ปกิณณกธรรม ตอนที่ 165
ตอนที่ ๑๖๕
สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๕๓๘
ท่านอาจารย์ สภาพของจิตเป็นสภาพที่ละเอียดมาก กุศลจริงๆ คือไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ขณะใด ขณะนั้นเป็นกุศล เพราะฉะนั้น การให้ ต้องทราบเลยว่า ให้ด้วยจิตที่เป็นกุศลจริงๆ จะให้ด้วยเมตตาสงเคราะห์เพื่อนฝูง หรือจะให้ด้วยการบูชาคุณของใครก็ตาม แต่ให้ทราบว่า ถ้าให้ด้วยจิตที่ผ่องใส ไม่ได้หวังสิ่งใดเลยเป็นการตอบแทน ขณะนั้นเป็นกุศลจิต แต่ถ้าเกิดความหวัง ไม่ว่าจะเป็นหวังใดๆ ทั้งสิ้นสักนิดเดียว หวังขณะนั้นก็เป็นอกุศลแล้ว ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อสภาพธรรมแล้วไม่ต้องห่วงว่าให้อะไรใครดี ถวายภัตตาหารประณีต ประเดี๋ยวพระคุณเจ้าทั้งหลายจะเกิดอกุศลต่างๆ เหล่านี้
เพราะว่าเรื่องของอกุศลจิต เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จะได้สิ่งที่ดีหรือไม่ดี อกุศลจิตก็เกิดได้ แม้เพียงของเล็กน้อยไม่ใช่ของที่ประณีต มีเศรษฐีคนหนึ่งบอกว่า ถ้าใครให้น้ำปลาสักขวดก็ดีใจ คิดดูว่าเป็นเศรษฐีมีเงินมากมาย แต่ถ้าใครให้น้ำปลาสักขวดเขาดีใจ เพราะเขาต้องคิดถึงว่าคนนั้นมีน้ำใจที่ยังคิดถึงเขา น้ำปลานั้นอาจจะมีรสที่ถูกปากหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าหลังจากที่ซาบซึ้งในความดีของคนอื่นแล้ว เขาจะเกิดความติดพอใจในน้ำปลานั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าของจะประณีตหรือไม่ประณีต ก็ยับยั้งความติดข้องความพอใจไม่ได้ ขึ้นอยู่กับจิตของเราซึ่งผ่องใสที่คิดว่า สิ่งนั้นเหมาะควรสำหรับบุคคลนั้นเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ แต่ส่วนเขาจะเกิดอกุศลนั้นไม่มีใครยับยั้งได้
ผู้ฟัง เพื่อที่จะย้ำ โยนิโส อโยนิโส อีกครั้ง ถ้าเรานึกถึงวิถีจิต โวฏฐัพพนะแล้วมาชวนะ โวฏฐัพพนะกระทำทางให้ชวนะเกิดกุศลหรืออกุศล ในขณะนั้นคนทำทานคือโยนิโส และอโยนิโส ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ จริงๆ ต้องพิจารณาละเอียดกว่านั้น เพราะเหตุว่าโวฏฐัพพนะเป็นอเหตุกจิต ซึ่งไม่ประกอบด้วยโสภณเจตสิก ต้องพิจารณาละเอียด จิตดวงนี้เพียงกระทำกิจก่อนชวนวิถีจะเกิดเท่านั้น ส่วนที่จะเป็นกุศลหรืออกุศล จริงๆ แล้วต้องแล้วแต่การสะสมมา
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น หน้าที่จริงๆ ของโวฏฐัพพนะคืออะไร
ท่านอาจารย์ หน้าที่จริงๆ คือจิตซึ่งกระทำกิจที่เป็นทาง ชวนปฏิปทากมนสิการให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิด นี่คือพูดโดยเจาะจง แต่ถ้าพูดกว้างเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การสั่งสมมีอยู่ในจิตทุกๆ ขณะ แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้นทำกิจอะไร
จะสรุปได้หรือไม่ว่า ถ้าขณะใดจิตโน้มเอียงไป ที่จะไม่พิจารณาในเหตุในผลให้ตรงตามความเป็นจริง โดยมีการกระทำใดๆ ก็ตาม ขณะนั้นจะเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเห็นผิดได้
