ปกิณณกธรรม ตอนที่ 163

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ตอนที่ ๑๖๓

สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร

พ.ศ. ๒๕๓๗


ผู้ฟัง เหตุที่ทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ประการที่ ๑ คือมีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย แสดงว่าจะต้องมีการสะสมการเห็นผิดอยู่เป็นเนืองนิตย์ตั้งแต่อดีตเนิ่นนานมาจนถึงปัจจุบันนี้ การสะสมความเห็นผิดมาก็เป็นไปโดยความไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าความเห็นความเชื่อของตนนั้นเป็นความเห็นผิด ถ้าหากว่าตัวเราเองหรือบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงญาติพี่น้องก็ตาม ที่มีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย เราจะมีแนวทางอย่างไร ที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีอัธยาศัยสะสมความเห็นผิดนั้นให้มีความเห็นถูก เพราะเขาไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความเห็นผิด

ท่านอาจารย์ มีหนทางเดียวคือพระธรรมเท่านั้น อย่างอื่นก็ไม่ทราบจะช่วยได้อย่างไร

ผู้ฟัง ถ้าไม่ฟังพระธรรมก็ ...

ท่านอาจารย์ ไม่ฟังก็ไม่มีทาง

ผู้ฟัง ไม่มีทางอื่นเลย ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ โดยมากเราจะคิดถึงช่วยคนอื่น ใช่หรือไม่ แต่ตัวของเราเองจะต้องเป็นผู้ละเอียดที่จะรู้ว่า ความเห็นผิดชัดๆ นั้นเราไม่มี แต่ว่าความเห็นผิดเล็กๆ น้อยๆ เรายังมีหรือไม่ เพราะว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ

เวลาที่เราคิดถึงคนอื่น ขณะนั้นก็เป็นจิตที่มีคนอื่นเป็นอารมณ์แล้วคิดถึงว่าจะช่วยเขา ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นแต่เพียงความคิดของเราขณะนั้นเกิดขึ้นคิดจะช่วย นี่คือโดยปรมัตถ์ จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่ระลึกลักษณะสภาพของจิตบ่อยๆ จะทำให้เราเข้าใจถูกขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละคนต้องปฏิบัติกิจของตนเอง เป็นความจริงว่าเราอยากจะช่วยคนอื่นโดยมีข้อแม้อยู่นิดเดียวคือ ถ้าเขาพร้อมจะให้ช่วย เมื่อใดที่เขาพร้อม เราช่วยได้ทันที แต่ถ้าเขายังไม่พร้อม คิดว่าช่วยไม่สำเร็จและคงจะเสียเวลา

ผู้ฟัง "พร้อม" หมายถึงเขายินดีที่จะรับฟังพระธรรม ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ ใช่ คุณกฤษณาอยากจะช่วยใครบ้าง

ผู้ฟัง พวกพี่น้อง

ท่านอาจารย์ เท่านั้นหรือ แล้วคนอื่น

ผู้ฟัง คนอื่นด้วย

ท่านอาจารย์ ที่เราทำอยู่นี้คือการช่วยแล้ว ใช่หรือไม่ คือช่วยตัวเราเองให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้น เพื่อว่าเมื่อใดที่เราสามารถจะช่วยคนอื่นได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ข้อสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เมื่อเขาพร้อมที่จะรับฟัง เราจะเลือกบุคคลไม่ได้ว่าจะช่วยญาติหรือจะช่วยเพื่อน แต่ต้องเป็นคนที่พร้อม

คุณกฤษณาเบาใจขึ้นหรือไม่ที่ไม่คิดเจาะจงจะช่วยคนนั้นคนนี้ แต่พร้อมที่จะช่วยใครก็ได้ที่เขาพร้อม

ผู้ฟัง ยังหนักใจนิดหนึ่งตรงที่ตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะพร้อมเท่าไร แต่ว่าก็อยากจะช่วยคนอื่นด้วย

