อาหาร [สภาพที่นำมาซึ่งผล] ๔ ประการ
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  29 ก.ย. 2552
หมายเลข  13768
อ่าน  1,957

       พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ ๕๗๐
        
        อธิบายว่า    กวฬิงการาหาร    เป็นปัจจัยพิเศษของรูปกาย   ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา(เป็นของกิน)      ผัสสาหาร     เป็นปัจจัยพิเศษของเวทนาในหมวดนาม   มโนสัญเจตนาหารเป็นปัจจัยพิเศษของวิญญาณ         วิญญาณเป็นปัจจัยพิเศษของนามรูป  ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ร่างกายนี้อาศัยอาหารจึงดำรง (ชีพ) อยู่ได้ ไม่มีอาหาร  ดำรง  (ชีพ)  อยู่ไม่ได้  ฉันใด      เหมือนอย่างเวทนาเกิดมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย           วิญญาณเกิดมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย นามรูปเกิดมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย.        ถามว่า  ก็ในอาหารวาระนี้   อาหารอะไร  นำอะไรมาให้ ?        ตอบว่า   กวฬิงการาหาร     นำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ มาให้    ( อวินิพโภครูป  ๘ ) ,ผัสสาหาร  นำเวทนา ๓ มาให้, มโนสัญเจตนาหาร นำภพทั้ง ๓ มาให้   วิญญาณาหาร นำนามรูปโนปฏิสนธิมาให้.        นำมาให้อย่างไร ?       (นำมาให้อย่างนี้)   คือ ก่อนอื่น   กวฬิงการาหาร      เพียงแต่วางไว้ในปากเท่านั้นก็ก่อตั้งรูปทั้ง  ๘  ขึ้น (สร้างรูปทั้ง ๘  ขึ้น).   ส่วนคำข้าวแต่ละคำที่ฟันเคี้ยวให้ละเอียดกลืนลงไป  จะก่อตั้งรูปขึ้นคำละ  ๘ รูปทั้งนั้น.    กวฬิงการาหาร  นำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘มาให้อย่างนี้.ส่วนผัสสาหาร คือผัสสะที่จะให้เกิดสุขเวทนา เมื่อเกิดขึ้น จะนำสุขเวทนามาให้, ผัสสะที่จะให้เกิดทุกขเวทนา ก็เช่นนั้น  คือจะนำทุกข์มาให้, ที่จะให้เกิดอทุกขม-สุขเวทนา ก็จะนำอทุกขมสุขเวทนามาให้.     ผัสสาหารจะนำเวทนาทั้ง  ๓    มาให้โดยประการทั้งปวง  ดังที่พรรณนามานี้.        มโนสัญเจตนาหาร    คือ กรรมที่จะให้เข้าถึงกามภพ   จะนำกามภพมาให้,    ที่จะให้เข้าถึงรูปภพและอรูปภพ   ก็จะนำรูปภพและอรูปภพมาให้,มโนสัญเจตนาหาร   จะนำภพทั้ง ๓ นาให้อย่างนี้   แม้โดยประการทั้งปวง.       แต่วิญญาณาหารท่านกล่าวว่า  จะนำขันธ์ทั้ง ๓ ที่สัมปยุตด้วยวิญญาณ นั้น   และรูป  ๓๐  อย่างที่เกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งสันตติ  ๓  มาให้  โดยนัยแห่งปัจจัยมีสหชาต-ปัจจัยเป็นต้น  ในปฏิสนธิขณะ. วิญญาณาหาร นำนามรูป  ในปฏิสนธิขณะมาให้อย่างนี้ดังนี้ .
       