ผู้ฟัง จากการสนทนาไปได้ทราบแล้วว่า โลภมูลจิตมี ๘ ประเภท แบ่งออกเป็น ๒ อย่างๆ ละ ๔ ดวง คือ โลภมูลจิตที่ประกอบกับความเห็นผิด เรียกว่า โลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต อีกประเภทหนึ่งคือ โลภมูลจิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่เกิดร่วมด้วยกับความเห็นผิด เรียกว่า โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต
ขณะใดก็ตามที่มีความเห็นผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จิตขณะนั้นจะต้องเป็นอกุศลจิตประเภทโลภมูลจิต เพราะว่าจะต้องมีความติดข้อง มีความพอใจ มีความยินดี ขณะนั้นจะต้องเป็นอกุศลจิตที่เป็นโลภมูลจิต และจะต้องเป็นโลภมูลจิตประเภททิฏฐิคตสัมปยุตโดยแน่นอน ซึ่งโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตมีอยู่ ๔ ดวงหรือ ๔ ประเภท ซึ่งเรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้
ใน ๔ ดวงนั้นมีที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา คือความรู้สึกดีใจ ๒ ดวง แล้วที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา คือความรู้สึกเฉยๆ ๒ ดวง ในโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา ๒ ดวง หรือที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ๒ ดวงก็ดี จะมีดวงหนึ่งที่เกิดโดยที่ไม่มีการชักจูง หรือไม่มีการชักชวน ที่ภาษาบาลีเรียกว่า อสังขาริก และมีอีกดวงหนึ่งที่เกิดโดยมีการชักชวนหรือมีการชักจูง ที่เรียกว่า สสังขาริก
เมื่อพูดถึงโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิดเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะมาพิจารณากันในประเด็นที่ว่า เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน กับเกิดขึ้นโดยมีการชักชวนนั้นเป็นอย่างไร ความเห็นผิดที่เกิดขึ้นกับโลภมูลจิตโดยที่ไม่มีการชักชวนหรือชักจูงใดๆ สงสัยว่าอยู่ๆ เกิดขึ้นเอง หรือว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ท่านอาจารย์ อสังขาริก เกิดเองเพราะการสะสม
ผู้ฟัง เพราะการสะสม แล้วถ้าจะพิจารณาถึงเหตุที่ให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุต ๕ ประการที่เราได้สนทนากันมาแล้ว มีเหตุอะไรบ้างที่จะทำให้ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิตเกิดขึ้นโดยเป็นอสังขาริก
ท่านอาจารย์ ได้ทั้ง ๒ อย่าง ไม่ได้หมายความว่า คนหนึ่งจะต้องมีความเห็นผิดที่เป็นอสังขาริกตลอด ไม่มีสสังขาริกเลย หรือไม่ได้หมายความว่า คนหนึ่งจะต้องมีแต่ความเห็นผิดซึ่งเป็นสสังขาริก โดยที่ไม่มีอสังขาริกเลย แล้วแต่กาล
ผู้ฟัง ถ้าคนหนึ่งจะมีความเชื่อความเห็นผิดว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป โดยที่เขามีความคิดของเขาเอง เขาไม่ได้รับฟังความคิดนั้นมาจากใคร ไม่มีใครพูดจาหว่านล้อมให้เขาคิดเช่นนั้น จะกล่าวได้หรือไม่ว่าบุคคลนั้นมีทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีการชักชวน เพราะว่ามีเหตุคือเขามีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย ซึ่งเป็นเหตุประการที่ ๑ ที่ทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต
