อรรถกถาจารย์
 
นิรมิต
วันที่  16 ม.ค. 2556
หมายเลข  22343
อ่าน  3,345

กราบสวัสดีท่านวิทยากรและมิตรธรรมที่เคารพทุกท่าน 

ขออนุญาตเรียนถามว่า ท่านอรรถกถาจารย์ ท่านปรากฏในยุคสมัยปี พ.ศ ที่เท่าไหร่ครับ และท่านเหล่านั้นมีจำนวนกี่รูปเหรอครับ มีอธิบายในส่วนนี้ไว้หรือเปล่า  

ขอบพระคุณครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
นิรมิต
วันที่ 16 ม.ค. 2556

มีอีกเรื่องขออนุญาตกราบเรียนถามครับ

คือได้อ่านมาว่า พระอภิธรรมนั้น มีความละเอียด 3 ระดับ  คือมีระดับที่ละเอียดเป็นอนันต์  ระดับย่นย่อที่สุด  และระดับไม่ละเอียดจนเกินไป ไม่ย่อจนเกินไป 

อยากทราบว่า พระอภิธรรมในโลกมนุษย์ที่มีให้ศึกษาอยู่นั้น อยู่ในระดับใดครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

     ก่อนอื่นก็จะต้องเข้าใจคำว่า อรรถกถา ก่อน ว่า คืออะไร อรรถกถา คือ เนื้อความที่อธิบายพระบาลี หรือ คำพระไตรปิฎก  ให้เข้าใจขึ้นถูกต้องตรงตามความเป็นจริง  ซึ่งในความเป็นจริง  ในสมัยพุทธ กาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม   ซึ่งก็เป็นพระบาลี เป็นคำในพระไตรปิฎก และพระองค์ก็ทรงอธิบายอรรถ เนื้อความพระธรรมด้วย ซึ่งพระสารีบุตร พระอานนท์และพระอุบาลี ก็รวบรวมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหมวดหมู่ 3 ปิฎก ให้เรียบร้อย และก็สามารถกล่าวได้ว่าพระสารีบุตร พระอานนท์ และพระอุบาลี ต่างก็เป็นพระอรรถกถาจารย์ คือ อาจารย์ที่อธิบายเนื้อความพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้แล้วนั่นเองครับ  อย่างคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค  ที่พระสารีบุตรได้แสดง  ท่านพระสารีบุตรก็แสดงด้วยปัญญาของตนเอง อันเป็นสัจจะความจริง ซึ่งก็ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ก็เป็นพระพุทธพจน์ด้วย และ ท่านพระสารีบุตรก็เป็นอรรถกถาจารย์ที่อธิบายพระพุทธพจน์ด้วย ครับ และพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงเนื้อความที่เป็นอรรถกถาให้เข้าใจด้วย และพระสาวกก็มารวบรวมขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะ ไม่ใช่เพียงปัญญาพระสาวก จะสามารถรู้ทั้งหมด อธิบายเนื้อความได้แจ่มแจ้ง แต่ก็อาศัยนัยของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงเรื่องนั้น และได้อธิบายอรรถไว้ด้วยดีแล้ว พระสาวกทั้งหลายในรุ่นหลัง ก็สามารถจะแต่ง และ รวบรวมอรรถกถาขึ้นได้ถูกต้อง คล้องจอง ตรงตามสภาพธรรมและสัจจะได้จริง ครับ

     เพราะฉนั้นพระอรรถกถาจารย์ อาจารย์ที่อธิบายเนื้อความในพระไตรปิฎก ก็มีมาในสมัยพุทธกาลแล้ว  ตั้งแต่ท่านพระสารีบุตร เป็นต้น จนรุ่นต่อๆมา ก็มี ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นต้น ที่เป็น พันปีหลังปรินิพพาน ครับ

