ปกิณณกธรรม ตอนที่ 161

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๖๑

สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร

พ.ศ. ๒๕๓๗


ผู้ฟัง นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ คือ อกิริยทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ เป็นทิฏฐิที่ล่วงกรรมบถให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ คือตายแล้วต้องลงนรก สำหรับสักกายทิฏฐิ เป็นทิฏฐิธรรมดาไม่ถึงล่วงกรรมบถ ที่สงสัยคือนัตถิกทิฏฐิมีตั้งหลายอย่าง ...

อ.สมพร ความเห็นผิดไม่ใช่ว่าจะมีโทษเสมอกัน ทิฏฐิทั้ง ๓ ที่เรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ ทั้ง ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่นับถืออย่างที่มีโทษมากก็มี มีโทษน้อยก็มี มีโทษอยู่ ๒ ประการ โทษมากก็ทำให้ตกอยู่ในโลกันตนรก โทษน้อยก็อยู่ในนรกธรรมดา ไม่ใช่ว่าจะมีโทษเท่ากัน สภาวะมี ๓ ก็จริง แต่ว่าความหนักและความเบาไม่เหมือนกัน อยู่ที่คนประพฤติปฏิบัติ บางคนเชื่อถือเล็กน้อย บางคนเชื่ออย่างมั่นคง สภาวะก็ต่างกัน

ผู้ฟัง ทิฏฐิเจตสิก จะขอโดยพยัญชนะก่อน

อ.สมพร ทิฏฐิเจตสิก ในพระอภิธรรมมุ่งถึงความเห็นผิด คือต้องแยกแยะว่า ในพระอภิธรรมเป็นปรมัตถ์ล้วนๆ กล่าวถึงความเห็นผิดอย่างเดียว คำว่า ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ มุ่งถึงความเห็นผิด ทิฏฐิเจตสิก เมื่อเกิดกับโลภมูลจิต ท่านเรียกว่า ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต คือทิฏฐิเจตสิกนั่นเอง

ผู้ฟัง เรียนถามเรื่องของอรรถ ความหมายของทิฏฐิเจตสิก

ท่านอาจารย์ ทิฏฐิเป็นความเห็นซึ่งแต่ละคนก็คงจะมี แต่ว่าไม่ใช่ในชีวิตประจำวัน เช่น วันนี้ถ้าถามว่า มีใครมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง ก็คงจะไม่มีความเห็นเรื่องว่าโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง หรือตายแล้วเกิดหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าความเห็น ถ้าเป็นความเห็นที่ไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรม เกิดขึ้นเมื่อไร ขณะนั้นจิตก็ประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ว่าถ้าในขณะนั้นไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิตประเภทที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ที่เรามาศึกษาพระธรรมก็เพื่อที่จะละจิตดวงนี้ คือจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด

เพราะฉะนั้น ให้เห็นความสำคัญของอกุศลจิตดวงที่ ๑ เวลาที่พูดถึงกามาวจรจิต เพราะเหตุว่าจิตแบ่งโดยภูมิโดยอะไรเราก็ได้กล่าวถึงแล้ว ตอนนี้เรากำลัง (กล่าว) ถึงจิตซึ่งเป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน เพราะว่าขณะนี้ทุกคนก็ไม่มีใครที่ได้ฌาน จิตระดับฌานจิตหรือระดับที่สูงกว่าจิตที่เป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้ยังไม่มี แสดงให้เห็นว่าในชีวิตประจำวัน การที่เรากล่าวถึงจิตดวงที่ ๑ จะใช้คำว่าจิตดวงที่ ๑ ของกามาวจรจิตก็ได้ คือโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด แสดงให้เห็นความสำคัญว่า ในพระพุทธศาสนา คนที่ศึกษาธรรมเพื่อดับจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด เพราะเป็นจิตซึ่งมีโทษมาก