ท่านอาจารย์ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาเกิดเอง
ผู้ฟัง เกิดเองโดยที่เขาสะสมมา
การจำแนกจิตโดยนัยของสัมปยุตต์และวิปปยุต ที่กำลังสนทนากันอยู่นี้ เรากำลังพูดถึงอกุศลสัมปยุตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ซึ่งเป็นโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด มี ๔ ดวงที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วนโลภมูลจิตอีก ๔ ดวงไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดเป็นทิฏฐิคตวิปปยุต โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตเป็นโลภมูลจิตที่ไม่ประกอบกับความเห็นผิด แสดงว่าความเห็นใดๆ ที่เป็นความเห็นผิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต แต่ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นปราศจากความเห็นผิดเสียเลยทีเดียว เพราะว่ายังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน แสดงว่าความเห็นผิดนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน อาจจะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าในขณะที่เป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตนั้น ทิฏฐิเจตสิกอยู่ตรงไหน
ท่านอาจารย์ ไม่เกิดขึ้น ต้องทราบว่าจิตขณะหนึ่งๆ ที่เกิดขึ้น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร ถ้าเป็นโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต หมายความว่า ขณะนั้นทิฏฐิเจตสิกไม่ได้เกิดร่วมกับจิตนั้น
ผู้ฟัง ไม่ได้เกิดร่วมกับจิตนั้น
ท่านอาจารย์ จึงเป็นทิฏฐิคตวิปปยุต
ผู้ฟัง อยู่ที่ไหนไม่ทราบ คือไม่ได้พยายามหาที่อยู่ให้ จะต้องมีเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้น แต่ว่ากว่าที่จะทราบว่าเขามีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น เขาอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิต เจตสิกใดๆ เกิดไม่ได้เลย กิเลสทุกประเภทก็เกิดไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ทิฏฐิเจตสิกจะเรียกว่าเป็นกิเลสระดับไหนได้
อ.สมพร ทิฏฐิคตสัมปยุตเป็นกิเลสที่หยาบ นำสัตว์ไปสู่อบาย
ผู้ฟัง ตัวที่เป็นกิเลส คือ ตัวทิฏฐิเจตสิก
อ.สมพร เจตสิก ประกอบกับจิต
ผู้ฟัง ในเมื่อเป็นเจตสิกที่เป็นกิเลสที่ยังไม่ได้ดับ จะเป็นพวกอนุสัยได้หรือไม่
อ.สมพร เป็นทิฏฐานุสัย
ผู้ฟัง เป็นทิฏฐานุสัย แล้วเป็นกิเลสระดับอื่นด้วยหรือไม่ ได้ทั้ง ๓ ระดับหรือไม่
อ.สมพร เป็นอุปาทานก็ได้ เป็นทิฏฐุปาทาน เป็นได้หลายอย่าง อุปาทานนี้ก็สำคัญ ยึดมั่นในความเห็นผิด อุปาทาน ทิฏฐุปาทาน
ผู้ฟัง หมายถึงว่าเป็นทั้งกิเลสละเอียด กิเลสหยาบ กิเลสปานกลาง ได้ทั้ง ๓ ระดับ
อ.สมพร เป็นทั้งหมดเลย อย่างละเอียด อย่างหยาบ อย่างกลาง ได้ทั้งหมดเลย ทิฏฐินี้เป็นกิเลสอย่างร้าย อย่างหยาบที่นำสัตว์ไปสู่อบาย กิเลสอย่างหยาบบางอย่างไม่นำไปสู่อบาย แต่ทิฏฐิเป็นอย่างหยาบแล้วนำไปสู่อบาย เรียกว่า อปายคมนียะ
