ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๘

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  13 ส.ค. 2558
หมายเลข  26924
อ่าน  1,372

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันอังคาร ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ราชบุรี (ชาวกุรุน้อย ราชบุรี) โดยการนำของอาจารย์ธนิต ชื่นสกุล อาจารย์จรัล ฉลวยศรีเมือง และคณะฯ ได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และ คณะวิทยากร อาจารย์ธีรพันธ์ ครองยุทธ และอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย เพื่อไปสนทนาธรรม ที่ ศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ระหว่างเวลา ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ น.

ขออนุญาตนำความการสนทนาบางตอน ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับอาจารย์จรัล ฉลวยศรีเมือง ในเรื่องของคำและความหมาย ของคำว่า "สนทนาธรรม" ซึ่งมีข้อความที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความเข้าใจไว้โดยละเอียด ควรที่จะได้เข้าใจจริงๆ ในการที่จะเห็นประโยชน์ เห็นความสำคัญของการสนทนาธรรม น่าสนใจมากๆ ครับ จึงขออนุญาตนำข้อความทั้งหมด มาฝากทุกท่านเพื่อพิจารณาเช่นเคย ดังนี้ครับ

อาจารย์จรัล คำถามแรก ก็คือ พอบอกว่า มีการสนทนาธรรม ก็ได้รับคำแนะนำว่า ควรจะเอาธรรมะ มาสนทนากันหรือพูดคุยกัน พอพูดถึงคำว่า "ธรรมะ" ก็ได้รับความหมายมาบ้างว่า ธรรมะ ก็คือ ความจริงในขณะนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าที่ควร ก็ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ ได้กรุณาขยายคำอธิบายสักเล็กน้อย เพื่อเกิดความเข้าใจยิ่งๆ ขึ้น ครับ

ท่านอาจารย์ ค่ะ ดูเหมือนว่า เป็น "คำใหม่" สำหรับชาวพุทธ "สนทนาธรรม" เพราะเหตุว่า ชาวพุทธเคยแต่ "สวดมนต์ ไหว้พระ" แต่พอคำว่า "สนทนาธรรม" ก็ไม่รู้ว่า ธรรมะ คือ อะไร? แล้วก็จะสนทนากันอย่างไร? แต่ความจริง เราเคยใช้คำว่า "สนทนา" ทั่วๆ ไป พูดกันเรื่องอะไร เราก็พูดกันบ่อยๆ ใช่ไหม? เรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่า เป็นธรรมะ หรือ ไม่รู้ว่า นั่นก็คือ การสนทนา แต่ไม่ได้เข้าใจธรรมะ!!!

เพราะฉะนั้น เวลาที่ใช้คำว่า "สนทนาธรรม" ไม่ใช่สนทนาเรื่องอื่น อย่างที่เคยสนทนากัน!! แต่ว่า เริ่มรู้จักว่า สนทนาธรรม คือ ธรรมะที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดงไว้แล้ว

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ทรงแสดงพระธรรมไว้ถึง ๔๕ พรรษา ก็จะไม่มี "ชาวพุทธ" ที่เรียกว่า ชาวพุทธ ก็คือว่า มีชาวไทย มีชาวจีน มีชาวญี่ปุ่น แต่ว่า "ชาวพุทธ" ก็เป็นส่วนหนึ่ง คือ ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา แต่ว่า ยังไม่ใช่ผู้ตรง เพราะว่า ใครก็ตาม ที่บอกว่า นับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้า ตรัสรู้อะไร? และ สอนอะไร? ศาสนะ หรือ ศาสนา ก็คือ คำสอน เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา จะเป็นคำสอนของคนอื่น ไม่ได้เลย นอกจากเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี นานมาก สี่อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่วัน เดือน ปี หรือชาติ

เพราะฉะนั้น ธรรมะที่มีจริง ที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ต้องเป็นสิ่งที่ยากแก่การที่คนอื่น ซึ่งยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย จะสามารถเข้าใจได้ แต่เพราะตรัสรู้ว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะได้ฟัง "ความจริง ซึ่งมีจริงๆ " ก็จะรู้ได้ และค่อยๆ เข้าใจขึ้น!!! ตามที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะรู้ว่า ความจริงอยู่ที่ไหน? คนที่ไม่เคยฟังเลย ไม่รู้ อย่างไร อย่างไร ก็ตอบไม่ได้!!! แต่ถ้าคนที่เคยฟังแล้ว ก็รู้ว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แหละ จริง!!! "ทุกคำ" สำหรับ ไตร่ตรอง สำหรับ พิจารณา ว่าจริงไหม? เพื่อที่จะได้เป็นความรู้ ความเข้าใจถูก ของผู้ฟังเอง!!!

