ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ เรือนทองทิพย์ จ.เชียงราย ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ (ภาคพิเศษ)

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  12 ส.ค. 2558
หมายเลข  26913
อ่าน  1,868

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

หลังจบการสนทนาธรรม ที่เรือนทองทิพย์ จังหวัดเชียงรายในตอนบ่ายของวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ แล้ว ข้าพเจ้าได้รับโอกาสในการติดตามท่านอาจารย์ ไปเยี่ยมสหายธรรมท่านหนึ่ง ที่เป็นสมาชิกชมรมบ้านธัมมะเชียงใหม่ ซึ่งได้ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเดิม ที่จังหวัดเชียงราย พี่สหายธรรมท่านนี้เป็นผู้ที่มากความสามารถ มีความเข้าใจธรรม และมีชีวิตครอบครัวที่ยอดเยี่ยม สวยงาม แต่กลับล้มป่วยลงด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ทำให้ได้คิดว่า แม้การได้รับผลของอกุศลวิบากของบุคคล ทุกคนย่อมมีได้เป็นธรรมดา ไม่เว้นแม้แต่เราเอง ที่จะประสบกับความเจ็บป่วยใดๆ ได้ ในวันหนึ่งเช่นกัน ที่สำคัญที่สุดคือ ชีวิตของพี่ท่านนี้นั้น ไม่สูญเปล่าแล้วกว่าผู้อื่นมากมายในโลก เพราะเหตุว่า ท่านได้พบและเข้าใจแล้วตามสมควร ซึ่งพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง อันจะสะสมไป เป็นเสบียงอันอุดม ในการเดินทางของท่านในสังสารวัฏฏ์ เลิศแล้วกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ อันบุคคลคิดว่าได้ดีแล้วในชาตินี้ แต่ความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเหตุว่า ทรัพย์แลรัตนใดในโลก ย่อมหาได้ประเสริฐเท่ากับการที่ได้พบพระธรรม ซึ่งมีค่าที่สุด เลิศกว่าทรัพย์ใดๆ ในสากลจักรวาล จึงมีคำกล่าวเดียว ในความอาจหาญร่าเริง ที่ได้รับจากการได้พบพระธรรมที่ถูกต้องในหนทางว่า ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับพี่ ที่ชีวิตนี้ไม่สูญเปล่าแล้ว พี่ได้ทรัพย์ ที่ยิ่งกว่าทรัพย์ใดๆ ในโลก ทรัพย์ อันบุคคลมากมายแสวงหา แต่ไม่พบ แต่พี่พบแล้วนะครับ แม้ว่า ณ วันนี้ พี่ไม่สามารถจะหยิบจับอะไรได้ แต่พี่ยังยิ้มได้เมื่อท่านอาจารย์ไปเยี่ยม พี่ยังมีจักขุปสาท ที่ดูรายการบ้านธัมมะ ทางทีวีหลายช่องที่ออกอากาศได้ พี่ยังมี โสตปสาท ที่ยังฟังพระธรรม ได้ พี่โชคดีมากๆ เลยนะครับ ผู้คนมากมาย ไม่มีโอกาสเช่นพี่เลย แม้ร่างกายพี่ขยับไม่ได้ แต่ตาของพี่ยังเห็น และ หูของพี่ ก็ยัง สามารถฟังและเข้าใจพระธรรม ได้ จะมีอะไรที่เลิศไปกว่าที่พี่ยังสามารถมีการสะสมกุศลธรรม ที่มีปัญญาเป็นยอด เช่นนี้ได้ ในขณะนี้เอง กราบอนุโมทนาในกุศลทุกประการของพี่นะครับ

ในตอนค่ำ เมื่อท่านอาจารย์กลับมาถึงโรงแรมที่พัก แม้ข้าพเจ้าจะได้ยินว่า มีผู้ที่จะเดินทางมาพบท่านที่โรงแรม แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อถึงที่พักจึงได้อาบน้ำและคิดที่จะพักผ่อน ขณะที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ก็ได้ยินเสียงข้อความทางไลน์ จึงเปิดดู พบว่าอาจารย์อรรณพ ได้กรุณาส่งภาพถ่ายและแจ้งมาว่า ท่านอาจารย์กำลังสนทนาธรรม ข้าพเจ้าเห็นภาพท่านอาจารย์ นั่งสนทนาอยู่กับ คุณอมรา พวงชมภู ท่านเจ้าภาพที่กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์มาที่นี่ แต่ด้วยเหตุปัจจัย ท่านติดภารกิจที่กรุงเทพฯในวันนี้พอดี แต่ก็ได้ให้สามีและบุตรสาวของท่าน มาคอยต้อนรับท่านอาจารย์ในตอนกลางวัน เมื่อได้เห็นภาพ จึงรีบคว้ากล้องและอุปกรณ์แล้วรีบวิ่งไปยังที่สนทนา ซึ่งอยู่ถัดไปอีกอาคารหนึ่ง เป็นขณะที่น่าประทับใจที่ได้เห็นภาพ ของท่านผู้หนึ่ง ที่แม้มีภารกิจในชีวิตมากมาย แต่ยังมีขณะหนึ่งของชีวิต กับ การได้พบพระธรรม ซึ่งบุคคลที่มีความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น ที่จะรู้ว่า นี้เป็นขณะที่มีค่า ยิ่งกว่าทรัพย์และรัตนะใดที่มี หากได้มีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง จากท่านผู้มีเมตตาอันยิ่ง ซึ่งปราศจากความปรารถนาอื่นใดเลยจากผู้ฟัง นอกจากความเข้าใจธรรมของท่านผู้นั้นเอง เท่านั้น

เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเจ้าภาพ จึงขออนุญาตนำภาพและข้อความการสนทนาสั้นๆ ในวันนั้น มาลงบันทึกไว้ เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง (ภาคพิเศษ) ดังนี้...

ท่านอาจารย์ กว่าจะค่อยๆ คลายการยึดมั่นว่า มีเรา , เรามี มีหมดเลย เห็นแล้วก็จำ แล้วก็คิด ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น สารพัดอย่าง คือ ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย

เพราะฉะนั้น พุทธัง สรณัง คัจฉามิ พอเข้าใจแล้ว แล้วได้ยินคำว่า นะโม ตัสสะ ใช่ไหม? อิติ ปิโส ภควา แต่ละคำที่เราพูดทั้งนั้น ของท่านนี่ อิติ ปิโส ภควา แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคฯ ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราไม่เข้าใจ เราพูดได้ไหม? แม้เพราะเหตุนี้....แต่เพราะได้สดับธรรมะ ที่เราเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เดี๋ยวนี้!! ซึ่งเริ่มตั้งแต่ฟัง จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ เป็นสัจจญาณ ที่มั่นคง

เพราะฉะนั้น นี่..พอกระทบปุ๊บ เกิดแล้วดับ แต่ตอนเกิดดับ ไม่มีใครรู้ ใช่ไหม? แล้วถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ สิ่งที่เกิดดับนี้ ไม่มีอย่างอื่น ต้องเฉพาะ "สิ่งนั้น" เพราะจิตนั้น จิตเดียว ไม่ใช่เรา!! จิตนั้น ไม่ใช่เรา!! แต่เป็น "ธาตุรู้" ที่เกิดขึ้น "รู้สิ่งนั้น" จิตก็เกิด "สิ่งที่ถูกรู้" ก็เกิด ดับแล้ว ไม่กลับมาอีก

กว่าจะละ "ความเป็นเรา" กว่าจะละ "ความเป็นของเรา" กว่าจะละ "ความเป็นสิ่งหนึ่ง สิ่งใด" นี่แหละค่ะ "ค่อยๆ ฟัง" ค่อยมีโอกาส "ไตร่ตรอง" แล้วก็ "มั่นคง" แล้วก็ ยิ่งฟัง ก็จะมีสิ่งที่ทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะมีจริงๆ เดี๋ยวนี้!! เห็นไหม? "เห็น" เมื่อกี้นี้ ดับหมดแล้ว "เสียง" เมื่อกี้นี้ ก็ดับ อย่างที่เราว่าดับนี่ ช้ากว่าความเป็นจริงเท่าไหร่

เพราะว่าวันนี้ เราได้ยินคำใหม่ ใช่ไหม? "นิมิต-ตะ" คนไทยก็ได้ยินคำว่า "นิมิต" ก็คิดว่า "ฝัน" นิมิตเห็นอะไรต่างๆ แต่ความจริง "นิมิต" หมายความถึงว่า ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกเลย ทั้งโลก หรือ จักรวาลนี่ จะมีอะไรไหม? ไม่มี!! แต่พอมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นแหละ เริ่มมีโลก แล้ว

เพราะฉะนั้น โล-กะ ในพระพุทธศาสนา หมายความถึง สภาพธรรมะที่เกิดดับ แค่นิดเดียวที่เกิดขึ้น ก็เป็นโลกแล้ว แต่ทีนี้ มีเหตุที่จะให้เกิดต้นไม้ใบหญ้า ภูเขา เยอะแยะหมด ก็เกิดมาพร้อมๆ กัน แล้วก็ไม่รู้ ใช่ไหม? ก็เลย อ้อ...โลกนี้ เต็มไปด้วยดอกไม้สวยๆ ต้นไม้ ต้นข้าว แต่ทั้งหมดนี้ มีปัจจัย เกิดแล้วดับ นี่สิ..ใครจะรู้??? พระปัญญาที่ได้บำเพ็ญมาที่จะตรัสรู้ สี่อสงไขยแสนกัป สำหรับพระโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งด้วยปัญญา แต่ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา แปดอสงไขยแสนกัป ที่จะรู้ เดี๋ยวนี้!!! ว่ากำลัง เกิดดับ

