ปกิณณกธรรม ตอนที่ 164

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ตอนที่ ๑๖๔

สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร

พ.ศ. ๒๕๓๘


ท่านอาจารย์ เริ่มจากการฟัง หรือศึกษาโดยการอ่านก็ได้ แต่ว่าเป็นเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ในขณะเดียวกันที่ฟังหรือจะอ่านก็ตาม ให้พิจารณาและเข้าใจว่าเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้รู้ ให้เข้าใจตั้งแต่ขั้นฟัง ขั้นพิจารณา จนถึงขั้นสติเกิดระลึกเพื่อที่จะศึกษาอีกระดับหนึ่ง คือ ศึกษาลักษณะสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ นี่คือจุดประสงค์

เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรม แต่เกิดมาไม่รู้สภาพธรรมจนตาย แต่เมื่อมีสภาพธรรมแล้วมีโอกาสได้ยินได้ฟังเรื่องสภาพธรรม ซึ่งจะต้องเป็นปัญญาจึงจะสามารถรู้ได้ว่าเป็นสภาพธรรม เพราะมิฉะนั้นก็ยังคงจะมีความคิดเห็นว่า ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นตัวเราก็ไม่เดือดร้อน แต่ว่าจากโลกนี้ไปก็ต้องเกิดอีก แล้วเต็มไปด้วยขณะจิตซึ่งสั้นมาก เกิดดับตลอดเวลาแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกชาติๆ จะเป็นเช่นนี้โดยไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาส ผู้ที่ได้มีบุญที่สะสมไว้แล้วก็ฟังสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้เข้าใจ เพื่อที่จะถึงขั้นต่อไปคือปฏิปัตติสัทธรรม

ผู้ฟัง ที่ว่าความเป็นผู้มากด้วยมิจฉาวิตก เป็นเหตุประการหนึ่งที่จะทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ไม่ทราบว่าเป็นเหตุในลักษณะใด อย่างไร แล้วจะต้องมีมิจฉาวิตกมากมายเพียงใด จึงจะเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต เพราะว่าวันหนึ่งๆ เรามีมิจฉาวิตกที่เป็นกามวิตกมากมายหลายประการคือ เดี๋ยวก็คิดถึงรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจ น่าใคร่ น่าปรารถนา เป็นประจำเลย เราก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ อยู่ทุกวัน

และโดยการศึกษาเราทราบว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นรูปธรรม ความตรึกนึกคิดเป็นนามธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นความเห็นผิดอะไรเลย จึงมีความสงสัยว่า เพราะอะไรมิจฉาวิตกที่เป็นกามวิตกเป็นเหตุให้ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

ท่านอาจารย์ ที่จริงแล้วคิดว่าต้องเกี่ยวกับความเห็นผิดด้วย เพราะเหตุว่าทุกคนก็มีอกุศลวิตกเป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือว่าเป็นไปในเรื่องของความโกรธ เป็นไปในเรื่องของความเบียดเบียน แต่ไม่มีความเห็นผิด แต่สำหรับคนที่โน้มเอียงไปในทางความเห็นผิด จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ดูเป็นของธรรมดาซึ่งไม่ให้โทษ เช่น บางคนที่คิดว่า คนนั้นควรจะตายเพราะว่าเขาทำอกุศลกรรมร้ายแรงมาก เช่นนี้ก็โน้มเอียงไปในทางความเห็นผิดว่า จิตที่คิดเช่นนั้นไม่ตรงกับสภาพธรรมที่ว่า ขณะนั้นเป็นอกุศลแล้วและควรจะเห็นโทษของอกุศล แทนที่จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควร การลงโทษบุคคลหนึ่งบุคคลใด แทนที่จะพิจารณาว่า เป็นกรรมของคนนั้น แต่เรากลับมีความเห็นว่าสมควร คุณกฤษณาคิดว่าสมควรหรือไม่