*************************************

     อภิธรรม แปลโดยความ คือ ธรรมที่ละเอียดยิ่ง ละเอียดเพราะ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงลักษณะ หรือ ย่นย่อลงไปได้อีก เพราะ เป็นการแสดงลักษณะที่มีจริง เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น  เพราะฉะนั้น สภาวะลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง จึงชื่อว่า ละเอียดยิ่ง ลึกซึ้งโดยสภาวะธรรมนั่นเอง เพราะเห็นได้ยาก เพราะ ต้องเห็นด้วยปัญญา  ซึ่งพระอภิธรรมก็แบ่งเป็น 7 คัมภีร์

๑. ธัมมสังคณี รวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละประเภทๆ

๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญๆขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่อง  แล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด

๓. ธาตุกถา สงเคราะห์ข้อธรรมต่างๆเข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ

๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของบุคคลประเภทต่างๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ

๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓

๖. ยมก ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ

๗. ปัฏฐาน หรือ มหาปกรณ์ อธิบายปัจจัย๒๔ แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิสดาร

     ซึ่งในความเป็นจริง พระอภิธรรมไม่ว่าส่วนใด ก็ละเอียดลึกซึ้ง เข้าใจยาก เพราะการเข้าใจพระอภิธรรม ไม่ใช่แบบตำราเรียนที่สามารถจำได้ว่า จิตมีเท่าไหร่  ปัจจัยมีอะไรบ้าง แต่พระอภิธรรมละเอียด   เพราะละเอียดด้วยสภาวะลักษณะที่ยากจะรู้

     เพราะฉะนั้น อภิธรรมจึงละอียดลึกซึ้ง เพราะกำลังแสดงถึงลักษณะของสภาพธรรมว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์บุคคล การจะเข้าใจพระอภิธรรมจริงๆ คือ ปัญญาที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมี่กำลังปรากฎว่าเป็นอภิธรรม ไม่ใช่เรา ครับ นี่คือ ความละเอียดของพระอภิธรรม เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า จิต คำเดียว ดูเหมือนง่าย ไม่ยากเลย  แต่จิตอยู่ที่ไหน  กำลังเกิด  และรู้ไหมว่ากำลังเกิด เกิดอย่างไร และขณะนี้มีจิต รู้ตัวจิตที่กำลังเกิดหรือไม่ ที่สำคัญที่สุด รู้หรือไม่ว่าขณะนี้กำลังเป็นจิต เป็นเจตสิก ไม่มีเรา  ไม่มีสัตว์ บุคคลเลย ครับ

     แต่  เมื่อว่าถึงความละเอียด  ความยากลงไปอีก ในส่วนของพระอภิธรรมที่แบ่งเป็น 7 คัมภีร์ ส่วนที่ละเอียดลึกซึ้ง ก็คือ ความเป็นปัจจัยของสภาพธรรม ที่เป็นปัจจัยของกันและกันหลายๆปัจจัย และเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด อันเป็นอนัตตะ คือ ไม่มีที่สิ้นสุด  สมดังที่พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งตรัสรู้ใหม่ๆ ในสัปดาห์ที่ 5 ประทับที่ต้นอชปาลนิโครธ  ทรงพิจารณาคัมภีร์ปัจจัย อันลึกซึ้งสุดประมาณ และ เป็นอนันต์ ดังนั้น ความเป็นปัจจัยของกันและกันของสภาพธรรม  ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ยากที่จะเข้าใจ เพราะไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจเรื่องราว  แต่ต้องประจักษ์ความเป็นปัจจัยของสภาพธรรมในขณะนี้  เพราะฉะนั้น อภิธรรมทั้งหมดละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งเหมือนกันหมด  เพราะลึกซึ้งโดยสภาวะลักษณะ และ ยากที่จะรู้  ส่วนในความละเอียดของพระอภิธรรมในส่วนต่างๆก็ลึกซึ้ง

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ใฝ่รู้
วันที่ 17 ม.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 ม.ค. 2556

