ปกิณณกธรรม ตอนที่ 162

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ตอนที่ ๑๖๒

สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร

พ.ศ. ๒๕๓๗


ผู้ฟัง มีความสงสัยเกี่ยวกับโลภมูลจิตที่มีทิฏฐิคตวิปปยุตต์ โอกาสที่มานะเจตสิกจะเกิดขึ้นก็มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากดื่มน้ำของอาจารย์สุรีย์เพียงเท่านั้น ตัวอย่างนี้ท่านอาจารย์บอกว่า ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับเรื่องทิฏฐิคตสัมปยุตต์เลย นี่คือโลภมูลจิตดวงที่มีทิฏฐิคตวิปปยุตต์ แล้วไม่มีมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ คือคงจะต้องการตัวอย่างของโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด แล้วโลภมูลจิตที่ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย และโลภมูลจิตที่มีมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะว่าโลภมูลจิตแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ โลภมูลจิตที่ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย เป็นทิฏฐิคตวิปปยุตต์ ถ้าโลภะที่มีทิฏฐิเกิดร่วมด้วยขณะนั้นเป็นทิฏฐิคตสัมปยุตต์ เราแบ่ง ๒ พวกนี้ว่าเป็นประเภทของโลภะที่ต่างกันคือ บางขณะมีทิฏฐิเกิดร่วมด้วย บางขณะไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงมานะ กล่าวเพียงแค่โลภมูลจิตก่อนว่า ธรรมดาเวลาที่เราชอบอะไรหรือกำลังสนุกสนาน ไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นที่จะเกี่ยวกับโลก เกี่ยวกับสัตว์บุคคล หรือธรรมต่างๆ ขณะนั้นเป็นแต่เพียงความเพลิดเพลินพอใจ ขณะนั้นเป็นโลภมูลจิตซึ่งไม่มีทิฏฐิ ความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ภาษาบาลีใช้คำว่า ทิฏฐิคตวิปปยุตต์

แต่ขณะใดก็ตามที่มีความเห็นผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ขณะนั้นเป็นความเห็นที่เกิดขึ้น จิตขณะนั้นที่มีความเห็นเกิดขึ้นต้องเป็นอกุศลจิตประเภทโลภมูลจิต เพราะเหตุว่ามีความติดข้อง มีความพอใจในความเห็นนั้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์ นี่คือความต่างกันของโลภมูลจิตที่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย กับไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย เรื่องนี้คงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่

ให้ทราบว่า ขณะใดที่มีมานะเกิดร่วมด้วย ในขณะนั้นไม่ได้มีความเห็นเลย เป็นความสำคัญตนเท่านั้น ถ้าบางคนจะบอกว่าน่าจะมีมานะเกิดร่วมด้วยในขณะที่มีความเห็น ดูเหมือนกับว่ามานะจะเกิดร่วมกับทิฏฐิ แต่ให้ทราบว่าจริงๆ แล้วจิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก ถ้าใครเข้าใจว่ามานะจะเกิดร่วมกับทิฏฐิ ก็ให้เห็นความต่างกันในขณะนี้ว่า จิตเห็นไม่ใช่จิตได้ยิน แต่ดูเสมือนว่าทั้งเห็นและได้ยินด้วย เพราะฉะนั้น เวลาที่มีความรู้สึกว่า ขณะที่เป็นมานะจะมีความเห็นผิด ขณะที่มีความเห็นผิดก็มีมานะร่วมอยู่ด้วย ให้ทราบว่า ในขณะนั้นเป็นเพราะการเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิต ทำให้ดูเหมือนว่ามีมานะเกิดในขณะที่มีความเห็นผิด เช่นเดียวกับขณะที่กำลังเห็น ดูเหมือนว่ามีเห็นและมีได้ยินด้วย แต่ความจริงแล้วเป็นจิตคนละประเภทและไม่ได้เกิดพร้อมกัน

เพราะฉะนั้น การดับกิเลสของพระโสดาบันซึ่งดับทิฏฐิ เท่ากับดับโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์ทั้ง ๔ ดวงหมดเลย เหลือเพียงโลภมูลจิตที่ไม่มีทิฏฐิเกิดร่วมด้วย ๔ ดวงเท่านั้น ซึ่งจะมีมานะเกิดร่วมด้วยก็ได้ ไม่มีมานะเกิดร่วมด้วยก็ได้