ผู้ฟัง ไม่สมควรที่จะคิดเช่นนั้น

ท่านอาจารย์ แต่คิดหรือไม่ว่าคนนี้ควรจะตาย เพราะว่าเขาทำกรรมกับคนอื่นไว้มาก

ผู้ฟัง ทั้งๆ ที่เห็นว่าไม่สมควร แต่บางครั้งความคิดก็เกิดขึ้นมาโดยที่เรายับยั้งไม่ได้

ท่านอาจารย์ ไม่เห็นว่าเป็นกรรมของเขา แล้วถ้าเป็นกรรมของเราที่คิดไม่ดี เราก็ต้องได้รับผลของกรรม ถ้ามีความโน้มเอียงพอใจที่จะคิดว่าเขาสมควร ค่อยๆ คล้อยไปในทางความเห็นผิดว่า เราจะเป็นผู้ตัดสินหรือเป็นเจ้าโลก แทนที่จะให้กรรมเป็นผู้ตัดสินหรือไม่ เพราะเหตุว่าถ้าเป็นผู้ที่เชื่อในผลของกรรมจริงๆ ถึงแม้ว่าคนนั้นจะทำอกุศลกรรมไว้มาก ไม่ว่าร้ายแรงสักเท่าไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามคำสอน เป็นผู้ที่มีเมตตา มีความเป็นมิตร และเป็นผู้ที่มีกรุณาด้วย ถ้ามีทางใดที่จะช่วยเขา จะช่วยหรือไม่ ไม่ใช่ไปช่วยตอนที่เขาได้รับผลของอกุศลกรรมแล้ว เพราะว่าส่วนใหญ่ทุกคนจะมองเห็นความทุกข์ยากในโลก โดยไม่รู้ว่าเป็นผลของอกุศลกรรมจริงๆ ถ้าเขาไม่มีอกุศลกรรมเขาก็คงไม่อดอยาก ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ได้รับภัยพิบัติอันตรายต่างๆ แต่ไปช่วยเขาตอนนั้น

แต่ตอนที่เขาทำกรรมเสร็จแล้วมีคนตัดสินคิดว่า จะได้รับโทษสมควรแก่การกระทำของเขา ถ้าเรามีความยินดีโน้มเอียงว่าถูก ว่าดี แทนที่จะพิจารณาว่าเขาต้องได้รับผลของกรรม ไม่ใช่ว่าเราจะมีอกุศลจิตที่ไปคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้น แล้วดีใจที่เขาสมควรได้รับโทษ นี่คือความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้บ่อยๆ คนนั้นก็จะไม่เห็นเลยว่าเรื่องของกรรมเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ดังนั้น เวลาที่ทำไปด้วยกำลังของโทสะอย่างเดียว ทุกคนก็เข้าใจได้ว่า เมื่อโกรธขึ้นมาก็ยับยั้งไม่ได้ แต่ถ้ามีความโน้มเอียงที่จะเห็นว่าการทำเช่นนี้ไม่บาป เช่น การทำสิ่งที่ไม่ดีกับมารดาบิดาหรือผู้มีพระคุณไม่บาป หรือว่าอะไรก็ตามแต่ คิดว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่เป็นอกุศล ถ้าเขาเข้าใจเช่นนั้น มีความโน้มเอียงที่ค่อยๆ คล้อยไปในทางที่จะเห็นผิดไปได้เรื่อยๆ คือ นอกจากเห็นผิดเท่านี้แล้วก็ยัง (เห็นผิด) ในเรื่องอื่น ต่อไปอีก เพราะว่าคิดไม่ถูกต้อง