Tag  มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 29 ก.ย. 2552
 
       พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ ๕๗๒      อนึ่ง   ในอาหารวาระนี้     กุศลเจตนา และอกุศลเจตนา  ที่ยังมีอาสวะอยู่นั้นแหละท่านกล่าวไว้ว่า  มโนสัญเจตนาหาร   จะนำภพทั้ง ๓ มาให้,     ปฏิสนธิวิญญาณนั้นเองท่านกล่าวไว้ว่า     วิญญาณจะนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้.        แต่อาหาร ๓ อย่างเหล่านี้  พึงทราบว่าเป็นอาหารโดยไม่แปลกกัน   เพราะนำมาซึ่งธรรมที่สัมปยุตกับด้วยวิญญาณนั้น      และธรรมที่เป็นสมุฏฐานแห่งวิญญาณนั้น.        ในจำนวนอาหาร ๔ อย่างนั้น    กวฬิงการาหาร       เมื่อค้ำชู  (ชีวิต )ไว้    ย่อมให้สำเร็จกิจ คือการนำ (รูป)  มา.    ผัสสะ เมื่อถูกต้องอยู่นั้นแหละ(ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำเวทนามา ).  มโนสัญเจตนา เมื่อประมวลมาอยู่นั่นแหละ (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำภพมา).     วิญญาณ เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ    (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำนามรูปในปฏิสนธิ-ขณะมา)        อย่างไร ?        ( อย่างนี้คือ)    ความจริง    กวฬิงการาหาร    เมื่อค้ำชู   (ชีวิต)อยู่นั้นเอง จะมีการดำรงสัตว์ทั้งหลายไว้     โดยการดำรงกายไว้    เพราะว่าร่างกายนี้    ถึงกรรมจะแต่งให้เกิด   กวฬิงการาหารก็ค้ำชูไว้  จึงดำรงอยู่ได้จนถึงกำหนดอายุ  ๑๐ ปีบ้าง   ๒๐  ปีบ้าง เหมือนทารกที่มารดาให้เกิดแล้วแม่นมให้ดื่มนมเป็นต้นเลี้ยงดูอยู่      จึงดำรงอยู่ได้นานแล.    เหมือนเรือนที่ใช้ไม้ค้ำค้ำไว้.     สมจริงตามพระพุทธพจน์ว่า  ขอถวายพระพรมหาบพิตร     เมื่อ   เรือนจะล้ม  คนทั้งหลายจะเอาไม้อื่นมาค้ำไว้    เรือนนั้น    ที่ถูกไม้อื่นค้ำไว้ทรงตัวอยู่ได้     เมื่อเป็นเช่นนี้เรือนนั้น    จะไม่ล้ม    ฉันใด     ขอถวายพระพรมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า   ร่างกายนั้น   ก็ฉันนั้น   เหมือนกันนั้นแล    ดำรงอยู่ได้เพราะอาหารอาศัยอาหาร จึงดำรงอยู่ได้.กวฬิงการาหาร   เมื่อค้ำจุนร่างกายอยู่อย่างนี้    ย่อมชื่อว่า    ให้สำเร็จหน้าที่ของอาหาร(การนำรูปมา)     และแม้เมื่อให้สำเร็จอาหารกิจอยู่อย่างนี้     กวฬิงการาหารก็ชื่อว่าเป็นปัจจัยของรูปสันตติ ๒ อย่างคือ     เป็นปัจจัยของรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานด้วย   รูปที่ตัณหาและทิฏฐิถือเอาแล้วด้วย    กวฬิงการาหารเป็นสิ่งที่ตามรักษากัมมชรูป    (รูปเกิดแต่กรรม)     และเป็นผู้ให้กำเนิดแก่รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานดำรงอยู่ได้.        ส่วนผัสสะ เมื่อถูกต้องอารมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความสุขเป็นต้นอยู่นั้นแหละ ชื่อว่ามีอยู่  เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย    ด้วยการหมุนเวียนไปแห่งสุขเวทนาเป็นต้น.        มโนสัญเจตนา    เมื่อประมวลไว้    ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมอยู่นั้นแหละ  ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย  โดย การยังรากเหง้าของภพให้สำเร็จ.        วิญญาณ     เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ    ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลายโดยการเป็นไปแห่งนามรูป.
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
สามารถ
วันที่ 1 ต.ค. 2552

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
สามารถ
วันที่ 1 ต.ค. 2552

 

พี่คำปั่นครับ แล้ว "(อะไรสักอย่าง) ๕" ที่ประกอบด้วย ไออุ่น, ลมหายใจ, ..., ..., ...,

พอจะทราบไหมครับว่า เป็นหัวข้อเกี่ยวกับอะไร ?

ช่วยหาให้อ่านหน่อยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
prachern.s
วันที่ 2 ต.ค. 2552

ความเห็นที่ ๓ คงหมายถึง

 ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อยอย่างไร ?        ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้าเนื่องด้วยลมหายใจออก   เนื่องด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก   เนื่องด้วยมหาภูตรูป   เนื่องด้วยไออุ่น   เนื่องด้วยกวฬิงการาหาร  เนื่องด้วยวิญญาณ.

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 2 ต.ค. 2552


         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   เรียน  ความเห็นที่ ๓  และ ขอขอบพระคุณ อาจารย์ prachern.s ครับขอเชิญคลิกอ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับชีวิตเนื่องด้วยปัจจัยต่าง ๆ  ได้ที่นี่ ครับ  ชีวิตเนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง 

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
udomjit
วันที่ 16 มิ.ย. 2555

กราบอนุโมทนาค่ะ วันนี้มีโอกาสร่วมพานักศึกษาไปศึกษาธรรมที่วัดในเมือง พระท่านกล่าวถึงมโนสัญเจตนา และวิญญาณในเรื่องอาหารทั้ง4ไว้ แต่สำหรับดิฉันยังไม่ชัดเจนคะ เมื่อมีช่วงเวลาก็นึกหาที่พึ่งในการไตร่ถาม และไม่เคยผิดหวังเลยในการเข้าสืบค้นจากกระดานสนทนา อนุโมทนาทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับwebsiteและกระทู้ข้อสนทนาทุกข้อค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