ผู้ฟัง มีอีกคำถามหนึ่งที่คนพูดกันโดยทั่วไป สมมติว่าผมเองมีทั้งทิฏฐิ ทั้งมานะ เพราะผมเป็นผู้ที่มีอำนาจ หรือมีอะไรก็แล้วแต่ แสดงความเป็นทิฏฐิและมานะออกมาเลย การกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ เพราะตามที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าทิฏฐิเกิดไม่ได้แน่นอน

ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทั้งเห็นและได้ยินด้วย ใช่หรือไม่ เป็นจิตดวงเดียวกันหรือไม่

ผู้ฟัง เห็น ได้ยิน คนละดวง

ผู้ฟัง เห็นว่าเป็นเราด้วยความเห็นผิด คำว่าเห็นผิดนี้ ถามว่าเป็นสักกายทิฏฐิ หรือสีลัพพตปรามาส

อ.สมพร เห็นผิดก็เป็นสักกายทิฏฐิ

ผู้ฟัง ทั้งสองนี้ต่างกันอย่างไร

อ.สมพร สักกายทิฏฐิ ...

ผู้ฟัง กับสีลัพพตปรามาส

อ.สมพร หมายความถึงประพฤติผิดด้วย มีความเห็นผิดด้วย ทั้ง ๒ อย่าง มีความเห็นแล้วประพฤติด้วย สีลวัตร วัตรหมายถึงการประพฤติ ไม่ใช่เห็นอย่างเดียวแต่ประพฤติด้วย ประพฤติเหมือนโค สุนัข แพะ เป็นต้น ถ้าเพียงทิฏฐิเท่านั้นก็เป็นความเห็นอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการประพฤติ ถ้า ๒ อย่างก็หมายความว่า ตัวทิฏฐินั่นเองทำให้ประพฤติด้วย แต่ว่าความประพฤตินั้นเป็นอีกอย่างหนึ่งคือวัตร ในตัวอย่างท่านยกไว้มากมาย เรียกว่าปฎิบัติเหมือนโค สุนัข แพะ ฯลฯ

ผู้ฟัง มีในชีวิตประจำวันที่มองเห็นบ้างหรือไม่

ท่านอาจารย์ ความเห็นผิดมี แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้ ใช่หรือไม่ คือเป็นคนที่มีความเห็นผิดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ต้องเป็นความเห็นที่ว่ามีตัวตนจริงๆ ขณะใดที่มีความเห็นเช่นนั้น ขณะนั้นเป็นทิฏฐิเจตสิกที่เกิดกับจิต ถ้าเขาประพฤติปฏิบัติ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทิฏฐิอื่นแต่เป็นสักกายทิฏฐิ คือความติดข้องในความเห็นว่ามีเรา ก็จะทำให้เขาเกิดการประพฤติปฏิบัติในทางที่จะทำให้ผิดจากหนทางที่เป็นเหตุเป็นผล

ผู้ฟัง ก็เป็นสักกายทิฏฐิ

ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ใช่ทิฏฐิอื่น ถ้าไม่ใช่เป็นอุจเฉททิฏฐิ ไม่ใช่เป็นความเห็นว่าตายแล้วสูญ ไม่ใช่เป็นความเห็นว่ามีผู้สร้างหรืออะไรเช่นนั้น ขณะที่มีความเห็นว่ามีตัว มีตน เป็นเรา ขณะนั้นเป็นสักกายทิฏฐิ ไม่ต้องพูดถึงความเห็นอื่นว่า มีผู้อื่นเป็นใหญ่หรืออะไรเช่นนั้น ถ้าเป็นความเห็นเช่นนั้นเกินจากสักกายทิฏฐิ แปลว่าเป็นทิฏฐิซึ่งเกิดมากกว่าที่จะเป็นเพียงสักกายทิฏฐิ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อตามศาสนาอื่นหรือสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล แต่ว่ายังไม่ได้หมดสักกายทิฏฐิ มีอยู่ แต่ไม่ใช่หมายความว่าเกิดทุกวัน เฉพาะในขณะที่มีความเห็นเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์

