เห็นอะไรผิด พอ.6355

    ถาม ในสังคมปัจจุบัน จะเห็นว่าความคิดแตกแยกกันพอสมควร สาเหตุอาจจะเกิดจากทิฏฐิที่มีอยู่ในตัว ในทางพระพุทธศาสนานั้น คนที่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เรียกว่า มีมิจฉาทิฏฐิ ส่วนบุคคลใดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เราก็จะเรียกบุคคลนั้นว่า มีสัมมาทิฏฐิ ทีนี้เราจะแก้คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งมีอยู่มากในปัจจุบันนี้ ในทางธรรมจะแก้อย่างไร

    สุ. คนจะแก้ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ จะเอามิจฉาทิฏฐิไปแก้มิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นไปไม่ได้ และสำหรับคำว่า “ทิฏฐิ” เป็นความเห็น ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ก่อนอื่นผู้ที่จะแก้ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สัมมาทิฏฐิคืออะไร ไม่ใช่เราคิดเองเลยค่ะ ไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ แต่เมื่อมีการเริ่มเข้าใจธรรม จะเห็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของใครเลย เพราะว่าคนอื่นนอกจากนั้น แม้ท่านพระสารีบุตรก็เป็นพระสาวก เราเป็นใคร ถ้าเราไม่มีความเห็นถูกต้องโดยการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ แม้ตัวเราก็ยังคงเห็นผิด

    เพราะฉะนั้นการที่จะแก้คนอื่น ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจจริงๆ ว่า ความเห็นผิดที่ว่าเห็นผิด เห็นอะไรผิด คือ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพียงผิวเผินไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้เลย เหมือนกับคนเป็นโรค และมีหมอเยอะ แต่หมอแต่ละท่านไม่ได้รู้จริงในเรื่องสมุฏฐาน ในเรื่องยารักษาโรค เพราะฉะนั้นคนนั้นจะหายจากโรคได้ไหม แต่ถ้าเป็นหมอที่มีความเข้าใจจริงๆ มียาดีจริงๆ ก็สามารถรักษาโรคได้ ซึ่งคำอุปมาทรงอุปมาว่า พระผู้มีพระภาคเหมือนหมอ พระธรรมเหมือนยา และผู้ที่ป่วยไข้ คือ ชาวโลกซึ่งไม่มีความเห็นถูก ก็เหมือนกับคนเป็นไข้

    เพราะฉะนั้นหนทางเดียวที่แต่ละบุคคลจะเริ่มรู้จักและเข้าใจจริงๆ ก็คือว่า เราคิดธรรมเองไม่ได้ แต่ต้องศึกษาด้วยความเคารพในความละเอียด ในความลึกซึ้งของธรรม และเป็นเรื่องที่ไม่ผิวเผิน ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ต้องตอบคำถาม แต่ต้องตั้งต้นด้วย “เห็นอะไรผิด” ถ้าตอบอันนี้ไม่ได้ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ขณะไหนเป็นความเห็นผิด และขณะไหนเป็นความเห็นถูก เป็นเรื่องชีวิตประจำวันจริงๆ แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป เพื่อที่จะตรัสรู้ความจริง ที่ทรงแสดงทุกคำจริง ซึ่งควรแก่การบูชาทุกคำที่ได้ยินได้ฟัง เพราะว่ากว่าจะได้ตรัสรู้และทรงแสดงก็นานมากทีเดียว ผ่านการได้เฝ้า ได้ฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๒๔ พระองค์ เพราะฉะนั้นความเห็นผิด เห็นอะไรผิด ขณะนี้เห็นผิดหรือเปล่า นี่คือการตั้งต้นเข้าใจพระธรรม

    ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นชีวิตประจำวันหรือเปล่า บางคนคิดว่าธรรมต้องแยกจากชีวิตประจำวัน แต่นั่นไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ใช่ชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ ประโยชน์ของพระธรรมจะมีไหม ในเมื่อไม่สามารถเข้าใจถูก เห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏได้

    ด้วยเหตุนี้จึงทราบว่า ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรม ซึ่งเห็นถูกหรือเห็นผิด ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และก่อนชาตินี้ แสนโกฏิกัปมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ผู้ที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลมีความเห็นผิดในสิ่งที่มีในชีวิตประจำวันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม อาจจะไม่รู้เลยว่า เห็นผิดคืออย่างไร และเห็นถูกคืออย่างไร และในอีกแสนโกฏิกัปข้างหน้า เพราะว่าชีวิตแต่ละขณะผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินที่จะประมาณได้ และไม่มีใครหยุดยั้งได้ เกิดมาแล้วที่จะไม่ให้เป็นไป ที่จะไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน ไม่ให้สุข ไม่ให้ทุกข์ ไม่ให้คิดนึกเรื่องต่างๆ เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นจิตนิยาม เป็นธรรมเนียมของจิต ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นดับไปแล้ว ก็ยังมีจิตขณะอื่นซึ่งเกิดดับสืบต่อ เช่น จิตขณะที่เกิดกับจิตขณะนี้ห่างกันนานมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่า ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ความเห็นถูก และการที่จะเข้าใจได้ก็คือว่า ขณะนี้เริ่มฟังว่า ธรรมอยู่ที่ไหน และธรรมคืออะไร เพราะว่าบางคนเดินทางไกลแสนไกล ขึ้นเหนือลงใต้ หาธรรม แต่ไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมตามที่ได้ทรงแสดง