ท่านอาจารย์ ทุกคนจะสังเกตได้ว่า ขณะใดที่จิตเป็นกุศลแท้ๆ จริงๆ ขณะนั้นเบา แต่ถ้าขณะใดแม้ว่าดูเหมือนเป็นกุศลเพราะว่าอยากจะช่วยคนนั้นคนนี้ แต่จริงๆ แล้วขณะนั้นเป็นความหนัก แสดงให้เห็นว่าขณะนั้นไม่ใช่กุศล

เพราะฉะนั้น สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพของอกุศลจิตเป็นกุศลจิตได้ คือรู้ว่าไม่มีใครสามารถจะช่วยใครได้จริงๆ เขาต้องช่วยตัวเขาเอง แต่เรามีหนทางที่เมื่อได้ศึกษาธรรมแล้วเข้าใจและมีโอกาส

ผู้ฟัง อยากจะช่วยให้เขาได้ฟังพระธรรมแม้สักนิดหนึ่ง เพื่อให้เขาสนใจ

ท่านอาจารย์ แล้วสำเร็จหรือไม่

ผู้ฟัง ไม่สำเร็จ

ท่านอาจารย์ ไม่ เพราะฉะนั้นอย่างที่กล่าวคือ ต่อให้เราอยากสักเท่าไร ก็ต้องแล้วแต่คนอื่นพร้อมหรือยัง

ผู้ฟัง เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากเราจะสอนหรือจะบอกเขาตอนที่ถึงแม้เขาจะฟังไม่เข้าใจ ก็บอกให้เขาฟังเพื่อจะได้บุญ เช่นที่มีการเทศน์กันทั่วๆ ไปว่า ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ฟังเพื่อได้บุญก็แล้วกัน

ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วดิฉันก็มีวิธี เช่นเวลารับประทานอาหาร ถ้าเป็นรายการ ๗ โมงครึ่งก็เปิดธรรมไว้ที่โต๊ะเบาๆ ใครจะฟังหรือไม่ฟังก็แล้วแต่ คือถ้าเป็นโอกาสซึ่งทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่จะไม่บอกใครเลยว่าให้ฟัง เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะบอกเขา แต่ถ้าเขาได้ยินแล้วเกิดความสนใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เพราะขณะนั้นเป็นโอกาสซึ่งทุกคนอยู่ที่โต๊ะอาหารได้ ถ้าเป็นโอกาสอื่นต่างคนต่างแยกกันอยู่ก็ไม่ได้ฟัง

ผู้ฟัง เกี่ยวกับการคบหาสมาคมกับบุคคลผู้ที่มีทิฏฐิวิบัติ ถ้าหากว่าเราเอง หรือญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรู้จักของเรา คบหาสมาคมกับผู้ที่มีทิฏฐิวิบัติคือ ถลำตัวเข้าไปคบหาสมาคม ไปคลุกคลีกับเขาแล้ว การที่จะถอนตัวออกมาจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง

อ.สมพร เราจะช่วยคนอื่นได้เฉพาะแต่คนที่เขามีความเห็น ยังไม่มีทิฏฐิอย่างมั่นคง ถ้าหากว่าคนนั้นมีความเห็นอย่างมั่นคงแล้วยาก ช่วยไม่ได้

ท่านอาจารย์ คุณกฤษณาคงจะหมายความว่าการเสพนัยนี้ ไม่ใช่หมายความแต่เฉพาะการคบหาสมาคม เช่น คบกับความเห็น คือเรามีเพื่อนมาก มีญาติพี่น้องมาก แล้วต่างคนก็มีความเห็นต่างๆ กัน แต่ละคนมีความเห็น เพราะฉะนั้น การเสพนัยนี้หมายความว่า คบกับความเห็น ไม่ใช่คบกับบุคคล บุคคลต้องคบอยู่แล้วเพราะเป็นญาติ หรือเป็นพี่น้องมิตรสหายบ้าง เราจะเลิกคบเขาเพราะบอกว่าคนนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คนนั้นเข้าใจผิดหรืออะไร เราจะไม่มีใครเลย เพราะว่าแต่ละคนอาจจะมีความเห็นที่ผิดๆ คนละเล็กคนละน้อย

