ขณะที่กำลังรู้ตรงลักษณะนั้นไม่ต้องคิดและไตร่ตรอง พอ.6324


    อรวรรณ ที่ว่าฟังว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา จนจรดกระดูก รบกวนท่านอาจารย์อธิบาย

    สุ. เข้าใจจริงๆ ไม่เปลี่ยน ไม่ใช่เพียงผิวเผิน แต่มั่นคง ไม่เปลี่ยน

    อรวรรณ คือฟังเข้าใจขั้นเรื่องราวก็ได้ แต่ว่า

    สุ. ก็แสดงให้รู้ว่า ปัญญายังไม่เจริญถึงขั้นต่อๆ ไป ต้องอาศัยการฟังต่อไปอีกค่ะ เพื่อละโลภะ เพื่อละความหวัง เพื่อละการต้องการถึงโดยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ด้วย ไม่ใช่ขณะอื่น

    อรวรรณ ที่จริงความเป็นเราเหนียวแน่นมากๆ

    สุ. ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องอาศัยการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ใครบอกให้นั่ง ประเดี๋ยวก็รู้ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อรวรรณ สมมติเรามีปัญหาที่ต้องตัดสินใจหนักในชีวิต ถ้าบอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม เดี๋ยวก็จะมีผลของกรรมตามที่ได้สะสมไว้ แต่จริงๆ ก็คิดว่า เป็นเรา ก็จะทุกข์อย่างนี้ เราก็ทุกข์อยู่กับปัญหาอย่างนี้

    สุ. เพราะฉะนั้นจริงๆ ต้องอาศัยเป็นผู้ละเอียดรอบคอบ มั่นคง ตรง และความจริงเป็นเราหรือเปล่า

    อรวรรณ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจจริงๆ ว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

    สุ. นั่นแหละค่ะ จรดกระดูก

    อรวรรณ คงต้องฟังอีกนาน

    สุ. มีใครบ้างที่ไม่ฟังในครั้งก่อน แม้พระภิกษุทั้งหลายอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อยู่ทำไม พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ อยู่ทำไม ถ้าไม่ฟังพระธรรม และเวลาที่เสด็จจาริกไปที่อื่น ก็ติดตามไปเพื่ออะไร เพื่อฟังพระธรรม ท่านเป็นพระภิกษุในครั้งโน้น ลองคิดถึงในครั้งที่ได้เฝ้าเฉพาะพระพักตร์ ได้เห็นมีศรัทธา อย่างท่านที่มีศรัทธาจะเห็นพระรูปกายของพระผู้มีพระภาค พระวักลิ แต่ก็ยังมีศรัทธาในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระพุทธรูปงามไหมคะ เพราะมีทั้งที่งามและไม่งาม พระพุทธรูปซึ่งใครๆ ก็กล่าวว่า งามมาก เห็นแล้วมีศรัทธาไหมคะ เหมือนทำให้ระลึกถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บางคนก็คิดเลยว่า นี่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ความจริงเป็นไม่ได้ จะเป็นได้อย่างไร เป็นแต่สิ่งที่ทำให้เหมือน คล้ายคลึงเท่าที่จะคิดว่า จะทำให้ระลึกถึงพระรูปกายได้ คือ ไม่เหมือนรูปอื่นๆ ของคนอื่นๆ เมื่อมีศรัทธาแล้ว มีโลภะติดข้องในรูปนั้นด้วยหรือเปล่า

    เห็นไหมคะ ต้องเป็นผู้ที่ตรง แต่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะความติดข้อง ยังมีศรัทธาด้วย ก็ต้องแยกกัน แม้แต่ในปัจจุบัน เห็นพระพุทธรูปงาม ก็มีศรัทธาด้วย และมีโลภะด้วย คนละขณะ ฉันใด ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็จะมีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง สืบต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งปัญญาเท่านั้นที่จะสามารถรู้ได้ว่า เป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นกำลังมีปัญหาหนักๆ ถ้าไม่มีจิต มีปัญหาไหมคะ ถ้าเป็นกุศลจิต มีปัญหาไหมคะ

    อรวรรณ ไม่มีค่ะ

    สุ. ถ้ามีโลภมูลจิต กำลังเพลิดเพลินสนุกสนาน มีปัญหาไหมคะ มีหรือไม่มี

    อรวรรณ ไม่มี เพราะว่ากำลังสนุกเพลิดเพลิน

    สุ. ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจสิ่งที่มีตามความเป็นจริง ต้องเป็นจิตปรมัตถ์ แต่จิตประเภทไหน แม้ได้ฟังแล้ว บางคนก็ตอบอย่างหนึ่ง อีกคนก็ตอบอีกอย่างหนึ่ง ทั้งๆ ที่ฟังด้วยกัน

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นความคิด ยังไม่ใช่การประจักษ์ลักษณะของธาตุนั้นจริงๆ จึงคิดไตร่ตรองและพูดตามความคิด แต่ถ้าเป็นขณะที่กำลังรู้ตรงลักษณะนั้น ต้องคิดอะไรหรือเปล่า ในเมื่อกำลังรู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น

    นี่ก็เป็นปัญญาที่ต่างขั้น แต่ก็ต้องรู้ได้ว่า ถ้าไม่มีปัญญาประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม จะเป็นพระอริยบุคคลไม่ได้ จะดับกิเลส ความสงสัย ความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้

    อรวรรณ ขั้นเห็น ได้ยิน ว่าเป็นธรรม ดูเหมือนจะรู้ยากมากๆ เลย

    สุ. ก็ยังมีโอกาสที่ได้ฟัง ลองคิดถึงชาติไหนซึ่งไม่มีโอกาสได้ฟัง แล้วจะเป็นอย่างไรชาตินั้น และโอกาสที่จะได้ฟัง จะมีโอกาสต่อไปอีกมากหรือน้อย ไม่มีใครรับประกันได้เลย และเมื่อได้ฟังอีกในชาติต่อๆ ไป จะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ไม่ต้องไปหวังมากมายอะไรเลย พิสูจน์จากชาตินี้ กำลังมีธรรมปรากฏ กำลังฟังเรื่องธรรม มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ แค่ไหน เพียงแม้แต่เป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เริ่มเห็นความต่างของอัตตานุทิฏฐิ ไหมคะ ความเห็นว่าเป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับความเข้าใจถูก เห็นถูกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน อัตตากับอนัตตา ตรงกันข้ามค่ะ เป็นเพียงธรรมเท่านั้นจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้รู้ ให้เข้าใจ จนกว่าปัญญาสามารถที่จะรู้ได้

    อรวรรณ บ่อยครั้งคิดว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า เป็นธรรมที่เกิดดับและเป็นอนัตตา คือ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นความจริง คือเหมือนกับเรายากมากที่จะรู้ มัวแต่คิดว่าเป็นเรา และเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างนี้ค่ะ

    สุ. เพราะฉะนั้นเห็นพระปัญญาคุณไหมคะ ยากมาก แต่ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม และทรงพระมหากรุณาแสดงให้คนอื่นเกิดความเข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่การหลอกลวง ไม่ใช่การที่จะมีโลภะไปต้องการที่จะรู้ แต่เป็นผู้ตรงว่า ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏแล้วก็ฟัง จะฟังอีกมากน้อยเท่าไรไม่สำคัญ เพราะการฟังและการไตร่ตรอง โดยไม่ใช่เราเลย เป็นจิต เจตสิกซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน ก็จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น


    หมายเลข 12364
    1 ม.ค. 2565


    หัวข้อแนะนำ