ความจริงแห่งชีวิต [007] รูปปรมัตถ์
 
พุทธรักษา
วันที่  6 มิ.ย. 2552
หมายเลข  12585
อ่าน  755

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปรมัตถธรรมสังเขปโดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

"รูปปรมัตถ์" เป็น สภาพธรรม ที่ไม่รู้อารมณ์ มี "ปัจจัย" ปรุงแต่ง จึง เกิดขึ้น และ ดับไป เช่นเดียวกับ "จิต" และ เจตสิก"

"รูปปรมัตถ์" มี ๒๘ ประเภท และมีความหมาย ไม่เหมือนที่เข้าใจกัน ว่าโต๊ะ เป็นรูปหนึ่ง เก้าอี้เป็นรูปหนึ่ง เป็นต้น ใน "รูปปรมัตถ์" ๒๘ ประเภท นั้น "รูป" ที่ "จิต" รู้ได้ ทางตา (คือ จิตเห็น) มีเพียงรูปเดียว เท่านั้น คือ "สิ่งที่ปรากฏทางตา" ส่วน "รูป" อีก ๒๗ รูป ไม่ปรากฏกับ "จิตเห็น" แต่ รู้ได้ทางอื่น (จิตอื่น) หมายความว่า "รูป" ปรากฏได้ กับ "จิตอื่น" ตามประเภทของ "รูป" นั้นๆ เช่น "เสียง" รู้ได้ ทางหู "กลิ่น" รู้ได้ ทางจมูก เป็นต้น

ถึงแม้ว่า จะเห็น "จิต" และ "เจตสิก" ไม่ได้เช่นเดียวกับ "รูป" ๒๗ ประเภท ที่มองไม่เห็น แต่ "จิต" และ "เจตสิก" ก็ไม่ใช่ "รูปปรมัตถ์" เพราะว่า "จิต" และ "เจตสิก" เป็น "ปรมัตถธรรม" ที่รู้อารมณ์ (นามธรรม) ส่วน "รูป" เป็น "ปรมัตถธรรม" ที่ไม่รู้อารมณ์ (รูปธรรม)

"รูปปรมัตถ์"
เป็น "สังขารธรรม" เพราะ มี "ปัจจัย" ปรุงแต่ง จึงเกิดขึ้น "รูป"ๆ หนึ่ง ต้องอาศัย "รูปอื่น" เกิดขึ้น ฉะนั้น จะมีรูปเกิดขึ้น เพียงรูปเดียว นั้นไม่ได้ ต้องมี "รูป" ที่เกิดพร้อมกันและ อาศัยกันและกัน จึงเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีหลายรูป ที่เกิดร่วมกัน แยกออกจากกันไม่ได้เลยภาษาบาลี เรียก "รูปกลุ่มนี้" ว่า (รูป) ๑ กลาป

"รูป" เป็น สภาพธรรมที่ เล็ก ละเอียดมากเกิดขึ้น และ ดับไป อย่างรวดเร็วตลอดเวลา "รูป ๑ กลาป" ที่เกิดขึ้นจะดับไป เมื่อ "จิต" เกิด และดับ ๑๗ ขณะ ซึ่ง เป็นไป อย่างรวดเร็วมาก เพราะว่า "จิตที่เห็น" และ "จิตที่ได้ยิน" ที่เกิดขณะนี้ ปรากฏ เสมือนว่า เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้นแท้จริงแล้ว เกิด และ ดับ ห่างไกลกันมาก เกินกว่า ๑๗ ขณะจิต ฉะนั้น "รูป" ที่เกิดพร้อมกับ "จิตที่เห็น "ต้องดับไป ก่อนที่ "จิตที่ได้ยิน" จะเกิดขึ้น

"รูป" แต่ละ "รูป" เล็ก ละเอียดมาก เมื่อแตกย่อย "รูปที่เกิดดับรวมกันอยู่" ออกอย่างละเอียดยิบ จนแยกต่อไปอีกไม่ได้ "กลุ่มของรูป" (คือ ๑ กลาป) ซึ่งเล็กที่สุด ที่แยกออกจากกันไม่ได้เลย นั้น มี "รูป" ที่รวมกันอยู่ อย่างน้อยที่สุด ๘ รูป เรียกว่า "อวินิพโภครูป ๘" ได้แก่" มหาภูตรูป ๔" (รูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน) แบ่งออกเป็น ๔ รูป คือ

"ปฐวีธาตุ" (ธาตุดิน) เป็น "รูป" ที่มี "ลักษณะ" อ่อน หรือ แข็ง ๑ รูป

"อาโปธาตุ" (ธาตุน้ำ) เป็น "รูป" ที่มี "ลักษณะ" เอิบอาบ หรือ เกาะกุม ๑ รูป

"เตโชธาตุ" (ธาตุไฟ) เป็น "รูป" ที่มี "ลักษณะ" ร้อน หรือ เย็น ๑ รูป

"วาโยธาตุ" (ธาตุลม) เป็น "รูป" ที่มี "ลักษณะ" ไหว หรือ ตึง ๑ รูป

"มหาภูตรูป" คือ รูปทั้ง ๔ นี้ ต่างอาศัยกันและกัน เกิดขึ้นจึงแยกออกจากกันไม่ได้เลย และ "มหาภูตรูป ๔" นี้เป็น "ปัจจัย" โดยเป็น "ที่อาศัยเกิด" ของ "รูป" อีก ๔ รูป คือ "อุปาทายรูป" (คือ รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด) ซึ่งต้องเกิดร่วมกัน กับ มหาภูตรูป ในกลาปเดียวกัน ได้แก่

"วัณโณ" (แสง สี) เป็น "รูป" ที่ปรากฏ ทางตา ๑ รูป

"คันโธ" (กลิ่น) เป็น "รูป" ทีปรากฏ ทางจมูก ๑ รูป

"รโส" (รส) เป็น "รูป" ที่ปรากฏ ทางลิ้น ๑ รูป

"โอชา" (อาหาร) เป็น "รูป" ที่เป็น "ปัจจัย" ให้เกิดรูป ๑ รูป

"รูป" ทั้ง ๘ รูป นี้ แยกกันไม่ได้เลย เป็น "กลุ่มของรูป" ที่เล็ก ที่สุดที่เกิดพร้อมกัน และ ดับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว จะมีแต่ "มหาภูตรูป ๔" เป็น "ปัจจัย" โดยไม่มี "อุปาทายรูป" ๔ รูป นี้ไม่ได้เลย

ขออนุโมทนา


  ความคิดเห็น 1  
 
K
K
วันที่ 7 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
h_peijen
h_peijen
วันที่ 7 มิ.ย. 2552

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
hadezz
วันที่ 15 มิ.ย. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
พุทธรักษา
วันที่ 13 ส.ค. 2552

ขอบพระคุณค่ะ ที่กรุณาแจ้งให้ทราบค่ะ หากมีข้อผิดพลาดอีกประการใดอีก กรุณาตักเตือนด้วย...จักขอบพระคุณอย่างสูง. บ่อยครั้งที่มีการพิมพ์ผิด เพราะความประมาทต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ.

 
  ความคิดเห็น 6  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 18 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