แต่คนที่ยังไม่ได้ดับสักกายทิฏฐิแล้วมีความประพฤติต่างๆ กัน ซึ่งเราจะมองเห็นว่า บางคนเชื่อในสิ่งซึ่งงมงาย ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้เชื่อเรื่องอื่น แต่เขายังเชื่อในสิ่งที่งมงายที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลได้ ขณะนั้นมีการประพฤติปฏิบัติอะไรหรือไม่ เช่น สะเดาะเคราะห์ ทำกรรมไว้มากมายเหลือเกิน สะเดาะง่ายมาก จะหมดไปได้อย่างไรกับการที่จะปล่อยนก ๙ ตัว ๙ สี หรืออะไรเช่นนี้

เขาไม่ได้นับถืออย่างอื่น แต่เขามีความเชื่อเช่นนั้นซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผล เป็นการประพฤติปฏิบัติซึ่งไม่ถูกต้อง แล้วถ้ามีความเห็นผิดแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นได้ ในเมื่อไม่เป็นผู้ที่มีเหตุผลตั้งแต่ต้น ต่อไปๆ ก็เป็นผู้ที่ไม่มีเหตุผล นก ๙ ตัว ๙ สี ทำกรรมมาตั้งมากมายจะให้หมดง่ายมากเลย แล้วช่วยอะไรได้ กรรมที่ทำไว้อาจจะเป็นชาติก่อนเคยฆ่ามารดาบิดา หรือว่าจะทำอะไรก็ตาม เพียงแต่ปล่อยนก ๙ ตัว ๙ สีแล้วจะหมดไปได้ (อย่างไร)

ผู้ฟัง เช่นนี้เป็นสีลัพพต

ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลแล้วเชื่อได้อย่างไร เป็นการประพฤติ การทำสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล

ผู้ฟัง อีกตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ มีการประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ไปตกปลาเพื่อการกุศลแล้วมีคนไปร่วมกันมาก ผมคิดว่าคงจะเป็นสสังขาริกว่า มีการชักชวนให้ไปร่วมก็เลยไปกับเขา แต่ว่าไม่ได้ปลา

ผู้ฟัง แล้วคุณวีระมีความเชื่อปักใจหรือไม่ว่า ตกปลาการกุศลไม่บาป

ผู้ฟัง เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ในขณะนั้นผมคิดว่าคงจะไม่บาปเพราะไปช่วยการกุศล แล้วก็ยังมีรายการชกชิงแชมป์เปี้ยนเพื่อการกุศลอย่างที่เขาประกาศวิทยุ คนก็ไปดูกัน ไปสนุกสนานกัน ในโอกาสเดียวกันนั้นก็ได้ทำบุญด้วย

ผู้ฟัง ก็ไม่คิดว่าบาปเหมือนกันใช่หรือไม่

ผู้ฟัง ก็คงจะเหมือนกันทั้ง ๒ อย่าง

ท่านอาจารย์ คุณวีระพูดจริงๆ หรือว่าพูดให้คนอื่นคิด

ผู้ฟัง พูดจริงๆ

ท่านอาจารย์ เชื่อจริงๆ หรือว่าตกปลาไม่บาป

ผู้ฟัง ในขณะนั้น

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เดี๋ยวนี้

ผู้ฟัง ไม่ใช่เดี๋ยวนี้

ท่านอาจารย์ ในอดีต เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้ว ถึงแม้ว่าเป็นชาวพุทธ สิ่งที่เราต้องระวังก็คือ เราไม่มีความเห็นผิดอื่นแน่ เรื่องฆ่าสัตว์ไม่บาป ไม่มี เรื่องที่จะไปนับถือพระผู้เป็นเจ้าที่จะบันดาลทุกอย่างก็ไม่มี แต่อย่าลืมว่ายังมีความเห็นผิดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเราจะต้องขจัด เพราะว่าถ้าเราไม่ขจัดออก ความเห็นผิดนั้นมีความโน้มเอียง ซึ่งเมื่อสะสมแล้วเราจะเป็นคนที่ง่ายต่อการเห็นผิด แล้วความเห็นผิดนั้นง่ายมากเลยที่จะเกิดขึ้น ถ้าเป็นผู้ที่ไม่หนักแน่นในเหตุผลจริงๆ ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในเรื่องกรรมและผลของกรรม เราจะไปเชื่ออย่างอื่นอีกมากซึ่งไม่เป็นไปตามเหตุผล