เพราะฉะนั้น "ไม่ใช่เรา" ที่จะไปรู้!!! "ปัญญา" ความเห็นถูก ที่ค่อยๆ คลาย เพราะรู้ว่า ทุกอย่าง เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้หวัง ที่จะไปพยายาม "ทำ" ให้เข้าใจ เพราะว่า "อนัตตา" ประโยคแรกเลย ลืมอีกแล้ว "ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา" ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ฟังอย่างนี้ เราจะเข้าใจแค่ไหน เราบังคับได้ไหม? ว่าให้เราเข้าใจมาก จนกระทั่งลึกซึ้ง จนกระทั่ง แทงตลอด ทุกคำ เป็นไปไม่ได้เลย!!! ทุกอย่าง เหตุกับผล ต้องสมควร

ไม่ใช่ว่า อยากดับกิเลส แต่ไม่มีปัญญา!!! อยากมีปัญญา แต่ไม่ฟังธรรมะ!! (หัวเราะ) แล้วจะเอาอย่างไร?

ผู้ฟัง ท่านอาจารย์คะ วันนี้หนูเพิ่งเข้าใจคำว่า นิมิต เคยถามอาจารย์อรรณพ มาเข้าใจตอนท่านถามว่า เห็นอะไร? คำว่า เห็นอะไรนี่ พอท่านอาจารย์บอกว่า เห็นนิมิต เข้าใจเลย ว่านิมิต คือ อะไร

ท่านอาจารย์ เพราะมันเกิดดับ ถ้ามันเป็นสิ่งเดียว "รูปเดียว" ที่เกิดแล้วดับ จะไม่มีนิมิต สัณฐานเลย คุณอมรา เคยเห็นธูป ที่เขาแกว่งเป็นวงกลมไหม? แสงไฟจากธูปนิดเดียว พอแกว่งเร็วๆ มันต่อกันเป็นวงๆ ได้

เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดดับ สืบต่อกันเร็วมากนี้ นิมิตมาแล้ว!! เดี๋ยวคิ้ว เดี๋ยวผม เดี๋ยวอะไรต่ออะไรทั้งหลาย เพราะเกิดดับสืบต่อ ถ้าลองไม่เกิด ดับแล้วไม่มีอีกเลย ก็ไม่ต่อ แต่ว่า สิ่งนั้นต้องมีตามเหตุตามปัจจัย ใครก็บังคับไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้!! ก็เลยเป็นโลกอย่างนี้ เกิดดับไป ใครก็ไม่รู้ จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ต้องมีเหตุ ที่เคยได้ฟังมาแล้ว จะมากจะน้อย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ฟัง เพราะคนที่ไม่ได้ฟัง มีเยอะ!!!

มีหูไว้ฟัง ฟังอะไรดี? (หัวเราะ) ใช่ไหม? ฟังเสียงดนตรี ฟังเสียงฝนตก (ขณะกำลังสนทนา มีฝนตกมาก) หรือว่า "ฟังคำ" ที่ทำให้ "เข้าใจ" เพราะ "เสียง" เป็นไปตามความหมาย

พอพูดถึง "จิต" รู้เลย "ธาตุรู้ สภาพรู้" ไม่มีรูปร่าง!!! แล้ว "จิต" เกิดขึ้น ทำกิจการงาน ไม่หยุดเลย แต่เขาก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร (หัวเราะ) เพราะเหตุว่า เกิดแล้วดับ จะเหนื่อยไหม? เราทำงานจนเราไม่หยุดต่างหาก เราถึงได้เหนื่อย นี่แค่นิดเดียว เกิดแล้วดับ แต่แล้วแต่สภาพธรรมะ ลักษณะที่เป็นทุกข์ มี จะเปลี่ยนลักษณะที่เป็นทุกข์ ให้เป็นสุข ก็ไม่ได้ ลักษณะที่เป็นสุข เกิดแล้ว เปลี่ยนให้เป็นทุกข์ ก็ไม่ได้ เกิดแล้ว จะไปเปลี่ยนอย่างไร? แล้วก็ดับแล้วด้วย ทำอะไรได้!! "อนัตตา" ค่อยๆ มั่นคง รู้ว่า ฟังธรรมะ เพื่อละ "ความเป็นเรา" เพื่อละการยึดถือ ว่ามีตัวตน หรือเป็นตัวตน จิตเป็นจิต จิตดับแล้ว รูปก็เป็นรูป รูปก็ไม่รู้อะไร แยกกันเด็ดขาด ๒ อย่าง แต่เวลานี้ อาศัยกันและกัน

ผู้ฟัง อาจารย์คะ ขอถามหน่อยค่ะ เสียงนี่ มีทั้งภายในและภายนอกหรือเปล่าคะ?