ผู้ฟัง จะใช้คำว่าสมน้ำหน้าได้หรือไม่

ท่านอาจารย์ สมน้ำหน้าใคร

ผู้ฟัง ดีใจที่เขาได้รับผลที่ไม่ดี คล้ายๆ กับว่า สมน้ำหน้า

ท่านอาจารย์ เวลาที่ใช้คำว่า สมน้ำหน้า คนอื่นจะไม่รู้สภาพจิตของคนที่ใช้คำนี้เลย เรื่องของสภาพจิตเป็นเรื่องที่ละเอียด คำพูดอย่างเดียวกัน แต่น้ำหนัก หรือความคิดที่เป็นเหตุให้กล่าวคำนั้นจะต่างกัน ประกอบด้วยความเห็นผิด โน้มเอียงไปในทางความเห็นผิด หรือไม่โน้มเอียงไปในทางความเห็นผิดก็ได้ เหมือนเด็กที่ทำร้ายแม่ด้วยกำลังของโทสะเท่านั้น ภายหลังเขาอาจจะคิดเสียใจว่าไม่ควรจะทำเลย นั่นคือเริ่มมีความเห็นที่ถูกต้อง แต่ถ้าเขาคิดว่าทำเช่นนี้ไม่บาป ไม่ใช่เพียงทำด้วยกำลังความโกรธอย่างเดียว แสดงว่าเขามีความโน้มเอียงที่จะมีความเห็นผิด

ผู้ฟัง ถ้าตรึกไปในทางกามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตกแล้ว ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าน่าจะมีเรื่องความเห็นผิดอยู่ด้วยก็ยังไม่สงสัยตรงนั้น แต่สงสัยว่าผู้ที่ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน เมื่อเขาเข้าใจไม่ตรงกับในพระไตรปิฎก จะเป็นการทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ เช่น ผู้ที่เข้าใจว่ามีรูปนั่ง รูปนอน

ท่านอาจารย์ นั่นเป็นความเห็นผิดแล้ว แต่คุณกฤษณากำลังพูดถึงเหตุที่จะให้เกิดความเห็นผิด

ผู้ฟัง เขาก็ยังปฏิบัติอยู่ รูปนั่งมี รูปนอนมี

ท่านอาจารย์ แต่ก่อนที่จะเห็นผิดเช่นนี้ อะไรทำให้เขาเกิดความเห็นผิดเช่นนี้

ผู้ฟัง คือไม่ได้เสพพระสัทธรรมที่ถูก

ท่านอาจารย์ หมายความว่า มีความโน้มเอียงที่จะมีความเห็นผิดง่ายๆ ในทุกเรื่อง ไม่มีการพิจารณาเลย ในเรื่องแม้บาปบุญก็ไม่มีการพิจารณาว่า ทำเช่นนี้สมควรหรือไม่ เป็นบาปหรือไม่

ผู้ฟัง แต่บาปบุญเขาก็รู้

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ไม่ได้พูดถึงกรณีนี้ เพราะคุณกฤษณาถามถึงเหตุให้เกิดความเห็นผิด ไม่ใช่ขณะที่มีความเห็นผิดแล้ว

ผู้ฟัง เหตุที่ให้เกิดความเห็นผิดคือ ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต

ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะเห็นผิดเช่นนี้

ผู้ฟัง อาจจะมีเหตุที่มีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย หรือเสพบุคคลที่มีทิฏฐิวิบัติ หรือเบือนหน้าหนีพระสัทธรรม หรือเป็นผู้มากด้วยมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าประการที่ ๕ ที่เราจะพูดถึงต่อไป

ผู้ฟัง เราอาจจะสรุปได้ว่า โทสะเป็นเหตุให้เกิดมิจฉาทิฏฐิได้เหมือนกัน

ท่านอาจารย์ ไม่ควร เพราะเหตุว่าถ้าเราคิดว่าโลภะเป็นเหตุ โทสะเป็นเหตุ โมหะเป็นเหตุ ทุกคนก็มี แต่เขาไม่มีความเห็นผิดได้ เขาสามารถที่จะพิจารณาเหตุผลให้ตรงแล้วเข้าใจถูกได้ เพราะฉะนั้น การที่จะวางหลักขีดเส้นตายไปเลยเช่นนี้ไม่ได้ แม้แต่คำพูดว่าสมน้ำหน้า ขณะนั้นจิตที่พูดเป็นเพียงกำลังของความพอใจที่คนนั้นได้รับผลกรรมเช่นนั้น หรือเป็นผู้ที่มีความเห็นผิดแทรก หรือโน้มเอียงไปที่จะเห็นผิด เพราะจริงๆ แล้วทุกคนไม่ใช่ผู้จัดการโลก