ดังนั้น ทุกคนควรที่จะได้ทราบว่า ในวันหนึ่งๆ มีความเห็นผิดอย่างไรบ้างก่อน เพราะว่าถ้าไม่เห็นความสำคัญของจิตดวงนี้ว่า เพราะอะไรจึงเป็นจิตที่มีโทษมาก และผู้ที่จะดับจิตดวงนี้ได้เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นคือพระโสดาบัน ก่อนที่จะดับกิเลสอื่นทั้งหมด จะต้องดับโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด หรือจะกล่าวว่าดับทิฏฐิ ความเห็นผิดก็ได้ ซึ่งทุกคนในขณะนี้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล มีความเห็นผิดแต่ไม่ค่อยจะรู้ตัว เพราะบางทีเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความเห็นผิดอะไรเลย แต่ให้ทราบว่าความเห็นผิดมีตั้งแต่อย่างหยาบๆ ที่เรามองเห็น จนกระทั่งอย่างละเอียด แม้แต่พุทธบริษัทซึ่งถ้าไม่เป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบจริงๆ ก็จะไม่รู้ตัวเลยว่า เป็นผู้ที่มีความเห็นผิด เพราะฉะนั้น อยากจะให้กล่าวถึงเรื่องของความเห็นผิดในลักษณะซึ่งมีในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นจิตดวงนี้

ผู้ฟัง ดวงที่ ๑ ทิฏฐิสัมปยุตต์กับโลภมูลจิตดวงที่ ๑ ติดข้องด้วยความเห็นผิดด้วย แล้วก็ไม่ต้องอาศัยการชักจูง และมีความยินดี โสมนัสสหคตัง

ท่านอาจารย์ แต่ตอนนี้เรากำลังเน้นเรื่องของทิฏฐิ ยังไม่ประกอบด้วยอะไรทั้งนั้น ความเห็นผิดซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่ความเห็นผิด แต่ว่าถ้าไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ แล้วต้องเห็นผิด คือเป็นเรื่องที่เราจะต้องเป็นผู้ตรง แล้วทำความเห็นให้ตรงด้วย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมี ๒ อย่าง ความเห็นผิดเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง เป็นอกุศลเจตสิก แล้วความเห็นถูกก็มีจริง แต่ระหว่างความเห็น ๒ อย่าง ความเห็นของเราจะโน้มเอียงไปในทางไหน เพราะเหตุว่าเรายังไม่ได้พิจารณา แต่ถ้าพิจารณาแล้วเป็นผู้ตรง เห็นผิดคือเห็นผิด เห็นถูกคือเห็นถูก

ผู้ฟัง เห็นผิดในชีวิตประจำวัน จะต้องมีติดข้องหรือไม่

ท่านอาจารย์ ก็เห็นผิด

ผู้ฟัง ในชีวิตประจำวันเราไม่รู้ ถ้าไม่ได้เข้ามารับรู้ในที่นี้จะไม่รู้เลยว่านั่นคือเห็นผิด เราเห็นผิดในชีวิตประจำวันที่เรารู้สึกว่าถูก แล้วเพราะอะไรว่าผิด

ผู้ฟัง เห็นผิด ถ้าผมไปหยิบน้ำที่อาจารย์สุรีย์เดี๋ยวนี้มาดื่มเลย เพราะผมอยากดื่ม

ท่านอาจารย์ ก็ไม่เห็นผิดอะไร มีใครที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องความเห็นผิดแล้วยังไม่แน่ใจว่า เขาจะถูกหรือจะผิดบ้างหรือไม่ ที่เขาคิดหรือทำเช่นนั้น เพราะว่าเวลานี้มีความเห็นผิดมาก เท่าที่เคยได้ฟังมา เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนมาชักชวนบอกว่า เคยได้ยินลัทธิศาสนานี้หรือไม่ เป็นลัทธิศาสนาซึ่งมาจากพระสูตรหนึ่ง ก่อนพระผู้มีพระภาคปรินิพพาน ๘ ปี ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจะต้องตื่นเต้น ก็ถามเหตุผลว่าแล้วพระสูตรอื่นๆ แล้วธรรมอื่นๆ ที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ไม่มีความหมายอะไรเลยหรือ เหตุใดถึงจะต้องมาตื่นเต้นกับพระสูตรซึ่งทรงแสดงก่อนปรินิพพาน ๘ พรรษา คำตอบก็ไม่มี

แสดงให้เห็นว่า อะไรก็ตามซึ่งไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง หรือว่าพอที่จะให้เข้าใจได้ นั่นคือความเห็นผิด อย่าเพิ่งไปตามใครง่ายๆ เพราะเหตุว่าขณะนี้ก็ได้ทราบว่ามีคนที่ตื่นเต้นในคำสอนนี้มาก