ผู้ฟัง เป็นอย่างหยาบที่นำไปสู่อบาย และเป็นอย่างละเอียดเป็นอนุสัยได้ด้วย ใช่หรือไม่
อ.สมพร ได้ด้วย
ผู้ฟัง ตกลงเป็นทั้ง ๓ ระดับ
สำหรับทิฏฐิความเห็นผิดที่ไม่เกิดร่วมด้วยกับโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต มีเหตุที่จะให้ทิฏฐิคตวิปปยุต คือ จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดเกิดขึ้น มีเหตุ ๕ ประการ ซึ่งเป็นเหตุที่กล่าวได้โดยนัยตรงกันข้ามกับเหตุที่ทำให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุต
ประการแรกคือ เป็นผู้ไม่มีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย ประการที่ ๒ เป็นผู้ไม่คบผู้ที่เป็นทิฏฐิวิบัติ ประการที่ ๓ เป็นผู้มุ่งหน้าต่อพระสัทธรรม ตรงข้ามกับเป็นผู้ที่เบือนหน้าหนีจากพระสัทธรรม ที่เป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุต ประการที่ ๔ เป็นผู้ไม่มากด้วยมิจฉาวิตก และประการที่ ๕ มีการพิจารณาโดยแยบคาย ซึ่งการพิจารณาโดยแยบคายหรือไม่แยบคาย เมื่อสักครู่เราได้สนทนากันไปแล้ว เป็นเหตุ ๕ ประการที่จะทำให้ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิตเกิดขึ้น ซึ่งเป็นนัยตรงกันข้ามกับเหตุให้เกิดทิฏฐิคตสัมปยุต
ผู้ฟัง คำว่าทิฏฐิอย่างเดียว เป็นความเห็นเฉยๆ (เท่านั้น) ใช่หรือไม่
อ.สมพร ทิฏฐิในที่นี้คือทิฏฐิในโลภะ ต้องเป็นความเห็นผิดอย่างเดียว เรามุ่งแสดงถึงโลภะ ๘ ประเภท ทิฏฐิที่ใช้ในโลภะ (แม้) ทิฏฐิจะแปลว่า ความเห็น (เท่านั้น) ก็ตาม แต่ถ้าเกิดกับโลภะต้องเห็นผิดแน่นอน
ผู้ฟัง แล้ววิปปยุตนี้ผิด ใช่หรือไม่
อ.สมพร วิปปยุตคือไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด
ผู้ฟัง สัมมาทิฏฐิ
อ.สมพร สัมมาทิฏฐินั้นหมายถึงปัญญา เห็นชอบ เห็นถูก ก็ได้
ผู้ฟัง แล้ววิปปยุต
อ.สมพร วิปปยุตเป็นกิเลสเพราะว่าเป็นโลภะ ทิฏฐิไม่มี ทิฏฐิไม่ได้เกิด ความเห็นผิดไม่ได้เกิดร่วมกับโลภะ หมายความว่าโลภะมี ๘ อย่าง วิปปยุตคือมีแต่โลภะ ทิฏฐิไม่เกิด หมายความเช่นนั้น
ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ สับสน
ท่านอาจารย์ หมายความว่าไม่เข้าใจศัพท์บาลี ๒ ศัพท์ คือ สัมปยุต กับ วิปปยุต ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เข้าใจในสัมปยุต ในฝ่ายปัญญาเป็นสัมปยุต ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ มิได้ ต้องเข้าใจ ๒ คำนี้ก่อน สัมปยุต กับ วิปปยุต
สัมปยุตหมายความว่า ประกอบด้วยสภาพธรรม เช่น ถ้ากล่าวว่า ทิฏฐิคตสัมปยุต คือประกอบด้วยทิฏฐิเจตสิก ถ้าวิปปยุตแปลว่าไม่ประกอบด้วย ถ้าทิฏฐิคตวิปปยุตหมายความว่า ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นสัมปยุตเมื่อไร ต้องดูว่าเจตสิกอะไรที่กล่าวแสดงว่าสัมปยุต เช่น ทิฏฐิคตสัมปยุตต้องประกอบด้วยทิฏฐิ ถ้าทิฏฐิคตวิปปยุต-ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ญาณสัมปยุต-ประกอบด้วยปัญญา ญาณวิปปยุตไม่-ประกอบด้วยปัญญา
ผู้ฟัง เรื่องกิจของจิต ยังไม่ค่อยเข้าใจ คือปฏิสนธิจนถึงสุดท้าย
ท่านอาจารย์ จุติจิต
ผู้ฟัง ทำกิจอะไรบ้าง ไม่เข้าใจว่าจิตดวงหนึ่งทำกิจอะไร ปฏิสนธิทำ ...