กรรมสำคัญที่สุด เราไม่ใช่เป็นผู้ที่จะต้องไปพลอยสมน้ำหน้ากับคนที่ทำผิด เพราะเหตุว่าเขาต้องได้รับผลของกรรมอยู่แล้ว ถ้าเป็นผู้ที่ทำตามคำสอนจริงๆ เมตตาได้หรือไม่ ควรหรือไม่ ถ้าถามพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดง แม้แต่กับคนที่ทำผิด เราเป็นมิตรได้หรือไม่ เรามีกรุณาได้หรือไม่ แล้วระหว่างการที่ควรเป็นมิตรกับควรสมน้ำหน้า ควรจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ที่ค่อยๆ พิจารณาธรรม (และเข้าใจ) ตรง คือ กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล ถ้าเป็นผู้ที่พิจารณาแล้วเข้าใจตรงก็ไม่มีความเห็นผิด แต่ถ้าไม่มีการพิจารณาเลย แล้วโน้มเอียงไปในทางที่จะเห็นผิด เพราะว่ากำลังพูดถึงเหตุที่จะให้เกิดความเห็นผิด ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่พิจารณา ต่อไปก็เห็นผิดได้ง่ายๆ เพราะไม่พิจารณาในเหตุในผล เหตุผลที่จะขอให้พิจารณาที่นี่ก็คือว่า ควรหรือไม่ที่จะสมน้ำหน้า หรือว่าควรจะเป็นมิตร เท่านี้ จะเป็นเหตุให้เกิดความเห็นถูกหรือความเห็นผิดที่จะโน้มเอียงไป ซึ่งวันหนึ่งจะเกิดมิจฉาทิฏฐิได้ถ้าคิดผิด

ผู้ฟัง หมายความว่า ถ้ามีพยาปาทวิตก วิหิงสาวิตกแล้วจะเป็นเหตุให้โน้มเอียงไป

ท่านอาจารย์ เป็นของธรรมดา ถ้าไม่โน้มเอียงซึ่งขึ้นอยู่กับจิตของคนที่พูดว่า เขาพูดโดยกำลังของโทสะ หรือพอใจที่คนนั้นได้รับโทษเท่านั้น หรือเขามีความเห็นที่โน้มเอียงไปว่า สมควรที่ทุกคนควรจะเป็นเช่นนั้น ที่จะกล่าวโทษ รังเกียจ ไม่เป็นมิตรหรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้น เพียงตัวอย่างในชีวิตประจำวันที่ขอให้พิจารณาคือ ควรจะเมตตา หรือควรจะสมน้ำหน้า จะได้เป็นทางที่จะรู้ว่าข้างหน้าต่อไปเราจะมีความเห็นผิด หรือเราจะมีความเห็นถูก ถ้าเราไม่เข้าใจเหตุผลจริงๆ ถ้าตอบว่าควรจะสมน้ำหน้า ถูกหรือผิด ถ้าคิดเช่นนั้นคือโน้มเอียงไปที่วันหนึ่งจะมีมิจฉาทิฏฐิได้ เพราะว่าไม่เข้าใจในเหตุในผล

ผู้ฟัง หมายความว่า ถ้าเรามีพยาปาทวิตกกับวิหิงสาวิตกอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งก็คือการเห็นผิด

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ใครๆ ก็ต้องมีกามวิตก พยาปาทวิตกก็ต้องมี วิหิงสาวิตกก็มีบ้าง แต่มีความเห็นผิดในเหตุในผลหรือไม่ เช่น เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างไร เรื่องง่ายๆ เช่นตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ ควรจะสมน้ำหน้า หรือว่าควรจะเป็นมิตร

ผู้ฟัง สมน้ำหน้าใคร

ท่านอาจารย์ คนที่ทำผิดแล้วได้รับผลกรรม เมื่อเขาทำผิดและเขาได้รับผลกรรมแล้ว เราควรจะสมน้ำหน้า หรือเราควรจะเป็นมิตร หรือเราควรจะกรุณา กำลังพูดถึงเหตุที่วันหนึ่งเราจะมีความเห็นผิด เพราะเหตุว่าเราไม่เป็นผู้พิจารณาธรรมให้ตรง เรื่องของการคิด กามวิตก พยาปาทวิตก เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ต้องเป็นผู้ตรงด้วยที่จะพิจารณาในเหตุในผล ข้อสำคัญที่สุดคือพิจารณาในเหตุในผล