ผู้ฟัง ขอยกตัวอย่าง คือเห็นผิดว่าสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์แล้วจะมีความเจริญในปีนี้

ท่านอาจารย์ เกิดกุศลจิตบ้างหรือยัง หรือมีแต่โลภะ

ผู้ฟัง มีความอยากที่จะได้โชคดี ไม่มีอันตรายตลอดปีนี้

ท่านอาจารย์ พุทธบริษัทเป็นผู้ที่มั่นคงในกรรม อย่าลืมคำนี้เลย ตลอดพระไตรปิฎกไม่แสดงเรื่องอื่นเลย ไม่ให้พึ่งสิ่งอื่น แต่ว่าให้มีกรรมของตนเองเป็นที่พึ่ง ถ้าตราบใดที่เรายังไม่มั่นคงในกรรม แสดงให้เห็นว่ามีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเราเห็นผิดไป ถ้าเรามีความมั่นคงในกรรมจริงๆ เราต้องรู้ว่า อะไรเป็นกรรมที่เป็นเหตุ อะไรเป็นกรรมที่เป็นผล ถ้ากุศลจิตเกิด ผลคือกุศลวิบาก ถ้าอกุศลจิตเกิด ผลคืออกุศลวิบาก ถ้าไม่เข้าใจสภาพจิตก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า จิตขณะนั้นเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล จึงมีแต่คำถามว่าทำเช่นนี้จะได้บุญหรือไม่ ทำเช่นนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ จริงๆ แล้ว ต้องเป็นผู้ที่ไม่ต้องถามใครแล้วก็รู้สภาพของจิต ต้องเป็นผู้ที่ตรง ความเห็นผิดไม่มีเลยหรือ

คุณวีระ เวลาที่ไหว้พระแล้วไม่หวังได้หรือไม่ กราบด้วยความนอบน้อม ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย เพราะว่าขณะนั้นเป็นกุศลจิต แต่ตอนหวังเป็นอกุศลจิต แล้วเราต้องการสะสมอกุศลจิตหรือ

ผู้ฟัง ตอนไหว้พระบางครั้งก็หวังว่าจะให้ท่านช่วย

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องแยกจริงๆ ว่า ขณะที่ไหว้ที่ถูกต้องและเป็นกุศล คือไม่หวัง ระลึกถึงพระคุณจริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรเลย เหมือนกับคนที่จะปฏิบัติธรรมหรือคนที่จะศึกษาธรรมก็ตาม ถ้าบอกว่าศึกษาแล้วจะร่ำรวยมหาศาล ต้องการหรือไม่ หรือว่าศึกษาแล้วจะเข้าใจพระธรรม เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ใน ๒ อย่างนี้ให้เลือก จะเลือกอย่างไหน

ผู้ฟัง ขณะนี้ที่กำลังจะตอบคำถามก็คิดว่า ผมยังจะศึกษาธรรมแล้วอาจจะได้ลูกศิษย์เพิ่มมากขึ้น

ท่านอาจารย์ สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะศึกษาพระธรรมได้ผลจริงๆ คือรู้ว่าศึกษาเพื่ออะไร แล้วรู้ว่าพระธรรมคำสอนทั้งหมดเพื่ออย่างเดียว คือเพื่อการละ โดยเฉพาะละอะไร สมุทัย ทุกคนคงรู้จักอริยสัจจ์ ๔ ใช่หรือไม่ ทุกขอริยสัจจ์ สภาพธรรมที่เกิดดับไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ทุกขสมุทยอริยสัจจะ โลภะแน่นอน เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้จักโลภะ แล้วไม่รู้ด้วยว่าโลภะเป็นสิ่งที่ควรละ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ตรง ต้องตรงตั้งแต่ต้น ตรงคือรู้ว่า พระพุทธศาสนานั้นเพื่อละ ละอะไร ละความไม่รู้ ละความไม่เข้าใจ ละความเห็นผิด ซึ่งเป็นต้นตอที่จะต้องละ ละโลภะซึ่งเกิดร่วมกับความเห็นผิด