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ พระปัญญาที่ตรัสรู้ความจริง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทั้งในโลกนี้ โลกอื่นๆ ทั่วจักรวาล สามารถที่จะปรากฏว่า "คำ" ที่ได้ตรัสนั้น เป็น "คำจริง" ทุกกาลสมัยช่น ขณะนี้ มีสิ่งที่มีจริง แน่ๆ แต่เราไม่เคยคิดเลย เช่น "เห็น" กำลังเห็น จริงๆ ใครคิดว่า "เห็น" ไม่จริงบ้าง? ก็กำลังเห็นอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งในชีวิตที่มีจริง คือ "เห็น" , "ได้ยิน" ก็มีจริง "สุข" ก็มีจริง "ทุกข์" ก็มีจริง

เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ให้ผู้ที่ได้ฟัง เข้าใจว่า ทรงประจักษ์แจ้งความจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งฟังแล้ว บางคนที่ไม่สนใจเรื่องความจริง ก็จะไม่ฟังพระธรรม อยากจะไปเรียนวิชาการอื่นๆ แต่ลืมว่า ที่เกิด แล้วก็มีชีวิตอยู่ทุกวัน แล้วก็จากโลกนี้ไป มีอะไรที่เป็นของตนเองบ้าง? ร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เคลื่อนไหว เดินเหิน พูดได้ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ คือ ยังมี "จิต" อยู่ ตราบใด รูปก็เป็นไปตามจิต ตราบนั้น แต่ถ้า "จิต" ไม่เกิดที่ "รูป" ทันทีที่จิตดับแล้วไม่เกิดที่รูปนั้น อีกต่อไป ก็เหลือแต่รูป ซึ่งเคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้!! นี่เป็นความจริง หรือ ไม่จริง? หรือ ไม่เป็นอย่างนี้? หรือใครที่...ค้ำฟ้า? เป็นไปไม่ได้เลย ความจริงต้องเป็นความจริง!!!

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ก็มีสิ่งที่มีจริง เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สนุกบ้าง ทุกข์บ้าง พอจากโลกนี้ไปแล้ว หายไปไหนหมด!!! สิ่งที่เคยมีแล้วทั้งหมด ไม่เหลือเลย หรือใครว่ายังเหลือ? แม้แต่รูป ก็เป็นรูปที่เปลี่ยนลักษณะแล้ว ค่อยๆ เน่า ค่อยๆ แปรสภาพ จนในที่สุด ก็คงจะเหลือแต่กระดูก

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า ความจริงคือ สิ่งที่มี แล้วไม่เคยรู้ แล้วก็ได้ฟังพระธรรม ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งหมดเลย ไม่ว่าภพไหน ภูมิไหน โลกนี้ โลกไหน และ ทุกคนก็เกิดมาแล้ว แล้วก็จะต้องตาย แต่ก็ไม่ได้รู้ความจริงที่พระผู้มีพระภาคฯ ทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพื่อให้มีความเข้าใจถูกต้องว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงขณะนี้ "เกิด จึงมี" ถ้าไม่เกิด ก็ไม่มี และ เมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องดับไป จะไม่มีอะไรเหลือเลย เมื่อวานนี้ทั้งวัน ไม่เหลือเลย ตอนที่กำลังหลับสนิทเมื่อคืนนี้ ทั้งวันก่อนที่ผ่านมา ก่อนหลับ ไม่เหลือ แล้วเวลาที่หลับ จำได้ไหม ว่าเป็นใคร? สนุกแค่ไหน? ก่อนจะหลับ ไม่เหลือเลย อาหารก็อร่อยมาก เพื่อนฝูง ก็มากมาย แต่เวลาที่หลับสนิท ไม่เหลืออะไรเลย ความจริงเป็นอย่างนี้ พอตื่นขึ้นมา เริ่มมีสิ่งที่ปรากฏ ให้จำ ให้คิด ว่า เดี๋ยวก็จะได้สนุกสนาน จะได้รับประทานอาหารอร่อย เป็นต้น ก็มีแต่ความคิดว่า จะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ แต่ว่า ถ้าเกิดตาย ก่อนสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ไม่ทันได้มีสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้น!!!

เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือว่า ต้องจากโลกนี้ไป โดยไม่มีการบอกเล่าเก้าสิบเลย ให้รู้ได้ว่า เมื่อไหร่? ขณะไหน?

วันก่อนก็มีผู้อยู่ที่สนามบิน เป็นชาวอินเดีย ก็ชัก แล้วก็ไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน ทั้งๆ ที่จะ..อยู่แล้ว...แล้วก็คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ก็เป็นความเป็นอนัตตาว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เดี๋ยวนี้ก็ได้!!!

เพราะฉะนั้น แต่ละคนจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ได้ทั้งสิ้น แต่ว่า ก่อนไป ก่อนจากไป ควรที่จะได้ "รู้จัก" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้และทรงแสดง สิ่งซึ่งคนอื่น ไม่สามารถจะรู้ได้เลย ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม!!!

เพราะฉะนั้น การสนทนาธรรม เพื่อให้รู้ว่า ธรรมะ คือ อะไร? และ สนทนาเพื่ออะไร? เพื่อมีความเข้าใจถูก มีความเห็นถูก และได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงๆ ไม่ใช่มีแต่พระพุทธรูป แล้วก็กราบไหว้ แล้วก็สวดมนต์ แต่ว่า ไม่เข้าใจอะไรเลย!!!

นั่นไม่ใช่พระพุทธประสงค์ ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้ทุกคนที่มีโอกาสได้ฟังธรรมะ ได้มีความเข้าใจถูก ได้มีความเห็นถูก ในสิ่งที่มีทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย

เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ก่อนอื่น ต้องรู้ว่า ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะว่า กว่าที่พระผู้มีพระภาคฯ จะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีได้ ต้องบำเพ็ญพระบารมี นานมาก สิ่งที่จะได้ยิน ได้ฟัง เป็นสิ่งที่มีจริง แน่นอน แต่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเป็น "คำ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่า เมื่อความจริงมีอยู่จริงๆ ให้พิสูจน์ แต่ละคำ ที่ได้ยิน ได้ฟัง จริงหรือเปล่า? พูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจขึ้น "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" พระผู้มีพระภาคฯ ตรัสว่า ไม่ใช่ว่าเห็นแต่พระรูปกาย ภายนอก ในขณะที่เสด็จดำเนิน บิณฑบาต ที่พระนครสาวัตถีบ้าง พระนครเวสาลีบ้าง เห็นแต่ร่างกาย เห็นแต่พระรูป แต่คนที่ไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า บุคคลนี้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ที่ได้ทรงแสดงแล้ว

เพราะฉะนั้น ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ แล้วก็มีโอกาส ที่จะได้ยิน ได้ฟัง พระธรรม เป็นผู้ที่มีบุญที่ทำไว้แต่ปางก่อน เพราะเหตุว่า ยากค่ะ บอกว่า มีการสนทนาธรรม บางคนก็พอใจที่จะสนทนาเรื่องอื่น เรื่องสนทนาธรรมไม่สนใจเลย!!! ก็เป็นสิ่งซึ่ง แล้วแต่อัธยาศัย

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ โอกาสที่หายากยิ่ง คือ ได้ฟังพระธรรม แต่ต้องไม่ประมาทเลย พระธรรม ยาก ลึกซึ้ง แต่ไม่พ้นวิสัยของการที่จะไตร่ตรอง และค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง เพราะเหตุว่า ความเข้าใจ ทีละเล็ก ทีละน้อย ก็สามารถที่จะทำให้รู้ว่า ขณะนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งคนอื่นไม่รู้

แต่ เมื่อได้ฟังแล้ว ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าวันหนึ่ง รู้ได้ค่ะ

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของสมาชิกชมรม บ้านธัมมะ มศพ. กุรุน้อย ราชบุรี ทุกท่าน
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 14 ส.ค. 2558

สาธุ อนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
napachant
วันที่ 14 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 14 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Phutporn
วันที่ 14 ส.ค. 2558

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปวีร์
วันที่ 14 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
orawan.c
วันที่ 14 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pieng_pern
วันที่ 14 ส.ค. 2558

ขอขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
tanrat
วันที่ 15 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
wirat.k
วันที่ 15 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
j.jim
วันที่ 15 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
pulit
วันที่ 15 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ch.
วันที่ 15 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