เพราะฉะนั้น คบนัยนี้คงจะหมายความถึงคบความเห็น เพราะเหตุว่าแต่ละคนมีความเห็น เช่น มีเพื่อน ๑๐ คน ซึ่งแต่ละคนก็มีความเห็น ๑๐ อย่าง เราจะคบกับความเห็นไหน เราก็ต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยความแยบคายว่าอย่างนี้มีเหตุผล หรืออย่างนี้ไม่มีเหตุผล สมมติว่าเราอยู่โรงเรียนที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งแวดล้อมไปด้วยพระคัมภีร์และคำอธิษฐาน หรืออะไรต่างๆ แต่เราไม่คบกับความเห็นนั้นได้ทั้งๆ ที่เราอยู่ในกลุ่มนั้น

เพราะฉะนั้นคบนัยนี้ไม่ได้หมายความว่าคบบุคคล แต่เป็นผู้ระวังที่จะคบความเห็นที่ถูกต้องจากใครก็แล้วแต่ จะเป็นโรงเรียน มิตรสหาย หรือเพื่อนฝูงก็ตาม มีเรื่องจริงเมื่อตอนที่คุณพ่อไม่สบายป่วยหนัก น้องคนหนึ่งเจ้าพิธีรีตองไปหาคาถาอะไรมาก็ไม่ทราบ จากใครก็ไม่รู้ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า คนนั้นสามารถที่จะรักษาได้ แล้วบอกว่าให้ไปจุดธูปข้างนอกห้อง ตอนกี่ทุ่มกี่ยามก็ไม่ทราบ แล้วให้ไปนั่งอ่านคาถามืดๆ คือเราจะเฝ้าคุณพ่อกัน ๒ คนต่อคืน คนหนึ่งก็ออกไป นั่งอ่านไปแล้วเขาหัวเราะไป ก็เป็นเรื่องที่ต้องน่าหัวเราะ แต่ว่าเขาให้ทำก็ทำ

แสดงให้เห็นว่า เราทำเพราะอะไร แต่เราไม่เสพความเห็นผิดนั้น ต่อให้ใครจะทำอย่างไร หรือชักชวนทำอะไรก็ตาม เราไม่ได้มีความเชื่อไปด้วย ทำเพียงเพื่อให้คนที่บอกเรานั้นสบายใจ แต่ดิฉันไม่ใช่เป็นคนทำ เราออกไปนอกห้องด้วยกัน ๒ คนแล้วน้องอ่าน อ่านไปหัวเราะไป เราก็หัวเราะแล้วกลับเข้าห้อง

ผู้ฟัง แสดงว่าใจไม่ได้น้อมตาม

ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่านี่คือการคบ คบความเห็น คบความคิดเห็น ซึ่งอาจจะแวดล้อมตัวเราตลอดเวลา เพราะจริงๆ แล้วแต่ละคนอยู่ในโลกของตัวเอง เพราะฉะนั้น มีความเห็นต่างๆ ซึ่งมาจากบุคคลต่างๆ แต่เราสามารถจะเลือกได้ โดยที่เรายังต้องคบเขา แต่ไม่คบความคิดเห็นที่ผิด

ผู้ฟัง หมายความว่าเราจะคบกับใครก็ตาม แต่เราจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองที่จะต้องมีความเชื่อ

