า?

มี "เห็น" มี "ได้ยิน" มี "คิดนึก" มีทุกอย่าง ก็ไม่รู้ความจริงเลย!!!

เพราะฉะนั้น การที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็คือว่า เมื่อได้ฟังแล้ว เห็นความละเอียดและความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ที่จะไม่ประมาทว่า กว่าจะรู้จริงๆ ตามพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ เป็นสิ่งที่ ไม่ง่าย เพราะเหตุว่า แม้ได้ฟังแล้ว ก็ยังยาก

อย่างวันนี้ ก็มี "เห็น" และ เดี๋ยวนี้ ก็กำลังเห็น แล้วก็ กำลังฟังเรื่องเห็น แล้วก็ได้ฟังมาแล้วหลายครั้ง ก็ยังไม่รู้ความจริงของ "เห็น" ซึ่งเกิดและดับ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะไม่เข้าถึงความหมายที่ว่า "ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา" ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น การฟังทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อที่จะไปประจักษ์แจ้งความจริง ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง และ ทรงแสดง ด้วยความไม่รู้อะไรเลย และด้วยการที่มากไปด้วยกิเลส แต่ต้องฟังเพื่อ อบรม ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ค่อยๆ ละ ความไม่รู้ หรือความเห็นผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมะ ว่าเป็นเรา อย่างละเอียดยิ่ง คือ ในขณะนี้ มีอะไรบ้าง? ฟัง กำลังฟังอยู่ มีทั้งเห็น มีทั้งได้ยิน มีทั้งคิดนึก มีทั้งโลภะ มีทั้งโทสะ แล้วแต่สภาพธรรมะใด จะเกิดขึ้น ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สืบต่อ โดยปัญญา ยังไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา!!!

เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมะ ต้องตรง!!! คือว่า เพื่อรู้แล้วละความไม่รู้!!! เพราะเหตุว่า ความไม่รู้ ทำให้เกิดกิเลสทั้งหมด ไม่ว่ากิเลสใดๆ ทั้งสิ้น มาจากความไม่รู้!!!

เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ ก็เป็นผู้ที่ ขณะที่ฟัง เข้าใจเมื่อไหร่ ละความไม่รู้เมื่อนั้น ก็เป็นสิ่งที่จะต้องสนทนากัน เพื่อว่า ทั้งหมดของการที่ได้ฟังธรรมะ เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง ที่กำลังปรากฏ เพื่อที่จะได้สะสมสืบต่อความเข้าใจอันนี้ จนกระทั่งปัญญา มีกำลังพอที่จะดับกิเลสที่กำลังมีในขณะนี้ได้ ไม่ใช่ขณะอื่น!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 19 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 19 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Boonyavee
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
napachant
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
swanjariya
วันที่ 20 ส.ค. 2558

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณคุณดวงเดือน บารมีธรรม และขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านค่ะ

ขออนุโมทนาขอบคุณ คุณวันชัย ภู่งามที่ร้อยเรียงเรื่องราว บันทึกไว้ให้ศึกษา รวมทั้งบันทึกภาพอันงดงามยังให้ระลึกถึงพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งภาพกิจกรรมในวันนั้น

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ประสาน
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
thassanee
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 20 ส.ค. 2558

สาธุ อนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
JANYAPINPARD
วันที่ 20 ส.ค. 2558

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
wannee.s
วันที่ 20 ส.ค. 2558

อนุโมทนาในกุศลจิตทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Noparat
วันที่ 21 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Dechachot
วันที่ 21 ส.ค. 2558

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
orawan.c
วันที่ 24 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