ท่านอาจารย์ ทำจิตขณะแรกที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ภวังคจิตทำกิจดำรงภพชาติ ยังไม่ตาย ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ยังไม่ตายก็ดำรงภพชาติคือภวังคกิจ
ผู้ฟัง จากภวังคจิตแล้วเป็นจิตอะไรต่อ
ท่านอาจารย์ ต่อจากภวังค์ต้องเป็นปัญจทวาราวัชชนจิต หรือมโนทวาราวัชชนจิต
ผู้ฟัง แล้วโวฏฐัพพนะ
ท่านอาจารย์ นั่นทีหลัง หมายความว่าวิถีจิตแรกที่สุดคือ ปัญจทวาราวัชชนจิต หรือมโนทวาราวัชชนจิต เพราะว่าหลังจากปฏิสนธิแล้ว จิตจะทำกิจอื่นยังไม่ได้เลยนอกจากเมื่อปฏิสนธิจิตดับ ภวังคจิตคือจิตซึ่งทำกิจภวังค์ต้องทำกิจสืบต่อดำรงภพชาติ ระหว่างที่ยังไม่มีการเห็นทางตา การได้ยินทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่มีการคิดนึกใดๆ เลย เช่น กำลังนอนหลับสนิท ขณะนั้นเป็นภวังคจิต
ถ้าจะแยกจิตออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ จิตที่ไม่ใช่วิถีจิตประเภทหนึ่ง กับจิตที่เป็นวิถีจิต ถ้าจิตที่ไม่ใช่วิถีจิตนี้ง่าย มี ๓ อย่างเท่านั้นคือ ปฏิสนธิจิตขณะแรกที่เกิด ภวังคจิต กับ จุติจิต นอกจากนั้นจิตที่เหลือเป็นวิถีจิต ที่ใช้คำว่าวิถีจิตหมายความว่า เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง ทางตาเป็นจักขุทวารวิถีจิต ทางหูเป็นโสตทวารวิถีจิต เพราะฉะนั้น แยกจิตเป็น ๒ พวก พวกที่เป็นวิถีจิต กับ ไม่ใช่วิถีจิต
อ.สมพร การพิจารณาโดยแยบคาย ไม่แยบคาย ท่านพูดรวมไว้ว่า เมื่อแยบคายแล้วกุศลก็เกิด ๗ ขณะ ไม่ได้มุ่งถึงโดยแยบคายอยู่ในนั้นด้วย ท่านบอกว่าเมื่อพิจารณาโดยแยบคาย กุศลก็เกิด ๗ ขณะติดต่อ ถ้าการพิจารณาโดยไม่แยบคาย อกุศลก็เกิด ๗ ขณะติดต่อ นี่คือที่ท่านอาจารย์สุจินต์กล่าวว่าสั่งสม เพราะว่าเป็นความเหมาะสมในกาลก่อนที่เราสั่งสมไว้แล้วตัดสินอารมณ์ เริ่มมาตั้งแต่สันตีรณะพิจารณาซึ่งเป็นอเหตุกะ สัมปฏิจฉันนะไม่มีพิจารณา รับอารมณ์ สันตีรณะพิจารณา แต่ว่ายังเป็นอเหตุกะอยู่ ซึ่งการสะสมไว้เป็นเหตุให้เราพิจารณาอารมณ์ โดยไม่แยบคายหรือแยบคายก็ตาม กุศลหรืออกุศลก็อาศัยการพิจารณานั้นเกิดขึ้น ๗ ขณะ
ผู้ฟัง ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิตมี ๔ ดวง สงสัยว่าเหตุใดท่านจึงจำกัดจำนวนไว้เพียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ทิฏฐิคตวิปปยุตคือ จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด อย่างเช่น โทสมูลจิตก็ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด โมหมูลจิตก็ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด อเหตุกจิตและโสภณจิตอื่นๆ ก็ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด เหตุใดจึงไม่นับรวมเข้าไปในทิฏฐิคตวิปปยุตด้วย