ท่านอาจารย์ พิจารณาให้ถูกต้อง

ผู้ฟัง พิจารณาให้ถูกต้องที่จะเชื่อในสิ่งที่เป็นเหตุผล

ผู้ฟัง เรื่องทิฏฐิคตสัมปยุตต์ คือความคิดเห็นที่ประกอบกับความเห็นผิด มีข้อที่น่าพิจารณาข้อหนึ่ง คือ ความเห็นผิดขณะที่ไม่รู้ลักษณะของปรมัตถธรรม คือว่าท่านเห็นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล แต่ขณะนั้นท่านไม่มีทิฏฐิคตสัมปยุตต์ เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาว่า ความเห็นในเรื่องปรมัตถ์ ซึ่งผู้ที่ท่านได้รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมที่ทรงแสดงก็รู้ว่า เป็นนามธรรม รูปธรรม แสดงว่านอกจากจะมีความเห็นในเรื่องปรมัตถ์ซึ่งเป็นนามเป็นรูปแล้ว ความเห็นในบัญญัติก็จะแตกต่างจากก่อนที่ได้เข้าใจพระธรรม ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วถ้ายังไม่ได้ศึกษาพระธรรม จะไม่รู้จักปรมัตถธรรม ไม่รู้จักธรรม ฟังแต่เรื่องราว แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสภาพธรรมจริงๆ ที่ทรงแสดงไว้กำลังปรากฏอยู่ทุกขณะ แสดงว่าที่เราเคยศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะมา จะกี่ปริจเฉทก็ตาม ให้ทราบว่าเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้

ผู้ฟัง ขณะที่ท่านเห็นเป็นคน คือไม่รู้ลักษณะของนามและรูป ท่านก็ไม่มีทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมเลยเห็นเป็นคน คนที่ศึกษาธรรมแล้วก็ยังเห็นเป็นคน หรือคนที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นถึงพระอรหันต์แล้วก็ยังเห็นเป็นคน แสดงว่าการที่เห็นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ไม่ใช่ต้องประกอบด้วยความเห็นผิดเสมอไป เนื่องจากมีสัญญาความจำในสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วทางใจก็สามารถจะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร หรือเป็นใคร ซึ่งไม่ใช่ความเห็นผิด เพราะเหตุว่าเป็นสัญญาความจำที่เคยเห็น เพราะฉะนั้นก็จำได้ แต่ถ้าเป็นความเห็นผิดคือเชื่อจริงๆ ว่าเป็นคน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ต้องเป็นคนที่เที่ยงด้วย เป็นคนนั้นคนนี้ ไม่ได้รู้เรื่องของธรรมเลยแล้วมีความเห็นว่าต้องเป็นเช่นนี้ มีความยึดมั่นในความเห็นนั้น

ผู้ฟัง ก่อนหน้านี้ ส่วนมากผมจะปฏิบัติสมาธิแล้วสวดมนต์ภาวนา คือไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน แต่เมื่อได้มาฟังท่านอาจารย์บรรยายก็เริ่มสนใจ ท่านอาจารย์บอกระลึกลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ครั้งแรกเริ่มระลึกก็ไม่ค่อยทราบอะไร แต่เมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรม ได้ศึกษาเรื่องของจิตเจตสิกไปพอสมควร สติเริ่มเกิดมากขึ้นบ้าง การที่เราเจริญสติ เราไม่ต้องจำชื่อจิตก็สามารถระลึกได้ แต่ผมมีความคิดเห็นว่า น่าจะจำเจตสิกได้บ้าง เพราะว่าขณะที่ระลึกนี้รู้สึกว่าลักษณะของเจตสิกจะปรากฏชัด ถ้าไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ เป็นอารมณ์ทางใจ เช่น อิสสา มัจฉริยะ มานะ ฯลฯ

ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วไม่ต้องจำชื่อได้หรือไม่ เช่น ความรู้สึกเจ็บ ไม่ต้องจำชื่อได้หรือไม่ ความรู้สึกรู้สึกแล้ว อย่าลืมว่า ความรู้สึกกำลังรู้สึกแล้ว ไม่ต้องจำชื่อได้หรือไม่

ผู้ฟัง ขณะระลึกก็ไม่ต้องจำ แต่ขณะศึกษาก่อนที่จะเจริญสติ รู้สึกว่าการที่สามารถทราบชื่อของเจตสิก เช่น เมตตาหมายถึงสภาพธรรมที่มีความเอ็นดู หรือสงสาร ต่อผู้ที่ได้รับความทุกข์อะไรเช่นนี้

ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วคือกลับกัน กลับกันที่ว่าสภาพธรรมมี ถ้าไม่อาศัยชื่อ เราไม่สามารถจะเข้าใจในสภาพธรรมนั้นได้ถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีสภาพธรรมปรากฏ แล้วเราจำเป็นจะต้องไปรู้ชื่อ แต่การที่เราฟังชื่อต่างๆ เช่น ชื่อของเจตสิก เพื่อให้รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งใกล้เคียงกันแล้วอาจจะทำให้เราเข้าใจผิด คิดว่าสภาพธรรมอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ แต่จริงๆ แล้ว ธรรมที่แสดงไว้โดยพยัญชนะต่างๆ โดยละเอียด เพื่อให้เราเข้าใจลักษณะที่ละเอียดของสภาพธรรม

การฟังธรรมเพื่อเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏให้ถูกต้อง ที่ใช้ชื่อต่างๆ เพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เพื่อให้เข้าลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรม เวลาที่เราศึกษาก็จะมีชื่อรวมไปด้วยในความจำของเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปท่อง แต่หมายความว่า จากการได้ยินชื่อทำให้เราสามารถจะพิจารณาสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพราะเราได้ยินชื่อนี้ แต่ว่าสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เช่น แข็งกำลังปรากฏ จะใช้คำว่าอะไรก็ตามแต่ หรือว่าความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ การที่ใช้ชื่อเพื่อให้สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม

ผู้ฟัง ถ้าหากว่าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจศึกษาพระสัทธรรม ไม่สนใจที่จะศึกษาปริยัติ คือพระไตรปิฎกและอรรรถกถา แล้วมุ่งที่จะปฏิบัติอย่างเดียว แต่ปฏิบัติก็เป็นหนึ่งในพระสัทธรรมด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ได้เบือนหน้าหนีพระสัทธรรมทั้งหมด คือเบือนหน้าหนีเฉพาะที่เป็นปริยัติสัทธรรม แต่ว่าไม่ได้หนีการปฏิบัติ จะเรียกว่าเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตต์ได้หรือไม่ เพราะว่าเบือนหน้าหนีจากปริยัติ แต่ไม่ได้เบือนหน้าหนีจากปฏิบัติ

อ.สมพร ถ้าไม่มีปริยัติก็ปฏิบัติไม่ถูก ถึงจะไม่เบือนหน้าหนีก็ปฏิบัติไม่ถูก ก็เหมือนเบือนหน้าหนี

ผู้ฟัง ในทางตรงข้ามอีกขั้นหนึ่ง สมมติว่าเบือนหน้าหนีจากปฏิบัติ มุ่งแต่จะสนใจศึกษาปริยัติอย่างเดียว นี่คือเบือนหน้าหนีจากปฏิบัติ ซึ่งเป็นบางส่วนของพระสัทธรรมเหมือนกัน

อ.สมพร การเรียนปริยัติถูกต้องดีแล้ว ผู้นั้นต้องปฏิบัติ ต้องเป็นไปตามเหตุและผล คนที่ศึกษาเข้าใจดีแล้ว ที่จะไม่ปฏิบัตินั้นไม่มี นอกจากว่าปริยัติคือการเรียนศึกษายังไม่ดีพอ ในสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรม ฟังธรรมอยู่นั่นคือปริยัติ พิจารณาตามนั่นคือปฏิบัติ เมื่อพระองค์แสดงธรรมจบแล้วปฏิเวธก็เกิดขึ้น ไม่ได้แยกเช่นในสมัยนี้ซึ่งคนมีปัญญาน้อยแล้วก็แยก เรียนกันอย่างมากมายเลยให้เข้าใจแล้วปฏิบัติ สมัยก่อนรวบรัด สิกขาเกิดพร้อมกัน เกิดในระดับเดียวกัน สิกขา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ท่านอาจารย์ ที่จริงแล้วดิฉันคิดว่าต้องเกี่ยวเนื่องกัน เพราะเหตุว่าถ้าเราใช้คำว่า เบือนหน้าจากพระสัทธรรมนั้นต้องทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นปริยัติ เพราะเมื่อบอกว่าพระอภิธรรม พวกหนึ่งคือไม่เรียนเลย ไม่ฟังเลย ไม่สนใจเลย ส่วนอีกพวกหนึ่งสนใจที่จะรู้ แต่ว่าไม่ได้สนใจที่จะเข้าใจธรรม