ขณะที่ศึกษาธรรมจุดประสงค์คือเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อร่ำรวย เพื่อมีลูกศิษย์ เพื่อเกียรติยศ หรือเพื่ออะไรเลยสักอย่างเดียว แต่เพื่อเข้าใจ คือละความเห็นผิดความไม่รู้ ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่ถูกต้อง แม้แต่การกราบพระรัตนตรัย หรือทำกุศลใดๆ ทั้งสิ้น กุศลคือกุศล แต่ขณะที่หวังหรือต้องการ ขณะนั้นเป็นโลภะทั้งหมด ซึ่งเป็นสมุทัย ให้ทราบว่าสมุทัยอยู่ที่ไหน คือขณะที่ต้องการ

ผู้ฟัง ขอเสริมเรื่องที่ศึกษาพระธรรมเพื่อต้องการอะไรต่างๆ ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมแต่ก็นับถือพระ นับถือวัด ผ่านวัดยกมือไหว้ขอให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ขอให้ลูกคนโตหายเจ็บ เรื่องนี้เป็น ...

ท่านอาจารย์ ก็เป็นอกุศล

ผู้ฟัง เป็นทิฏฐิแล้วหรือไม่

ท่านอาจารย์ ทิฏฐิต้องประกอบด้วยความเห็นผิด ขณะนั้นมีอกุศลจิตเกิดคือหวังผล

ผู้ฟัง แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ความเห็นผิด แต่ถ้ามีความมั่นใจในสิ่งนั้นว่าจะช่วยได้ นั่นคือความเห็นผิด

ผู้ฟัง คนส่วนมากจะมั่นใจ ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่ถวายอะไรพระกันมากมาย

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่มั่นใจในกุศลหรือว่า ถ้าทำกุศลแล้วผลของกุศลมี

ผู้ฟัง ก็มั่นใจว่าจะได้

ท่านอาจารย์ ได้ แล้วเพราะอะไรต้องขอ

ผู้ฟัง ดิฉันว่าเห็นผิดเพราะว่าเหตุไม่ตรงกับผล ไหว้พระนิดเดียวแล้วไปขอให้ถูกลอตเตอร์รี่รางวัลที่ ๑ เหตุไม่ตรงกับผลเลย นี่คือเห็นผิดชัดๆ เลยใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ หมายความว่าคนนั้นมีอกุศลจิต ถ้ามีความเชื่อมั่นจริงๆ ว่าสิ่งนั้นช่วย ไม่ใช่กุศลของตัวเอง นั่นคือผิด

ผู้ฟัง แต่ไหว้สิ่งต่างๆ แล้วบอกว่าขอให้ลูกหายเจ็บ ขอให้ถูกลอตเตอรรี่รางวัลที่ ๑ คือหมายความว่า ไปยึดมั่นในสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่กรรมของตัวเอง

ท่านอาจารย์ ไหว้เสร็จแล้ว ขอเสร็จแล้ว ถูกลอตเตอรี่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าใครกันแน่ กรรมของตนเองหรือบุคคลอื่น ไหว้เสร็จแล้ว ขอเสร็จแล้วว่าอย่าให้คนนั้นตาย แล้วคนนั้นตายหรือไม่ แสดงให้เห็นว่ากรรมของตนเอง หรือว่าสิ่งอื่นบันดาลได้ ไหว้เสร็จแล้ว ขอเสร็จแล้ว ขอให้คนนั้นหายเจ็บ แต่คนนั้นก็ไม่หาย แสดงให้เห็นว่าเป็นกรรมของตนเอง หรือว่าสิ่งอื่น มีเครื่องพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องตรง การที่จะเข้าถึงธรรมได้จริงๆ ต้องตรง ถ้าไม่ตรงแล้วไม่มีทางถึงอริยสัจจ์แน่นอน เพราะว่าไม่ตรงตั้งแต่ต้น

ผู้ฟัง มิจฉาทิฏฐิกับทิฏฐิ เป็นความเห็นผิดเดียวกันหรือไม่

ท่านอาจารย์ เป็นชื่อ ซึ่งอยู่ในที่ต่างๆ ถ้าใช้คำว่า ทิฏฐิเจตสิก ในประเภทของอกุศลเจตสิก หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งบางครั้งเราก็ละไว้ในที่เข้าใจ ถ้าเรากำลังพูดถึงเรื่องกุศลเราก็บอกว่า ความเห็นถูก ในภาษาบาลีก็ใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกหมายความว่าเป็นปัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วเราจะใส่คำเต็ม หรือจะใช้คำย่อก็ได้ แต่ว่าเป็นที่เข้าใจ