ผู้ฟัง เมตตาทำให้เกิดอกุศลจิตเกิดขึ้นได้หรือไม่ เป็นประสบการณ์เมื่อเช้านี้เอง ผมขับรถมาเห็นสุนัขตัวเล็กๆ น่ารักถูกรถคันหน้าทับดิ้นอยู่บนถนนตลอดเวลา เกิดความสงสารในสุนัขตัวนั้นแล้วไม่รู้จะไปช่วยอย่างไร ในที่สุดก็นึกได้ว่า กรรมเป็นเช่นนี้นี่เองแล้วทำให้คิดเรื่อยไป ความสลดใจค่อยๆ หายไป ผมเลยสงสัยว่า ขณะนั้นยังมีสติอยู่ แต่เหตุใดถึงมีความสลดด้วยความสงสารลูกสุนัขที่ดิ้นๆ อยู่ ขับรถไปแล้วยังต้องเหลียวหลังกลับไปดู เหตุใดถึงเป็นอกุศลได้ในขณะนั้น ทั้งๆ ที่เรามีใจเมตตาอยู่ในสุนัขตัวนั้น

ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่า กุศลจิต อกุศลจิต เกิดสลับกัน ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตก็ต้องมี ขณะที่จิตใจเศร้าหมองต้องเป็นอกุศล

ผู้ฟัง สำหรับเหตุที่ทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ที่ว่าเป็นผู้มากด้วยมิจฉาวิตก พอสรุปจากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้สักครู่ว่า ถ้ามีมิจฉาวิตกแล้วมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะมีความเห็นผิดด้วย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตต์ ซึ่งโดยปกติธรรมดาแล้วเราก็มีกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกามวิตก หรือพยาปาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก แต่ว่าถ้าไม่มีความโน้มเอียงที่จะมีความเห็นผิดก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เป็นไร

สำหรับเหตุที่จะทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตต์ประการต่อไปคือ การไม่พิจารณาโดยแยบคาย ภาษาบาลีว่า อโยนิโส กุมฺมุชฺชนํ ซึ่งในหนังสือพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ เล่มเดิมได้อธิบายไว้ว่า อะ แปลว่าไม่ โยนิโส แปลว่าแยบคาย โดยแยบคาย กุมฺมุชฺชนํ แปลว่า การโผล่เกิดขึ้นคือ การพิจารณา

อโยนิโส กุมฺมุชฺชนํ หมายถึงการพิจารณาโดยไม่แยบคาย เมื่อพูดถึงการพิจารณาตามที่เข้าใจ พิจารณาก็คงจะหมายถึงการไตร่ตรอง ซึ่งต้องเป็นการตรึกนึกคิด คำว่าอโยนิโส ที่แปลว่า โดยไม่แยบคาย หมายความว่าอย่างไร และมีลักษณะอย่างไร

อ.สมพร โดยไม่แยบคายหมายความว่า ไม่ใช่โดยความเป็นจริง ภาวะที่เกิดขึ้นไม่แยบคาย ตัวอย่างเช่น เราเห็นสิ่งที่ชอบใจน่าปรารถนาแล้วเราก็ชอบใจ การชอบใจนั้นเป็นเหตุให้อกุศลเกิดขึ้น หมายความว่าอกุศลก็เป็นจริงเหมือนกัน โดยไม่แยบคายก็มีหลายอย่าง นี่คือพูดถึงว่าอกุศลเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยพิจารณาโดยไม่แยบคาย คือไม่เป็นไปโดยปรมัตถ์ หรือสภาวะ มักจะอาศัยบัญญัติ