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     การที่จะเข้าใจพระพุทธพจน์ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งตรงตามความเป็นจริง  ก็ต้องอาศัยพระอรรถกถาจารย์  ได้อธิบายให้เข้าใจในพระพุทธพจน์นั้นๆ  ซึ่งคำว่า อรรถกถาจารย์มีความหมายว่า อาจารย์ผู้อธิบายเนื้อความแห่งธรรมที่เป็นพระพุทธพจน์ พระบาลี ให้เข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น  ถ้าอ่านหรือศึกษาเพียงพระพุทธพจน์โดยตรง   อาจจะยังไม่เข้าใจอย่างครบถ้วน ก็จะต้องอาศัยพระอรรถกถาจารย์ได้อธิบาย  ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ก็มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธกาลแล้ว   และหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็มีพระอรรถกถาจารย์หลายท่านที่ได้อธิบายพระบาลีพุทธพจน์ในส่วนที่ยากให้เข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่

พระพุทธพจน์ และ อรรถกถา

อรรถกถา 

ที่มาของอรรถกถา

     ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนว่า  พระอภิธรรมเป็นธรรมที่มีจริง  ละเอียดโดยความเป็นธรรม  ที่ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน  ใครๆก็เปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นๆไม่ได้  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นพระอภิธรรม  ตามความเป็นจริง  แล้วทรงแสดงให้สัตว์โลกได้เข้าใจตามความเป็นจริง  พระอภิธรรมจึงไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวัน  เป็นธรรมที่มีจริงในขณะนี้เช่น เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  คิดนึก กุศล  อกุศล  เป็นต้น  นี้แหละ คือ พระอภิธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน   พระอภิธรรมจึงไม่ได้อยู่ในตำรา    

     พระอภิธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ก็คือ สภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมด ที่เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป และ นิพพาน   ซึ่งรายละเอียดก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากพระอภิธรรมปิฎก  เริ่ม ตั้งแต่ ธัมมสังคณีปกรณ์ เป็นต้นไป แต่ก็ไม่ควรลืมว่า  พระอภิธรรมคือ  สิ่งที่มีจริง ศึกษาพระอภิธรรม  ก็คือ  ศึกษาในสิ่งที่มีจริง เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก เพื่อละคลายความเห็นผิดและความไม่รู้   จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเป็นธรรมที่มีจริง  ก็จะค่อยๆเข้าใจขึ้นว่า มีแต่ธรรมแต่ละอย่างๆเท่านั้น  ที่เกิดขึ้นเป็นไป   ไม่มีเราแทรกอยู่ในธรรมเหล่านั้นเลย 

     ทุกคำในพระไตรปิฎก อันเป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็มุ่งให้ผู้ฟัง ผู้ศึกษาได้เข้าใจธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง   ไม่ว่าจะทรงแสดงโดยพระสูตรใดก็ตาม หรือส่วนใดของพระธรรมคำสอน  ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้  โดยโวหาร  โดยพยัญชนะต่างๆ ทั้งหมดทั้งปวง  เพื่อให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง  อันเป็นธรรมที่ละเอียดยิ่ง(อภิธรรม) ที่หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ไม่ได้เลย สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกของผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษา อย่างแท้จริง  ถ้าเป็นผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาทพระธรรมว่าง่าย  ศึกษาด้วยความตั้งใจ  ความเข้าใจก็จะค่อยๆเจริญขึ้นไปตามลำดับ

     ประโยชน์จึงอยู่ที่การเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง  ไม่ว่าจะศึกษาพระสูตร  พระวินัย รวมไปถึงพระอภิธรรม   ก็ไม่พ้นไปจากความเป็นอภิธรรม   จึงสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า มีแต่ธรรมเท่านั้น  ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ครับ

                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nong
วันที่ 17 ม.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 17 ม.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
natural
วันที่ 17 ม.ค. 2556

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 17 ม.ค. 2556

            กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
นิรมิต
วันที่ 17 ม.ค. 2556

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