ดังนั้นชาวพุทธที่นับถือพุทธจะต้องสำรวจว่า ยังมีอะไรอีกซึ่งเราไม่ตรง ซึ่งทำให้เราเป็นผู้ที่ไม่มั่นคงในกรรมและผลของกรรม ถ้าเชื่ออย่างอื่นก็เป็นความเห็นผิด ไม่เป็นไปตามความจริง ถ้ามีความเข้าใจว่า มีความเห็นผิดขณะใด ขณะนั้นเป็นอกุศลประเภทโลภมูลจิต แล้วแต่ว่าการกระทำของใครในขณะนั้นเกิดขึ้นในวันหนึ่งๆ ก็เป็นตัวอย่างแล้ว เป็นความเข้าใจในเรื่องของโลภะ ในเรื่องของทิฏฐิ ส่วนตัวอย่างก็ในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นขณะไหน เราก็รู้ขณะนั้น แต่ว่ายากที่จะรู้จิตของคนอื่น การกระทำของคนอื่นไม่มีทางที่เราจะรู้ได้ นอกจากรู้จักตัวของเราเองจริงๆ

ผู้ฟัง ถ้าจะสรุปว่า ที่จะเป็นโลภมูลจิตดวงที่ ๑ ต้องเกิดพร้อมด้วยความยินดีติดข้องแล้วมีความเห็นผิด เช่นว่าไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป ที่จะทำผิดต่างๆ ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ ดิฉันคิดว่า ให้สั้น ให้แน่ ก็คือขณะใดเห็นผิด ขณะนั้นต้องเป็นโลภะ ไม่ต้องคิดว่ามีโลภะแล้วมีทิฏฐิมาเกิดร่วมด้วยหรืออะไรเช่นนั้น แต่ขณะใดที่ใครเห็นผิดให้ทราบเลยว่า ขณะนั้นเป็นโลภมูลจิต

ผู้ฟัง เป็นขณะเดียวกัน

ท่านอาจารย์ จะเป็นจิตอื่นไม่ได้ในอกุศลจิต ๑๒ ขณะใดที่ความเห็นผิดเกิด คนนั้นพูดเรื่องความเห็นต่างๆ มากมายซึ่งล้วนแต่ผิดทั้งนั้น ในขณะนั้นเราฟังเราก็รู้ว่า ขณะนี้เป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ที่ทำให้เอ่ยคำเช่นนั้นซึ่งไม่ถูก ในชีวิตประจำวันก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเรามีหลักแล้วเราก็รู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าหาตัวอย่างมากมายแล้วมานั่งวิจัยว่าเรื่องนี้จะเป็นข้อไหน

ผู้ฟัง ตัวอย่างบางทีก็ช่วยได้

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ความเข้าใจว่า ขณะใดที่เป็นความเห็นผิด แล้วการกระทำใดๆ ซึ่งเกิดจากความเห็นผิด ขณะนั้นเราก็รู้ว่า ต้องมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ซึ่งทำให้กายวาจาผิดเกิดขึ้น

ผู้ฟัง เรื่องปล่อยนกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ท่านอาจารย์ เคยเห็นคนปล่อยนกเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือ

ผู้ฟัง ไม่ใช่ ที่ปล่อยนก ผู้ที่ปล่อยโดยคิดว่าปล่อยไปแล้วตัวเองจะได้พ้นเคราะห์ ผิดธรรมข้อไหน

ท่านอาจารย์ ต้องพูดเป็นเรื่องๆ และเป็นแต่ละเหตุการณ์ด้วย ถ้าเห็นคนปล่อยนกแล้วเราไปบอกว่าคนนี้เห็นผิดไม่ได้ ใช่หรือไม่