ผู้ฟัง คือไม่พิจารณาไปตามสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถ์ ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ คิดว่าในขณะที่มีความเห็นผิดเกิดขึ้น ให้ทราบได้เลยว่า ขณะนั้นเพราะอโยนิโสมนสิการ เช่นตัวอย่างของคุณอดิศักดิ์ ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องรูป ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเห็นได้ว่า ถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมด้วยโยนิโสมนสิการ เราก็รู้ว่า การที่ไปพิจารณา หรือนึกถึงท่าทางหรือรูปร่าง ไม่ใช่การรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ นี่คือขณะใดที่โยนิโสมนสิการเกิดก็พิจารณาได้ตรง แต่ถ้าเป็นอโยนิโสมนสิการก็คิดว่า ในพระไตรปิฎกมีอิริยาปถบรรพ แล้วก็มีข้อความว่า เมื่อนั่งก็รู้ว่าเรานั่ง แล้วคิดว่าต้องรู้ว่าเรานั่งเป็นท่าทางเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่า อโยนิโสมนสิการ

ผู้ฟัง อโยนิโสมนสิการ เรียกว่าไม่ฉลาด หรือไม่ประกอบด้วยปัญญา ได้หรือไม่

ท่านอาจารย์ ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่แยบคายคือ ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง

ผู้ฟัง จิตที่พิจารณาโดยไม่แยบคาย ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงนั้นเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ ประกอบด้วยความเห็นผิดได้

ผู้ฟัง ประกอบด้วยความเห็นผิดได้ สงสัยว่าจะต้องไม่ประกอบด้วยปัญญา ใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ อโยนิโสมนสิการเกิดขณะใดจิตนั้นเป็นอกุศล

ผู้ฟัง เป็นอกุศล แล้วถ้าเป็นจิตที่ไม่ใช่เป็นอกุศล อย่างเช่นเป็นมหากุศลจิต หรือมหากิริยาจิต ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ...

ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นกุศลขณะใดต้องเป็นโยนิโสมนสิการ จึงเป็นกุศล

ผู้ฟัง มาแบ่งกันตรงที่เป็นกุศลกับเป็นอกุศล

ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เกี่ยวกับต้องประกอบด้วยปัญญา แม้แต่จะเป็นกุศลก็ต้องเป็นโยนิโสมนสิการ เช่นตัวอย่างเมื่อสักครู่ สมน้ำหน้า ถ้าจะเป็นกุศลต้องเป็นโยนิโสมนสิการ เพียงแค่ที่จะคิดให้ถูกต้องว่าไม่ควรจะสมน้ำหน้า แล้วกุศลจิตเกิด เมตตาเกิด ก็ยังต้องเป็นโยนิโสมนสิการ มิฉะนั้นก็ยังไม่ยอม จะต้องสมน้ำหน้าต่อไป ถ้าเป็นอโยนิโสมนสิการ

เพราะฉะนั้น เพียงแค่คั่นจากอกุศลเป็นกุศลยังต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ

ผู้ฟัง แล้วที่ว่าการพิจารณาโดยไม่แยบคายนั้น คงหมายถึงพิจารณาอารมณ์ที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

ท่านอาจารย์ ถ้าเกี่ยวกับความเห็นผิด แต่ว่าถ้าโดยทั่วไปอกุศลจิตเกิดขณะใด ขณะนั้นอโยนิโสมนสิการ กุศลจิตเกิดขณะใด ขณะนั้นโยนิโสมนสิการ จึงเป็นกุศล เพราะว่าโดยมากคนมักจะตามคำแปลที่ว่า กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย แล้วก็ชินหรือถนัดต่อการที่กระทำเสียจริงๆ เพราะฉะนั้น ก็จะพยายามกระทำให้แยบคาย ใช่หรือไม่ แต่จริงๆ ขณะนั้นที่กำลังกระทำไม่แยบคาย เพราะเหตุว่าไม่มีความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรมว่า เป็นเรื่องของสภาพธรรม