ท่านอาจารย์ ครั้งก่อนเราพูดถึงเรื่องการดับกิเลสว่า สำหรับพระโสดาบัน ท่านดับโลภมูลจิตทิฏฐิคตสัมปยุต แต่ว่าพระอริยบุคคลขั้นอื่นๆ จนถึงพระอนาคามี จึงจะดับโลภมูลจิตที่เกิดกับความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นทิฏฐิคตวิปปยุต และยังมีพระอรหันต์ซึ่งท่านดับโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตหมดเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของการดับกิเลสเป็นขั้นๆ
ผู้ฟัง แต่โดยชื่อทำให้สงสัยได้ว่า เหตุใดจึงจำกัดไว้เพียง ๔ ดวงว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยชื่อ เมื่อทราบความหมายของชื่อแล้วก็ทำให้คิดไปได้ว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดมีหลายดวง นอกจาก ๔ ดวงที่กล่าวแล้ว
ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องของโลภะ จะนำอย่างอื่นเข้ามาใส่ หมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าจะพูดโดยชื่อให้ถูกต้องก็ควรจะพูดเต็มๆ ว่า โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต ใช่หรือไม่ แต่บางครั้งพูดสั้นๆ ว่า ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ซึ่งถ้าพูดชื่อสั้นๆ เพียงเท่านี้ทำให้เข้าใจไปได้ว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดก็มีจิตอื่นได้อีกนอกจากโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต ๔ ดวง
ท่านอาจารย์ หมายความว่าควรจะพูดเต็มหรืออย่างไร
ผู้ฟัง คิดว่าควรจะพูดชื่อเต็มหรือไม่ว่า โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต คือโลภมูลจิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด แต่หลายๆ ครั้งรวมทั้งดิฉันเองพูดว่า ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต เมื่อพูดแล้วก็เลยทำให้ตัวเองสงสัยเองด้วยว่า จิตอื่นที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดก็ยังมี อย่างเช่น โทสมูลจิต เป็นต้น
ท่านอาจารย์ หมายความว่า ละไว้ในที่เข้าใจว่า เมื่อพูดถึงโลภะหมายความว่าทิฏฐิคตวิปปยุตไม่ใช่อย่างอื่น พูดเพื่อเข้าใจกันเอง จะพูดสั้นก็ได้ แต่จริงๆ พูดให้เต็มก็ต้องเป็น โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุต
ผู้ฟัง เมื่อพูดสั้นแล้วเลยมาสงสัยเองว่า จิตอื่นก็ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด คิดว่าน่าจะพูดชื่อเต็ม
ท่านอาจารย์ มีจิตอื่นไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด แต่ความเห็นผิดไม่ไปเกิดกับจิตอื่นนอกจากโลภะ
ผู้ฟัง ถ้าจะตีความหมายให้คลุมตามชื่อที่ว่า ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นโลภะเท่านั้น จะไม่หมายความถึง โทสมูลจิตหรือโมหมูลจิต
ผู้ฟัง เฉพาะโลภมูลจิต ถึงแม้ว่าความเห็นผิดจะไม่ประกอบกับจิตอื่นๆ ก็ตาม
ท่านอาจารย์ พูดถึงประเภทของจิตซึ่งทิฏฐิจะเกิดร่วมด้วย มีแต่เฉพาะโลภมูลจิต เพราะฉะนั้น ถ้าทิฏฐิคตวิปปยุต หรือวิปปยุต หรือโลภวิปปยุต ต้องหมายความถึงวิปปยุตจากทิฏฐิ
ผู้ฟัง ถ้าจะพูดว่าโลภวิปปยุตก็จะทำให้เข้าใจได้อีกว่า ไม่ประกอบด้วยโลภะ ต้องพูดว่า โลภทิฏฐิคตวิปปยุต