ผู้ฟัง เป็นสีลัพพตปรามาสหรือไม่

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ถ้าคนใจบุญเห็นนกถูกขังหรืออะไรก็ตาม แล้วเขาทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อช่วย อาจจะปล่อยไปก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องแยกเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่รวมทั้งหมดว่าใครปล่อยนก (แล้วเห็นผิด)

ผู้ฟัง ประเด็นอยู่ตรงนี้ อยากทราบขอบเขตของคำว่า มิจฉาทิฏฐิ กับสีลัพพตปรามาส

ท่านอาจารย์ คนที่ชอบไปตลาดแล้วซื้อปลา เช่น ปลาไหล เต่า เหล่านี้ไปปล่อย แล้วเราจะบอกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิได้หรือไม่ ในเมื่อเขาปล่อยปลา เพียงการปล่อย เราไม่สามารถจะบอกได้ ใช่หรือไม่ เมื่อพูดถึงเรื่องสะเดาะเคราะห์ ต้องคิดเลยว่า อะไรคือเหตุที่จะให้เกิดเคราะห์ อกุศลกรรมทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น การที่เราทำสิ่งที่ไม่ดีมาแล้ว และจะสะเดาะเคราะห์ออกไปโดยวิธีง่ายๆ ดอกไม้ ๙ สี นก ๙ ตัว หรืออะไรเช่นนี้ เป็นไปได้หรือในการที่เราจะพ้นเคราะห์โดยวิธีนั้น

ผู้ฟัง เป็นไปไม่ได้

ท่านอาจารย์ แล้วเป็นกุศลหรืออกุศล ในขณะที่เข้าใจเช่นนั้น

ผู้ฟัง เป็นอกุศล

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นความเห็นผิด ใช่หรือไม่

พูดถึงเรื่องทิฏฐิกับสีลัพพตปรามาส ทิฏฐิเป็นความเห็น ซึ่งยังไม่ต้องมีการกระทำใดๆ เลยได้ แล้วความเห็นจะถึงเป็นอุปาทานก็ได้ เป็นทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นในความเห็นนั้น คือยังไม่มีการกระทำอะไรเลยแต่ยังยึดมั่นในความเห็นนั้น แต่บางคนไม่ใช่เพียงแค่มีความยึดมั่นในความเห็น ยังมีการกระทำทางกายทางวาจาด้วยความเห็นผิดนั้น ขณะใดที่มีการประพฤติปฏิบัติด้วยความเห็นผิด ขณะนั้นเป็นสีลัพพตปรามาส

สำหรับในเรื่องการอบรมเจริญปัญญาก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจหนทางที่ถูก คิดว่าต้องทำอะไรต่างๆ ขณะนั้นก็เป็นสีลัพพตปรามาส เพราะเหตุว่าไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏ ถ้าสติระลึกสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วเริ่มที่จะค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมนั้นไม่ใช่สีลัพพตปรามาส แต่ถ้าคิดว่าต้องไปทำอย่างอื่น ต้องไปกราบไหว้ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ขณะนั้นไม่ใช่ความเห็นผิด ขณะนั้นเป็นสีลัพพตปรามาส

แสดงให้เห็นว่าความเห็นผิดมี แต่ในความเห็นผิดมีการกระทำอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ หรือเป็นแต่เพียงความเห็น เพราะว่าบางคนก็เจ้าความเห็น มีความเห็นมากมายที่ผิดทั้งนั้น แต่เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่มีความเห็น ชอบเห็น ชอบคิด แล้วก็ยึดติดในความคิดความเห็นนั้น ซึ่งเป็นการยึดมั่นในความเห็นผิด แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร

ถ้าคนที่แม้ว่าจะได้ฟังธรรมแล้ว แต่ว่าเรื่องของธรรมเป็นเรื่องละเอียด ในเรื่องของการที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราพูดกันมามากในเรื่องสภาพธรรมที่มีจริง ที่กำลังปรากฏ ที่เป็นปรมัตถธรรม ที่เป็นสัจธรรม แต่ถ้าไม่มีสัจจญาณ คือ ความเข้าใจถ่องแท้มั่นคงในอริยสัจจ์ ๔ ว่า หนทางข้อประพฤติปฏิบัติที่จะให้รู้สภาพธรรมซึ่งกำลังปรากฏคืออย่างไร ก็เป็นเหตุให้การปฏิบัติที่จะรู้สภาพธรรมผิด ขณะนั้นเป็นสีลัพพตปรามาส