ผู้ฟัง ไม่แยบคายโดยไม่รู้ตัว

ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วจิตเกิดดับเร็วมาก เวลาที่คิดเป็นกุศลวิตกหรือว่าอกุศลวิตก ต้องทราบว่า ไม่ใช่เราที่คิด แต่เป็นสภาพของจิต ซึ่งถ้าไม่ใช่พระอรหันต์แล้วขณะนั้นก็มี ๒ อย่างคือ เป็นกุศลวิตกอย่างหนึ่ง และอกุศลวิตกอย่างหนึ่ง ถ้าคิดเป็นในเรื่องของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ขณะนั้นเป็นกุศลวิตก แต่ถ้าไม่ใช่ขณะนั้นก็เป็นอกุศล

เราจะทราบได้อย่างไรว่า เหตุใดจิตถึงเป็นอกุศล ทั้งๆ ที่ไม่อยากเป็นอกุศล แต่ก็มีปัจจัยที่จะทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้น แล้วปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้เป็นอกุศลก็คือ อโยนิโสมนสิการ ซึ่งไม่มีเราไปทำเลย แต่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น "กระทำในใจไว้โดยอุบายไม่แยบคาย" เป็นภาษาแปล แต่เราต้องทราบว่า ไม่ว่าจะแปลเป็นไทยอย่างไรคือไม่มีใครทำทั้งสิ้น เช่น ผัสสะเป็นสภาพกระทบ ก็ต้องไม่มีใครไปทำให้ผัสสะกระทบ หรือว่าไม่มีใครใช้ให้ผัสสะกระทบ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ก็ไม่มีเราเป็นตัวตนซึ่งจะไปกระทำให้แยบคาย แต่ว่าขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิด ให้ทราบว่าขณะนั้น โยนิโสมนสิการเกิด

ผู้ฟัง เมื่อกุศลจิตเกิด ขณะนั้นเป็นโยนิโสมนสิการ

ท่านอาจารย์ อโยนิโสมนสิการสำหรับอกุศล

ผู้ฟัง กุศลจิตเกิดเป็นโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการจะต้องเป็นระดับสติปัฏฐาน หรือไม่จำเป็น

ท่านอาจารย์ ไม่จำเป็น เช่นตัวอย่างเมื่อสักครู่ เพียงจากอกุศลให้เป็นกุศล แยบคายหรือยัง ถ้าไม่แยบคายก็สมน้ำหน้าไปเรื่อยๆ เป็นอกุศลไปเรื่อยๆ แต่ถ้าแยบคายเมื่อใด เมื่อนั้นก็เลิกสมน้ำหน้า แต่ว่ามีเมตตา ขณะนั้นเพราะสภาพที่เป็นโยนิโสมนสิการเกิด จึงเป็นกุศล ไม่ใช่เราไปกระทำ แต่ว่าการสั่งสมของสังขารขันธ์ที่จะเป็นปัจจัยทำให้กุศลวิตกเกิด

ผู้ฟัง ถ้าใครชอบ พอใจในสิ่งใดก็จะเป็นอกุศล ขณะที่เราจะให้ของใครเราก็เลือกของที่ดีให้ เมื่อให้เขาแล้วเขาเกิดชอบ เขาก็เป็นอกุศล เราก็เลยทำไม่ค่อยถูก

ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้จะให้อะไรใครก็เกรงกลัวเหลือเกินว่าเขาจะเกิดอกุศล แต่อย่าลืมว่าเราจะให้หรือไม่ให้ อกุศลของเขามี จะเกิดก็ย่อมเกิด ยับยั้งอกุศลของใครไม่ได้เลย แต่ว่าการให้ด้วยความคิดถึงบุคคลอื่นที่จะได้รับประโยชน์ ขณะนั้นเป็นกุศลจิต เพราะฉะนั้น เรื่องของการให้เป็นเรื่องที่เฉียดๆ คือว่า ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ให้เพราะต้องการอะไรหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญมาก ให้เพราะต้องการความเป็นมิตรตอบแทน แม้เพียงความสนิทสนม ถ้าเพียงหวังเท่านี้ก็เป็นไปในอกุศลแล้ว คือสภาพของจิตเป็นสภาพที่ละเอียดมาก กุศลจริงๆ คือไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ขณะใด ขณะนั้นเป็นกุศล


หมายเลข  6787
ปรับปรุง  7 ก.ค. 2567


วีดีโอแนะนำ