ผู้ฟัง เรื่องยึดถือพระ ยึดถืออะไรก็ได้ที่เขาบอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยให้เขาพ้นเคราะห์ เช่นนี้เรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาสด้วยเหมือนกันใช่หรือไม่ คือยึดถือในสิ่งที่ผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติผิดเพื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรม แต่ยึดถือผิด

ท่านอาจารย์ เวลาที่มีพระหรือว่าพกพระไปด้วย เพราะอะไรถึงชอบไปคิดเรื่องอุบัติเหตุ เพราะอะไรไม่คิดว่าการที่พกพระแล้วเราดีขึ้นบ้างหรือไม่ ไม่เคยมีใครที่จะคิดถึงจิต สภาพของจิตซึ่งพระธรรมจะทำให้เราชำระอกุศล แต่ว่าเรากลับไปหวัง เต็มไปด้วยโลภะ

เรามีอะไร เราก็มีเพื่อโลภะทั้งนั้น มีพระพุทธรูปก็เพื่อโลภะ มีพระเครื่องก็เพื่อโลภะ มีทุกอย่างก็เพื่อโลภะ เพื่อตัวของตัวเอง เวลาที่มีพระแล้วตัวเองดีขึ้นบ้างหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วพระธรรมไม่ได้สอนให้เราติด แต่สอนให้เราขัดเกลาอกุศล เพราะฉะนั้นแทนที่ว่ามีพระแล้วคนนั้นจะดีขึ้น กับมีพระแล้วคนนั้นพ้นภัย เพราะอะไรไม่เป็นเรื่องของกรรม ซึ่งถ้าทุกคนละเอียดจริงๆ แล้วจะทราบได้ว่า ในขณะที่เห็น ถ้าไม่มีกรรมจะไม่ต้องเห็น ถ้าไม่มีกรรมก็ไม่ต้องได้ยิน ยังไม่ต้องไปคิดเรื่องอุบัติเหตุหรือเรื่องอะไรเลย

ถ้าไม่มีกรรมก็ไม่ต้องเกิด เพราะว่าเกิดมาแล้วจะพ้นไปจากมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีการที่จะได้เห็น ได้ยิน เหล่านี้ไม่ได้เลย เหตุใดไม่คิดถึงต้นตอว่าเป็นอะไรแน่ที่ทำให้เห็นเดี๋ยวนี้ โดยที่ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอุบัติเหตุ แล้วถ้าจะคิดถึงพระ ควรจะคิดว่า เมื่อมีพระแล้วดีขึ้นบ้างหรือไม่ เข้าใจธรรมขึ้นบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ไปคิดเรื่องผลของกรรมซึ่งอย่างไรก็ต้องมีแน่ เพราะว่าคนนั้นคงจะไม่ได้ลืมครั้งเดียว และอุบัติเหตุเกิดทุกครั้งไปหรือไม่ ถ้ายิ่งเกิดทุกครั้งคงจะยิ่งเชื่อก็ยิ่งแย่ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตรง มั่นใจ กล้าพอที่จะรับเหตุผลต่อความจริง

ผู้ฟัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์ผมก็เชื่ออยู่เรื่องพระปริตร สวดพระปริตรก็เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัยสร้างกุศลให้เกิดขึ้น ซึ่งท่านตรัสว่าอานุภาพของพระปริตรก็มี แต่พระปริตรมีแล้วไม่ใช่ว่าคนเราจะไม่ต้องตาย จะไม่ต้องรับผลของกรรม ไม่ใช่เช่นนั้น เหมือนกับมีหมอก็ไม่ใช่ว่ารักษาคนได้ทุกโรค ไม่มีใครตายเลยเพราะมีหมอ ถ้าโรคหนักจริงๆ ก็ตาย เมื่อกรรมหนักจริงๆ ก็ต้องเป็นไปตามกรรมอยู่แล้ว แต่พระปริตรก็พอที่จะช่วยได้บ้าง แต่ต้องนับถือให้ถูก