    เพราะฉะนั้นจะได้เข้าใจให้ถูกต้องว่า ความไม่รู้ หรือความเห็นผิด ไม่ใช่ขณะอื่น แต่ขณะนี้เองที่กำลังเห็น จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม แล้วค่อยๆ เห็นถูกขึ้น จนกว่าสภาพของปัญญาหรือจิตใจจะเจริญ ไม่ใช่วัตถุเจริญ แต่ว่าสภาพของจิตที่เจริญขึ้น ด้วยปัญญา สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นพระอริยบุคคล ตามที่ได้ทรงปรารถนาไว้ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า แม้พระองค์จะได้เป็นพระอรหันต์ ดับกิเลสหมดสิ้นขณะที่ได้ฟังธรรม แต่ก็หวัง หรือปรารถนาที่จะช่วยบุคคลอื่น ซึ่งถ้าใครได้ฟังพระธรรมและรู้ว่า คนที่ไม่ได้ฟังพระธรรม มีความเห็นผิด มีความไม่รู้ในลักษณะของสภาพธรรม จะมีจิตที่กรุณาในความไม่รู้ของคนอื่นมากสักแค่ไหน นี่คือผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหากรุณามากที่จะให้คนได้เริ่มเข้าใจถูก เห็นถูก แม้ว่าคนนั้นจะอยู่ไกลแสนไกล แต่ถ้าสามารถเข้าใจได้ ก็เสด็จไปเพื่อทรงแสดงธรรม ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ ไม่ใช่เพื่อทรัพย์สินเงินทอง แต่เพื่อให้เขาเห็นถูก

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม เริ่มด้วยความไม่รู้ และค่อยๆ รู้ว่า พระธรรมคือขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นความเห็นผิด ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ตอบไม่ได้ว่า ขณะนี้เห็นผิดอย่างไร ถ้าเรามีความเข้าใจไม่ถูกต้อง เราก็จะชักพาคนไปในทางที่ผิดได้มากทีเดียว

    เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคง ต้องไม่ลืมว่า มีความคิดที่จะช่วยทุกคนให้มีความสุข ความสงบ จนกระทั่งทุกคนก็คือหน่วยของประเทศชาติ ด้วยความจริงใจ และด้วยความมั่นคง ไม่ใช่เราคิดจะช่วยคนอื่นหรือประเทศชาติ แต่คิดถึงตัวเองก่อน และช่วยตัวเองก่อน เหมือนกับที่อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วก็แก้ไม่ได้ แต่ว่าตามความเป็นจริงทุกอย่างผิด แล้วแก้ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าในพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุที่ท่านทำผิดจากพระวินัย ท่านก็ยังมีโอกาสที่รู้ว่าผิด และการแก้ก็คือปลงอาบัติ ไม่ใช่เพียงปาก แต่ด้วยความจริงใจที่จะไม่กระทำอย่างนั้นอีก

    เพราะฉะนั้นที่จะช่วยได้จริงๆ ไม่พ้นจากธรรมซึ่งเป็นบารมี มีความจริงใจ และมีความมั่นคง มีวิริยะ ความเพียร และมีขันติ คือความอดทนด้วย อดทนนี่ อดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง อดทนต่อการที่จะเป็นคนดี เป็นคนตรง และเป็นคนที่จริงใจ มั่นคงในการช่วยคนอื่น มิฉะนั้นเราก็จะคลอนแคลน แล้วเราคิดว่าเราช่วย แต่ความจริงเราช่วยหรือเปล่า หรือเราช่วยให้เขาผิดไปอีกไกลมากทีเดียว

    สำหรับเรื่องของประเทศชาติ ก็เป็นเรื่องที่ว่า ถ้าเราเป็นคนดี มีความตั้งใจดี มีความหวังดี คิดทุกอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ทำไปโดยไม่รู้อะไร ก็ตื่นเต้นตามกันไป โดยที่เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ แล้วก็ทำไปด้วยความไม่รู้ อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลอื่นทั้งชาตินี้และชาติหน้าด้วย เพราะเหตุว่าไม่ได้ให้ความเข้าใจ ไม่ได้ให้ความจริงอะไร นอกจากเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราทำ แต่ทำด้วยความไม่รู้