ซึ่งจุดประสงค์ของการเรียนให้ทราบว่า เท่าที่เราเห็นผลของการศึกษาพระอภิธรรม จะเห็นได้ว่า บางคนมีความจำดีมากสามารถที่จะสอบได้ที่ ๑ แต่ว่าไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ให้ทราบได้ว่าการฟังพระธรรมต้องเป็นผู้ที่ตั้งจิตไว้ชอบจริงๆ ว่า เราฟังธรรม หรือเรามาศึกษาธรรมเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เหล่านี้ เพื่ออะไร ถ้าเพื่อจะสอบ จุดประสงค์ถูกหรือไม่ เพราะบางคนบอกว่าอยู่บ้านไม่มีอะไรทำเลยมาเรียนพระอภิธรรมก็ยังดี จะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ มุ่งมั่นขยันมาก อ่านตำราอะไรทุกอย่างแล้วก็สอบด้วย ถามเขาว่าสอบเพื่ออะไร เขาบอกว่าก็จะได้ให้ตัวเองขยันขึ้น เพราะว่าถ้าไม่มีการสอบก็จะไม่ขยัน คล้ายๆ กับว่าจะเรียนไม่จริงจัง แต่จริงๆ แล้ว เป็นจุดประสงค์ของการศึกษาธรรมหรือไม่ เป็นการที่จะเข้าถึงพระสัทธรรมหรือไม่ เพราะถ้าจะเรียนแบบภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ท่องได้ บอกวันที่และเหตุการณ์ได้ทุกอย่าง จะท่องมหาสติปัฏฐานสูตร รัตนสูตร หรืออะไรก็ตามแต่ ท่องได้หมด แต่เข้าใจธรรมหรือสิ่งที่กำลังกล่าวถึง หรือไม่

แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เบือนหน้าจากพระสัทธรรม ถ้าไม่พิจารณาจริงๆ เพียงไปโรงเรียน เรียนพระอภิธรรมแล้วจะบอกว่า ผู้นั้นไม่ได้เบือนหน้าจากพระสัทธรรม ได้หรือไม่ ถ้าการเรียนนั้นเป็นไปเพื่อเพียงจำ ท่องได้บอกได้จิตมีกี่ดวง เจตสิกมีเท่าไร จิตนี้เกิดร่วมกับเจตสิกเท่าไร แต่ไม่รู้ธรรมเลย ไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ

การฟังธรรมในสมัยนั้นกับสมัยนี้ผิดกัน สมัยนั้นผู้ที่ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคฟังพระธรรม ซึ่งทรงแสดงเรื่องของสภาพธรรมจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ โดยละเอียดให้คนนั้นเข้าใจได้ การฟังพระธรรมคือเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ถ้าเป็นผู้ที่ศึกษาเพื่อเข้าใจจริงๆ ผู้นั้นไม่ได้เบือนหน้าจากพระสัทธรรม แต่ถ้าการศึกษานั้นไม่เป็นไปเพื่อที่จะเข้าใจ ไม่มีทางที่จะถึง และไม่มีทางที่จะรู้ว่าปริยัติสัทธรรมเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ว่าไปปฏิบัติ ไม่มีหนทางที่จะเป็นไปได้ หรือผู้ที่เรียนโดยที่ยังไม่สนใจปฏิบัติ สนุกสนานกับการเรียน ชอบฟังเป็นเรื่องความรู้ เป็นเครื่องเจริญปัญญา ลับสมอง ลับสติปัญญา เหมือนกับว่าตัวเองจะมีความสามารถที่จะรับฟังพิจารณาเหตุผล แต่ไม่เข้าใจธรรม ผู้นั้นก็ไม่ได้เห็นประโยชน์จริงๆ ว่าเรียนเพื่ออะไร แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีสภาพธรรมกำลังปรากฏ แล้วผู้เดียวที่สามารถจะให้เราสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ถูกต้อง คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น บุคคลอื่นไม่สามารถจะมาชี้แจงเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตาเกิดดับ ไม่ใช่ตัวตน มีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว

แสดงให้เห็นว่ามีสภาพธรรมที่ปรากฏแล้วเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น การฟังพระสัทธรรมหรือปริยัติสัทธรรม เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ แล้วประจักษ์ความจริงได้

ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น จะเป็นการเบือนหน้าหนีพระสัทธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการศึกษาและปฏิบัติ

ท่านอาจารย์ ความเข้าใจว่าเรียนเพื่ออะไร

ผู้ฟัง บางคนศึกษาแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่ใช่เป็นผู้ที่ไม่เบือนหน้าหนีพระสัทธรรม เพราะว่าเรียนแบบเรียนเล่นๆ ไม่ได้เรียนเพื่อความเข้าใจ

ท่านอาจารย์ หรือว่าเรียนจริงๆ แต่ไม่เข้าใจธรรม เรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อที่จะได้รู้ว่าจบปริจเฉทที่ ๑ ที่ ๒ แล้วอะไรเช่นนี้

ผู้ฟัง ซึ่งก็ยังอาจจะเป็นการเบือนหน้าหนีพระสัทธรรมได้เหมือนกัน เพราะว่าไม่เข้าใจ

ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจธรรม

ผู้ฟัง ความหมายข้อนี้ลึกซึ้ง

ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไตรสิกขา จะต้องไตรสิกขาหรือไม่

อ.สมพร ไตรแปลว่า ๓ มีการแปลไว้หลายอย่าง บางองค์ท่านแปลว่าสำเหนียก บางองค์แปลว่าสิ่งที่ควรศึกษา ไตร ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ๓ อย่าง นี่คือไตรสิกขา แต่สิกขาบางครั้งท่านก็เรียกว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา คือเพิ่มขึ้นมาอีกคำหนึ่ง คำว่าอธิศีลสิกขา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา ถ้าศีลเฉยๆ ลัทธิอื่นก็มี พวกทำฌานได้เขาก็มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาของฌาณ แต่ไม่ใช่อธิ ถ้ามีคำว่า อธิ แล้วต้องเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา

ท่านอาจารย์ ถ้าใช้คำว่าไตรสิกขา หมายความว่าไม่แยกกัน ใช่หรือไม่

อ.สมพร รวมกัน สิกขา ๓ รวมกัน

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่แยกว่าไปศึกษาศีลตอนหนึ่ง สมาธิตอนหนึ่ง ปัญญาตอนหนึ่ง

ผู้ฟัง ไม่แยกกัน ก็คงจะต้องศึกษาพร้อมกัน ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา

ผู้ฟัง การศึกษาปริยัตินั้น ที่พระพุทธองค์ท่านตรัส ท่านตรัสจากญาณ พระองค์เห็นอย่างไร ท่านก็ตรัสเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ศึกษาธรรมไปตีความหมายในลักษณะที่คิดเป็นปริศนาธรรมว่า ท่านตรัสเช่นนั้นหมายถึงอย่างไร โดยไม่พุ่งเป้าไปว่า เราจะทำความเห็นอย่างไรให้ปรากฏตามที่พระพุทธองค์ตรัส จะขอเรียนถามความเห็นท่านอาจารย์ว่า ปริยัติกับปฏิบัติ ๒ ทางนี้ความจริงไม่ต่างกันเลยใช่หรือไม่ หรือต้องเป็นคนละทาง ต้องไปนั่งปฏิบัติแล้วศึกษาปริยัติ หรือว่าไม่ต้องศึกษาปริยัติแล้วปฏิบัติเลย ซึ่งเป็นที่สับสนกันอยู่ในขณะนี้

ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจว่ามีสภาพธรรมกำลังปรากฏ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองหรือว่าเข้าใจได้ ถ้าไม่ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจากการตรัสรู้ เพราะฉะนั้นก็เริ่มจากการฟัง หรือจะศึกษาโดยการอ่านก็ได้ แต่ว่าเป็นเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ในขณะเดียวกันที่ฟังหรือจะอ่านก็ตามแต่ให้พิจารณาให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ


หมายเลข  6786
ปรับปรุง  7 ก.ค. 2567


วีดีโอแนะนำ