ท่านอาจารย์ อานุภาพของพระปริตรมี เพื่อให้เราดีหรือไม่

ผู้ฟัง เพื่อให้เราดีขึ้น

ท่านอาจารย์ เวลาที่สวดพระปริตร มีแต่เรื่องของพระธรรมใช่หรือไม่ แล้วพระธรรมนั้นสอนให้ดีหรือไม่ อานุภาพของพระปริตรก็คือทำให้คนเป็นคนดีหรือไม่ แล้วจะต้องการอานุภาพอะไร

ผู้ฟัง อานุภาพของความดี

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องกลับมาที่เหตุผล พระปริตรคืออะไร ต้องเข้าใจก่อน ไม่ใช่เขาพระปริตร เราก็พระปริตร ฟังก็ไม่ออก

ผู้ฟัง ยกตัวอย่างเช่น ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง ธรรมใดๆ ในโลกนี้บรรดามี ในมนุษย์ก็ดี ในเทวโลกก็มี รัตนะนั้นเสมอด้วยพุทธรัตนะไม่มี ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมี

ท่านอาจารย์ สอนใคร

ผู้ฟัง สอนเราเอง

ท่านอาจารย์ เมื่อพูดเช่นนี้แล้วเราดีขึ้นหรือไม่

ผู้ฟัง เราก็เกิดศรัทธา

ท่านอาจารย์ สอนเช่นนี้ สอนให้ดี แล้วเราดีขึ้นแล้วหรือยัง

ผู้ฟัง ก็ขณะจิตที่เลื่อมใส่ศรัทธาก็คงเป็นกุศล

ท่านอาจารย์ ดี ดีขึ้นแล้วหรือยัง

ผู้ฟัง ดี เป็นกุศลตอนนั้น

ท่านอาจารย์ เป็นกุศลแล้วหรือยัง เท่านั้นพอแล้วหรือ

ผู้ฟัง ก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจอีกๆ เพราะพระธรรมทั้งหมด อานุภาพคือทำให้เป็นคนดี เพื่อให้ละกิเลส

ผู้ฟัง อีกเรื่องที่ไปไหว้พระแล้วขอให้อะไรต่างๆ นั้นมีเหตุผลที่ว่า ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณ สุข พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลที่มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญเป็นนิจ

ท่านอาจารย์ นั่นเป็นกุศลหรือไม่

ผู้ฟัง เป็นกุศล

ท่านอาจารย์ เป็นคนดีหรือไม่ แล้วดีให้ผลดีหรือไม่

ผู้ฟัง ให้ผลดี

ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น สอนให้เป็นคนดีทั้งหมด

ผู้ฟัง เรื่องสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส โลกเที่ยง ไม่เที่ยง โลกสูญ นั้นไกลเกินไป ถ้าสีลัพพตปรามาสใกล้ตัวรู้สึกว่าบางครั้งก็มี เพราะจะนั่งนิ่งๆ จะเจริญสติเช่นนี้ จะเจริญเมื่อไรก็ผิดทุกที นี่คือสัพพตปรามาสใช่หรือไม่ ส่วนสักกายทิฏฐิ ตื่นมาก็เหมือนเป็นปกติเลย เห็นขัน เห็นสบู่ เห็นอะไร ก็เป็นสิ่งนั้นไปหมด ไม่เคยเป็นรูปารมณ์ ไม่เคยเป็นธาตุดิน แต่เป็นขัน เป็นสบู่ เป็นแก้วน้ำ เป็นจริงเป็นจัง เป็นเรื่องเป็นราว เช่นนี้เป็นสักกายทิฏฐิหรือยัง

ท่านอาจารย์ ที่พูดเมื่อครู่นี้ มีจิตที่เป็นอกุศลหลายประเภท ซึ่งอาศัยความละเอียดจะเข้าใจได้ เช่น เวลาที่เกิดความสงสัยเป็นโมหมูลจิต ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย อย่าลืมเพราะจะปนกันไปหมดเลย ความเห็นผิดก็ปนกับความสงสัย แต่ให้ทราบว่าเป็นจิตแต่ละประเภท และต้องเข้าใจด้วยว่าขณะที่สงสัยนั้นไม่ใช่ความเห็นผิด ไม่มีความเห็นใดๆ เกิดในขณะที่สงสัย เวลาที่มีความเห็นผิดก็ไม่มีความสงสัยเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเจตสิก ๒ ดวงนี้จะไม่เกิดร่วมกัน

แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วของจิตแล้วมีอกุศลหลายประเภท แต่ให้ทราบว่าการเห็นผิด เห็นผิดจากความเป็นจริง แม้ว่าเราจะได้ฟังมาก็ตามว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ขณะที่เข้าใจนั้นต้องเป็นความเห็นถูก ซึ่งในชีวิตประจำวันของเราเต็มไปด้วยโลภะ ตื่นขึ้นมาก็ชอบ อยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่างๆ โดยไม่มีความเห็นใดๆ แม้แต่น้อยมาเกิดร่วมด้วย

อย่าลืมว่าขณะนั้นเป็นความเห็น หรือไม่ใช่ความเห็น อยู่ตรงนี้ คือ โลภะนั้นมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย หรือไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ซึ่งเราสามารถจะพิจารณาจิตใจของเราได้ว่า เราอยากดื่มน้ำ ไม่ได้มีความเห็นอะไรเกิดขึ้นมาเลย แล้วเราก็อยากตั้งหลายอย่างตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เต็มไปด้วยอยากทั้งนั้นแต่ไม่ได้มีความเห็นผิดใดๆ เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ขณะนั้นไม่ใช่โลภมูลจิตซึ่งมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ต้องใช้คำว่าเกิดร่วมด้วย

ผู้ฟัง คำว่าสักกายทิฏฐิ ไม่เป็นตัวเป็นตน รู้สึกว่าเป็นความเห็นที่ค่อนข้างจะรุนแรงในลักษณะที่ว่า เห็นอะไรแล้วจะต้องไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ในลักษณะเช่นนั้น

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ว่า พระโสดาบันบุคคลดับโลภมูลจิตซึ่งเกิดร่วมกับความเห็นผิด แต่ยังมีโลภะ ชีวิตของพระโสดาบันประจำวันท่านก็มีโลภะเหมือนปุถุชน แต่เพราะท่านได้รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง ประจักษ์ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม ประจักษ์การเกิดดับรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ เพราะฉะนั้น ท่านไม่มีความสงสัย ดับวิจิกิจฉาเจตสิกด้วย แต่ท่านยังมีโลภะ ระหว่างคนที่ไม่ใช่พระโสดาบัน แล้วมีชีวิตประจำวันซึ่งมีโลภะเหมือนกับพระโสดาบัน โลภะของคนที่ไม่ใช่พระโสดาบันกับโลภะของผู้ที่เป็นพระโสดาบันไม่ต่างกัน โดยประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะว่าขณะนั้นไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ขณะใดที่เกิดความเห็นผิด อย่าลืมว่าเกิด ไม่ใช่มี เกิดความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ขณะนั้นเป็นโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด

ผู้ฟัง ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ที่ว่าจิตที่ประกอบด้วยทิฏฐิเจตสิกนั้นคือ จิตที่จะมีความเห็นผิด ก็ต้องเป็นจิตที่ติดข้องยึดมั่นในความเห็นนั้น มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่มีความเห็นเช่นนั้น ซึ่งจิตที่มีความเห็นผิดนั้นเกิดร่วมกับเจตสิก คือ ทิฏฐิเจตสิก เป็นโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับทิฏฐิเจตสิก แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่โลภมูลจิตเกิดแล้ว ทิฏฐิเจตสิกจะต้องเกิดร่วมด้วยเสมอไป เพราะว่ามีโลภมูลจิตอยู่เพียง ๔ ประเภทเท่านั้นที่ทิฏฐิเจตสิกจะเกิดร่วมด้วยได้

หลังจากสนทนาครั้งก่อนมีปัญหาว่า โลภมูลจิตมีทิฏฐิเจตสิกประกอบร่วมด้วย แล้วยังมีโลภเจตสิกบางประเภทที่มานะเจตสิกประกอบร่วมด้วย ท่านผู้นั้นสงสัยว่า ทิฏฐิเจตสิกกับมานะเจตสิกจะเกิดประกอบพร้อมกันได้หรือไม่ ในโลภมูลจิต ในขณะเดียวกัน ขอเชิญคุณวีระ

ผู้ฟัง กรณีที่โลภมูลจิตซึ่งมีทิฏฐิคตวิปปยุตต์ โอกาสที่มานะเจตสิกจะเกิดขึ้นก็มีอยู่


หมายเลข  6755
ปรับปรุง  19 มิ.ย. 2567


วีดีโอแนะนำ