    เพราะฉะนั้นการที่จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีความคิดหลากหลายต่างกัน ช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่คนเดียวเป็นคนที่จะตัดสิน แต่ต้องช่วยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ประโยชน์คืออะไร ถ้ายังตอบไม่ได้ ทำไปจะมีประโยชน์หรือเปล่า เพราะว่าแม้แต่พระพุทธศาสนาจริงๆ ที่จะรักษา อยู่ที่ไหน คืออะไร ก็ยังตอบกันไม่ได้ และจะให้เป็นศาสนาประจำชาติ โดยที่ไม่รู้เลยว่า พระพุทธศาสนานั้นคืออะไร ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลยตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นถ้าแต่ละคนมีความจริงใจและมั่นคง ก็จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ และข้อสำคัญก็คือว่า ประโยชน์คืออะไร ลองไตร่ตรอง ลองช่วยกันคิดซิว่า ประโยชน์คืออะไร ถ้าไม่มีประโยชน์ จะใส่ไว้ทำไม คำว่า “ประชาธิปไตย” หมายความว่าอย่างไร ทุกคนมีสิทธิส่วนตัว แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่สำหรับเรื่องของจิตใจ บังคับใจของใครให้เชื่ออย่างนั้น ให้คิดอย่างนี้ได้ไหม และเราจะไปบังคับใจคนอื่นให้เห็นถูกตามพระพุทธศาสนา ไม่ให้มีหลักความเชื่อ หรือความคิดอย่างอื่นเลย ใครทำได้ ไม่ว่าในสมัยไหน ทำไม่ได้เลย ในครั้งพุทธกาลก็มีคนที่พยายามทำอย่างนี้ แต่พระพุทธเจ้าก็เปรียบเทียบว่า ลองไปถมบ่อคลองมหาสมุทรให้เต็มซิ เมื่อไรจะเต็มได้ ถ้าทำได้ ก็คือสามารถบังคับบัญชาหรือทำได้ ในสิ่งที่ความจริงเป็นไปไม่ได้เลย

    ความคิดของแต่ละคนมาจากไหน ทำไมขณะนี้ เดี๋ยวนี้ต่างคนต่างคิด คิดไม่เหมือนกันเลย ทำไมไม่เหมือน เห็นสิ่งเดียวกัน ก็คิดต่างกันไปตามการสะสม เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว เมื่อร่วมกันเป็นแต่ละบุคคล ซึ่งจะอยู่ในประเทศ เพื่อความสงบสุข ก็รู้ว่า กฎหมายสำหรับป้องกันการกระทำที่ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน เป็นเรื่องของกาย วาจา ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเป็นชาวพุทธ เกือบจะเรียกได้ว่า กฎหมายไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย เพราะว่าถ้าเพียงศีล ๕ หรือสำหรับพระภิกษุ ศีล ๒๒๗ ประพฤติปฏิบัติตามขัดเกลากิเลส ไม่มีการทำผิดใดๆ เลย แต่ที่จำเป็นต้องมีกฎหมาย เพราะว่าต่างคนก็ต่างความคิด ต่างคนก็ต่างความเห็น เพราะฉะนั้นสำหรับปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ก็ต้องถึงกาลข้างหน้าด้วย หรือแม้ในขณะนี้ว่า ถ้าบัญญัติไว้เป็นเหตุให้สมานฉันท์ ร่วมกัน หรือว่าเป็นความแปลกแยกจากที่ตัวเองเคยคิด

    เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ละเอียดค่ะ ไม่ใช่เพื่อเรา เราคือใคร “เรา” เห็นไหมคะ เห็นถูกหรือเห็นผิด มีความเมตตาในความเห็นของคนอื่นหรือเปล่า เคารพในสิทธิ์ของคนอื่นหรือเปล่า ว่า เรื่องความคิดความอ่านของแต่ละคน รับฟังค่ะ แล้วก็สามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมคิดอย่างนั้น ถ้าแต่ร่วมกัน ปรึกษาหารือ ประโยชน์มาก่อน ถ้ามีใครตอบได้ว่า บัญญัติแล้วได้ประโยชน์อะไร หรือบัญญัติแล้วเกิดความแตกแยก ลองพิจารณาว่า จริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าบัญญัติไว้ เพราะจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของจิตใจซึ่งบังคับไม่ได้ ถ้ามีหลักคุณธรรมจริยธรรมอย่างที่กล่าวกัน กฎหมายไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุว่าแม้ว่ามีศาสนาต่างๆ แต่ด้วยความไม่เข้าใจ และสะสมอุปนิสัยต่างๆ กัน ก็มีการกระทำทางกาย ทางวาจาซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะตอบได้ไหมสำหรับผู้ที่ต้องการให้มีคำว่า พระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ ประโยชน์อยู่ที่ไหน คืออะไร ประโยชน์จริงๆ