ท่านอาจารย์ มีเมื่อไหร่?

ผู้ฟัง ขณะนี้ ถ้าฟ้าร้องค่ะ

ท่านอาจารย์ ถ้าฟ้าร้อง นอนหลับสนิท ได้ยินไหม?

ผู้ฟัง ถ้าหลับสนิท ไม่ได้ยิน

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เสียงมี เมื่อไหร่? "เสียง" เกิดตามเหตุ ตามปัจจัย ในป่าก็มีเสียง ข้างนอกก็มีเสียง แต่ปรากฏว่ามีหรือเปล่า? ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งกำลังได้ยินเสียงนั้น!! เพราะฉะนั้น "เสียงปรากฏ เมื่อจิตได้ยิน" เสียงที่ยังไม่ดับด้วย ถ้าเสียงนั้นดับไปแล้ว ฟ้าร้องหมดไปแล้ว แล้วเราจะได้ยินเสียงฟ้าร้องได้ไหม? ไม่ได้!! ต้องในขณะที่มีเสียงนั้นปรากฏ จึงใช้คำว่า "มีเมื่อปรากฏ" เพราะ เกิดขึ้น ถ้าไม่เกิด ก็ไม่ปรากฏ!!

ผู้ฟัง มีเมื่อปรากฏ ใช่ไหมคะ?

ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ปรากฏแล้วมีหรือเปล่า? เวลานี้มีอะไรบ้าง?

ผู้ฟัง เสียงปรากฏ เมื่อจิตได้ยิน เดี๋ยวนี้ก็มีธรรมะ

ท่านอาจารย์ ไม่ต้องไปคิด คนเรานี่ช่างคิด แล้วก็ช่างคิดเอง!! ถ้าคิดตามคำของพระพุทธเจ้านี่ ประเสริฐ ไม่ต้องเสียเวลาคิดเองให้มันผิด เราเป็นใคร? รู้อะไร? แต่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว ว่าอย่างไร

ผู้ฟัง มีคนข้างนอกเขาฝากมาถามว่า เสียงนี่ มีภายนอกไหม? มีภายนอกหรือภายใน?

ท่านอาจารย์ ก็ถามเขาสิ ว่าเสียงภายนอกคืออะไร? หมายความว่าอะไร? ถ้าเขาพูดคำไหน เขาเข้าใจคำนั้นหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น เราพูดคำที่ไม่รู้จักเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย เราก็ไม่รู้จัก อยู่ตลอดเวลา ฟังก่อนสิ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ฟัง แล้วจะเข้าใจขึ้น!!

แล้วไม่ต้องคิดเองเลย!! พอฟังนิดหนึ่ง คิดเองยาวๆ เสียเวลาผิด แล้วเวลาคิด คิดเองนี่ เอามาฟังธรรมะไม่ดีหรือ? แล้วก็เอามาไตร่ตรอง พิจารณา สิ่งที่ได้ฟังแล้วไม่ลืม ดีกว่า และ ปัญญาของเราที่เกิดจากการฟัง เราจะรู้ได้เลยว่า ถ้าไม่มีการฟัง เราจะเข้าใจได้ไหม? ไม่มีการไตร่ตรองให้ละเอียด ลึกซึ้ง ว่าจะเข้าใจลึกซึ้งถึงพระปัญญาคุณ ที่ทรงตรัสรู้ว่าขณะนี้เกิดดับ ได้ไหม? ก็ไม่ได้!!! เพราะฉะนั้น ไม่มีใครอีก ในสากลจักรวาล ครั้งละ ๑ ที่เกิดแล้ว จะไม่มีผู้ใดเทียมเท่าเลย พรหมก็มาเฝ้า เทพก็มาเฝ้า เพราะไม่มีใครเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากผู้ที่ทรงตรัสรู้!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของ คุณอมรา พวงชมภู เป็นอย่างยิ่ง
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ปวีร์
วันที่ 12 ส.ค. 2558

"ถ้าคิดตามคำของพระพุทธเจ้านี่ ประเสริฐ ไม่ต้องเสียเวลาคิดเองให้มันผิด"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ch.
วันที่ 12 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 12 ส.ค. 2558

สาธุ อนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
วันที่ 12 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jirat wen
วันที่ 12 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kullawat
วันที่ 13 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
napachant
วันที่ 13 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
khampan.a
วันที่ 13 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Boonyavee
วันที่ 13 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
peem
วันที่ 16 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