ท่านอาจารย์ ต้องพูดเต็ม เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เราเคยพูดย่อๆ ต่อไปนี้เราก็ระวัง
ผู้ฟัง อาจจะทำให้เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง
ผู้ฟัง อยากจะให้อธิบายโดยพยัญชนะในเรื่องของ ปฏิฆะ
อ.สมพร ปฏิฆะ จริงๆ แปลว่ากระทบ หรือเราใช่คำว่ากระทบกระทั่งคือ ทำให้มีความรู้สึกที่เกินความสุขไป เมื่อกระทบแล้วเกิดความไม่สบายใจ แต่ท่านใช้คำว่าปฏิฆะ ไม่สบายใจก็เป็นประเภทของโทสะ เมื่อกระทบเมื่อใดเราก็ไม่สบายใจ ปฏิฆะนี้มุ่งถึงความไม่สบายใจ โทสะเป็นประเภทเดียวกับปฏิฆะ โทสะเป็นสังขารขันธ์ ปฏิฆะก็เป็นสังขารขันธ์เหมือนกัน แต่ท่านใช้คำว่าปฏิฆะ แท้จริงก็คือโทสะนั่นเอง เมื่อกระทบแล้วโทสะก็เกิดขึ้น จิตที่กระทบกระทั่ง
ผู้ฟัง สัมปยุต หมายความว่าจิตที่ประกอบกับการกระทบกระทั่ง
อ.สมพร จิตกับเจตสิกนั้นประกอบกันโดยลักษณะ ๔ เรียกว่าสัมปยุต ๔ อย่าง มีการเกิดพร้อมกันเป็นต้น จิตกับเจตสิกนั้นเรียกว่าสัมปยุตกัน
ผู้ฟัง เรียนถามโดยลักษณะและธรรมชาติ
ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ จริงๆ ถ้าพูดแล้วก็แปลกคือ โลภมูลจิตมีทิฏฐิคตสัมปยุตกับวิปปยุต ไม่ได้บอกชื่อโลภสัมปยุต แต่โทสมูลจิตเป็นปฏิฆสัมปยุต
อ.สมพร เป็นปฏิฆะคือ การกระทบกระทั่ง ถ้าจะว่าไปแล้วเรื่องโลภะ บางแห่งท่านใช้คำว่าวิปปยุตเฉยๆ (ควรตัดเฉยๆ ออกมั้ยคะ) หรือทิฏฐิคตวิปปยุตต์เฉยๆ (เท่านั้น) แต่บางแห่งเคยพบว่าท่านใช้คำว่า โลภทิฏฐิคตวิปปยุต หรือโลภทิฏฐิคตวิปปยุต (ต้องตัด "โลภ" แรกออกมั้ยคะ เพราะกล่าวถึงความต่าง) บางแห่งก็ใช้คำนี้แต่ไม่ค่อยได้ใช้ คือตัดโลภะออกในฐานะที่เข้าใจกันว่า ทิฏฐินี้ต้องเกิดกับโลภะ ท่านก็เลยไม่ต้องใช้คำว่าโลภะ พิจารณาจริงๆ แล้วอาจจะมีความไม่เข้าใจได้ แต่เราก็เห็นว่า ถ้าวิปปยุตเกิดพร้อมกับโทสะแล้วคงจะไม่มีปัญหา โทสะเป็นเจตสิก ปฏิฆะก็เป็นเจตสิกเกิดร่วมกับจิตโดยลักษณะ ๔ แต่ว่าอาจจะทำให้เรามีความคิดอะไรต่างๆ ไปก็ได้
ท่านอาจารย์ นี่คือเรื่องของคนคิดมาก คือคิดไปทีละตัว ทีละตัว แล้วก็นั่งสงสัยว่า โลภมูลจิตไม่มีโลภสัมปยุต แต่เมื่อเป็นโทสมูลจิตมีปฏิฆสัมปยุต ซึ่งหมายความว่าเกิดร่วมกับโทสเจตสิก แล้วเมื่อเป็นโมหะ ก็ไม่มีโมหสัมปยุต แต่มีวิจิกิจฉาสัมปยุต กับ อุทธัจจสัมปยุต ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะเหตุว่า สำหรับโลภะนั้นแน่นอนไปแล้วว่า จะต้องมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยที่เป็นสัมปยุตอย่างหนึ่ง คือ ทิฏฐิคตสัมปยุต แต่โทสะไม่มี
ผู้ฟัง ตรงไปทางลัดเลยเกิดกระทบกระทั่งแรงหน่อย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นโมหะ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวว่า โมหสัมปยุต เพราะเหตุว่าโมหะนั้นต่างเป็น ๒ โดยการที่มีวิจิกิจฉาสัมปยุต ดวงหนึ่ง และอุทธัจจสัมปยุต ดวงหนึ่ง