    ผู้ฟัง ประโยชน์คือความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

    สุ. แปลว่ารักพระพุทธศาสนามาก

    ผู้ฟัง รักครับ

    สุ. รักเป็นโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ หรือกุศล

    ผู้ฟัง รักเป็นโลภะก็ได้ หรือเป็นกุศลก็ได้

    สุ. พระพุทธเจ้าสอนให้รักอย่างนี้หรือเปล่า หรือให้ละโลภะ ให้ละความสำคัญตน ให้ละการยึดมั่น

    ผู้ฟัง ถ้าท่านอาจารย์ให้ผมตอบตอนนี้ ต้องระดับอนาคามี ถึงจะละโลภะทั้งหมด

    สุ. แต่คำสอนทั้งหมด กถาวัตถุ ๑๐ เพื่อความไม่มีโลภะ แล้วแต่ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน ตามลำดับขั้น ไม่ใช่เป็นการไปฝืนให้บัญญัติ ประโยชน์คือคิดว่าจะมั่นคงด้วยการบัญญัติใช่ไหมคะ

    ผู้ฟัง มั่นคงครับ เพราะว่าทางนิตินัย

    สุ. แต่ถ้าไม่มีคนศึกษาเลยแม้จะบัญญัติไว้จะมั่นคงไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีผู้ศึกษา ก็ไม่มั่นคง

    สุ. เพราะฉะนั้นถ้ามีผู้ศึกษาโดยไม่บัญญัติ จะมั่นคงไหม

    ผู้ฟัง ก็มั่นคงครับ

    อุไรวรรณ กราบเรียนเชิญท่านแม่ทัพภาค ๓ ค่ะ

    แม่ทัพฯ ผมได้ฟังท่านอาจารย์สุจินต์เมื่อสักครู่นี้ ผมยอมรับเลยว่า ถ้าไม่อยู่ในใจ ต่อให้ไปบัญญัติอยู่ที่ใด ก็ไร้ผลครับ

    สุ. จริงๆ ดิฉันคิดว่า พ้นจากธรรมไม่ได้เลย และเป็นสิ่งที่สำคัญด้วยว่า ทุกคนมีความเห็น แต่ว่าความเห็นของตนเองเป็นไปตามธรรมมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นนักปกครอง หรือทหาร เป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะทำประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลอื่น และประเทศชาติได้

    เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่ต่างคนต่างใจ ฟังเท่าไรก็ยิ่งเห็นว่า ต่างคนต่างคิด แสดงให้เห็นถึงสัจธรรม คือ ความเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาใครได้ แม้แต่ตัวเองบังคับได้ไหม ไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง ให้เป็นคนดี บังคับไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อธรรมทั้งหลายไม่ใช่เรา เราอยากเป็นคนดี เป็นพระอรหันต์ ก็เป็นไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นธรรม ถ้าเรามีความมั่นคงที่จะศึกษาให้เข้าใจความจริง และตรงต่อตัวเอง เราจะไม่หวั่นไหว เพราะแต่ละคนก็คิดแต่ละอย่าง ก็เป็นเรื่องแต่ละคน จะไปบังคับเขาก็ไม่ได้ แต่สำหรับเราเอง ถ้ามีความเข้าใจถูกขึ้น มีความมั่นคงขึ้น และสามารถช่วยให้คนอื่นเข้าใจว่า พระธรรมสำหรับทุกกาล ทุกบุคคล ทุกเหตุการณ์ ก็จะทำให้แต่ละคนมีชีวิตอยู่ในความถูกต้อง ในทางที่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น

    นี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้มีความเห็นอย่างเดียวกัน ก็ไม่ได้มีใครอยากจะไปบังคับให้มีพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ เป็นรู้ในความเป็นอนัตตา และรู้ว่า จริงๆ แล้วถ้าสมมติว่า คนอื่นที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เรามีความเมตตา มีความกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขาหรือไม่ เพราะเหตุว่าไม่ใช่จะต้องไปเป็นศัตรูกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือความคิดที่ต่างกัน แต่เมื่อมีความคิดที่ต่างกันเพราะการสะสม โอกาสที่ทำให้มีความคิดถูกต้องเหมือนกันได้ ก็ควรจะทำ


    หมายเลข 12501
    23 มิ.ย. 2565