สรุปว่าอะไรก็ตามซึ่งเป็นการประพฤติผิด ขณะนั้นเป็นสีลัพพตปรามาส เพราะเหตุว่าเป็นศีล เป็นพรต เป็นการประพฤติปฏิบัติด้วย

ผู้ฟัง ถ้าจะกล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่ว่า มิจฉาทิฏฐิมีอยู่หลายประการ แล้วสีลัพพตปรามาสก็เป็นมิจฉาทิฏฐิประการหนึ่ง

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ มิจฉาทิฏฐิมี แล้วจึงทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติ เช่น ถ้าคนที่นับถือโคเขาก็ไม่ทำร้ายโคเลย กราบไหว้ ล้างทำความสะอาด บูชาโคไป นั่นคือสีลัพพตปรามาส เพราะมีความคิดผิด เชื่อผิด

ผู้ฟัง แสดงว่า สีลัพพตปรามาสที่กระทำผิด ...

ท่านอาจารย์ เป็นการกระทำจากความเห็นผิด

ผู้ฟัง เป็นการกระทำจากความเห็นผิด

ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีขอบเขต หมายความว่าบุคคลใดที่มีมิจฉาทิฏฐิอยู่นั้นแน่นอนว่า ต้องมีสีลัพพตปรามาสร่วมด้วย

ท่านอาจารย์ บางคนไม่ทำอะไร เป็นคนเจ้าความเห็นเท่านั้น แต่ถ้าเขาประพฤติปฏิบัติด้วย มีลัทธิต่างๆ เกิดขึ้น พวกลัทธิทั้งหลายก็คือสีลัพพตปรามาส

ผู้ฟัง ผู้ใดก็ตามมีความเห็นถูก ประจักษ์แจ้งในความเห็นถูกแล้ว ซึ่งความเห็นกับความคิดนั้นก็ใกล้กันมาก ผมคิดว่าความเห็นจะครอบความคิด ถ้าหากมีความเห็นถูกแล้ว ความคิดผิดก็ไม่น่าจะมีในลักษณะเช่นนั้น ใช่หรือไม่ หมายความว่าถ้าเห็นถูกก็ต้องคิดถูกแน่นอน

ท่านอาจารย์ ความเห็นถูกมีหลายระดับ ความเห็นถูกขั้นปริยัติ มี ศึกษามาแล้วว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน เป็นจิต เจตสิก รูป ขณะนี้กำลังปรากฏเป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาตรงที่จะรู้เช่นนี้ก็ต้องเป็นสีลัพพตปรามาส

อ.สมพร พระอรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า การลูบคลำ บางครั้งท่านเรียกว่ายึดถือ บางครั้งก็เรียกว่าลูบคลำ ข้อวัตรปฏิบัติโดยลัทธิอื่น หมายความว่าท่านกล่าวไว้สั้น โดยลัทธิอื่น เรายึดถือโดยลัทธิอื่น ไม่ยึดถือตามพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวไว้สั้นๆ เราก็ลองพิจารณาดู ถ้ายึดถือโดยลัทธิอื่นแล้ว ถ้าว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ปฏิบัติเท่าไรๆ ก็ไม่ถึงพระนิพพาน นี่คือโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ว่า ลัทธิอื่น เพราะว่าลัทธิอื่นไม่ถึงนิพพานอยู่แล้ว นิพพานของเขาคนละอย่างกัน

ท่านอาจารย์ ถ้าคิดถึงสภาพธรรม ปรมัตถธรรม ทิฏฐิ ความเห็นผิด เห็นผิดจากความเป็นจริง เมื่อเห็นผิดจากความเป็นจริงแล้วมีการกระทำเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การกระทำที่เกิดขึ้นจากความเห็นผิด เป็นศีล เป็นพรต เป็นการประพฤติปฏิบัติของผู้ที่มีความเห็นผิด เราไม่จำเป็นที่ต้องไปพูดถึงเรื่องพระนิพพานซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะเหตุว่าแม้แต่ผู้ที่มีความเห็นถูกบางขั้น เช่นขั้นการศึกษาหรือขั้นปริยัติ ก็ยังมีความเห็นผิดในเรื่องการปฏิบัติได้

ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีความเห็นถูกเลยในเรื่องของการศึกษาสภาพธรรม ไม่มีความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรมเลย มีความเห็นผิดเต็มที่เต็มตัว การประพฤติปฏิบัติของเขาก็เกิดจากการเห็นผิดนั้น ซึ่งเป็นศีลพรต เป็นการประพฤติปฏิบัติที่ผิด พวกนี้ไม่มีทางที่จะถึงพระนิพพานแน่นอน แต่ว่าขณะใดก็ตาม ทิฏฐิเป็นสภาพปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นมีความยึดมั่น เป็นเหตุให้มีความประพฤติผิด การประพฤติศีลพรตที่ผิดก็เป็นสีลัพพตปรามาส รวมความถึงผู้ที่ศึกษาธรรมด้วย

ผู้ฟัง สมมติว่าเรารู้ว่า ปัญญาเป็นหนทางเจริญสติปัฏฐาน เจริญวิปัสสนาสติปัฏฐานเป็นหนทาง ผมมีความเห็นถูกหมด แต่เผอิญผมไม่ทราบว่าข้อปฏิบัตินี้ผิด ไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้โดยสภาวะ จะชื่อว่าเป็นสีลัพพตปรามาสด้วยนั้น ผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ชื่อว่ายังตกอยู่ในความเห็นผิด

ท่านอาจารย์ ผู้ที่ดับสีลัพพตปรามาสก็คือพระโสดาบัน ดับเป็นสมุจเฉท ขณะที่เพียงสติเกิด ผู้นั้นจะรู้ได้เลยว่า ยังมีความเข้าใจผิดหลงเหลือบ้างหรือไม่ ซึ่งปัญญาจะต้องละเอียดที่จะรู้แล้วละ จนกว่าจะดับหมดเป็นสมุจเฉท เพราะแต่ละคนจะมีความรู้สึกว่า แม้ว่าสติเกิด ความจงใจ ความตั้งใจ มี ขณะนั้นผู้นั้นต้องระลึกได้แล้วว่าไม่ใช่หนทาง เพราะฉะนั้น นี่คือสีลัพพตปรามาสกายคันถะด้วย ถ้าใครไม่ละ เพราะเหตุว่าปัญญาไม่รู้ความจริง คนนั้นก็จะติดอยู่ตรงนี้ ไม่สามารถที่จะดับความเห็นผิดที่ทำให้เกิดการปฏิบัติที่ผิดได้

ผู้ฟัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวทิฏฐิ คือความเห็นผิด

ท่านอาจารย์ ก็ต้องสอดคล้องกับการเข้าใจถูกในเรื่องของมรรคมีองค์ ๘ เพราะเหตุว่าผู้ที่จะดับอกุศลกรรมได้ต้องเป็นพระโสดาบัน ผู้ที่เว้นศีล ๕ โดยไม่เกิดอีกเลยได้สมบูรณ์จริงๆ ต้องเป็นพระโสดาบัน

ผู้ที่นับถือพุทธศาสนาก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางท่านก็มีการฆ่าสัตว์ แต่ว่าไม่ใช่ด้วยความเห็นผิด ขณะใดที่อกุศลจิตเกิดมีกำลัง เห็นความเป็นอนัตตาเลยที่ได้ฟังวิทยุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เคยตบยุงมากๆ หลายๆ ตัว ตอนนี้ตบเฉพาะบางตัวที่จะกัดหรืออะไรเช่นนี้ หมายความว่าค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วก็ละเว้นไป

แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้มีความเห็นถูกแล้ว แต่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะไปมีศีล ๕ สมบูรณ์ได้ ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันบุคคล แต่เพิ่มกำลังของการรักษาศีลขึ้นได้จากความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นต้องแยกกัน เรื่องของอกุศลจิต เรื่องของความเห็นผิด กับเรื่องของการเข้าใจผิดในการประพฤติปฏิบัติ


หมายเลข  6759
ปรับปรุง  22 มิ.ย. 2567


วีดีโอแนะนำ