อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาได้มีไหม พอ.5299


    สุกัญญา จริงๆ แล้ว ผลของกรรมก็เกิดอยู่ตลอดในชีวิตประจำวัน แต่ไม่สามารถพิจารณาได้ว่า สิ่งที่เกิดเป็นผลของกรรม

    สุ. ฟังธรรมแล้วจะให้รู้ว่า เป็นผลของกรรมขณะไหน โดยที่ยังไม่รู้ว่า ขณะนี้ไม่มีเรา ยังคงมีแต่เรื่องของธรรม

    สุกัญญา อย่างเช่นความเจ็บป่วย หรือความทุกข์ทางกาย เมื่อเกิดขึ้น ฟังธรรมก็เข้าใจว่า เป็นผลของกรรม

    สุ. เป็นผลของกรรมเมื่อไร ขณะไหน

    สุกัญญา เมื่อเกิดทุกข์ทางกาย

    สุ. ค่ะ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์เพราะอาศัยกายปสาท ถ้าส่วนใดที่ไม่มีกายปสาท ความรู้สึกเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความรู้สึกที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ไม่มีใครสามารถจะเลือกได้ แล้วแต่ว่าถึงกาลที่กุศลกรรมจะให้ผล สิ่งที่กระทบสัมผัสก็ทำให้เกิดสุขเวทนาทางกาย ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมเมื่อไร ก็ทำให้ความรู้สึกที่เกิดเมื่อกระทบสิ่งที่มากระทบกาย ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ รู้แค่นี้ค่ะ นี่คือเรื่องของธรรม จนกว่าสามารถรู้ได้ว่า ขณะนั้นไม่มีเรา แต่มีลักษณะของสภาพสุขเวทนา เป็นธรรมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นทางไหน สุขเวทนาจะเกิดขึ้นทางตา ทางหู ไม่ได้เลย ต้องอาศัยกายปสาท

    เพราะฉะนั้นมีรูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นทางรับผลของกรรมทางกาย เรารู้จักแต่เพียงว่า ขณะนี้เจ็บ แต่ขณะที่เจ็บ เจ็บมีจริงๆ และไม่ใช่เราด้วย เป็นความรู้สึก เมื่อมีสิ่งกระทบกายปสาท เป็นปัจจัยทำให้ความรู้สึกเจ็บนั้นเกิดขึ้น ก็สามารถจะเข้าใจ เพียงเข้าใจเรื่องราวว่า เจ็บนั้นเกิดขึ้นเป็นผลของอกุศลกรรม จนกว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ว่า เป็นลักษณะของนามธรรม หรือว่าเป็นลักษณะของรูปธรรม แต่ละอย่างก่อน และความเข้าใจทั้งหมดที่เรียนมา ก็จะทำให้ประจักษ์ว่า ไม่มีเรา แม้แต่เจ็บขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง

    สุกัญญา มีความสงสัยว่า จริงๆ แล้วลักษณะของสภาพธรรม แม้ลักษณะของเจ็บ เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องหมดไปตามสภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป แต่จริงๆ ความเจ็บไม่ได้หมดไปเลย เปรียบเหมือนเวลาเจ็บจะเจ็บนาน

    สุ. ค่ะ ขณะนี้เห็นดับไปหรือเปล่าคะ หรือว่าเห็นนาน ถ้าไม่ดับ มีจิตได้ยินได้หรือเปล่า จิตเกิดขึ้นทีละ ๑ ขณะ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะจิตเห็นเกิดขึ้นเห็น ถ้าจิตเห็นไม่เกิดขึ้นเห็น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ ปรากฏไม่ได้เลย ฉันใด เสียงเป็นสภาพธรรมที่ไม่ได้ปรากฏทางตา ถ้ามีโสตปสาท รูปที่สามารถกระทบเสียง และเสียงกระทบกับรูปนั้น แล้วจิตต้องเกิดขึ้นได้ยิน เสียงนั้นจึงปรากฏได้

    เพราะฉะนั้นแสดงว่า ขณะนี้เห็นตลอดเวลาหรือเปล่า หรือว่าเห็นต้องดับไปก่อน ในขณะที่ได้ยิน ไม่มีเห็น นี่จึงจะเป็นความถูกต้อง ไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้น ฉันใด ทางกายขณะที่รู้สึกเจ็บ เห็นด้วยหรือเปล่า หรือขณะเจ็บไม่เห็นอะไรเลย กำลังเจ็บเดี๋ยวนี้ได้ไหม และเห็นด้วยหรือเปล่า เหมือนพร้อมกัน แต่ความจริงไม่พร้อมกัน เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่า เจ็บไม่ได้ดับไปเลย ไม่ได้ เช่นเดียวกับจะกล่าวไม่ได้ว่า ขณะนี้เห็นไม่ได้ดับไปเลย

    สุกัญญา ลักษณะของความเจ็บ ซึ่งทุกคนจะต้องประสบ ก็จะต้องใช้ความอดทนต่อความรู้สึกนั้น ถึงแม้จะศึกษามา และก็รู้ว่า สิ่งที่เจ็บก็จะต้องหาย แต่ก็ไม่หาย เพราะว่ามีความเป็นตัวเราที่เจ็บ แต่ว่ามองลักษณะไม่ออก อยากจะกราบเรียนถามว่า เราควรจะพิจารณาอย่างไรถึงจะเข้าใกล้ลักษณะของปรมัตถธรรม ที่มีจริงๆ

    สุ. ไม่อยากให้ใช้คำว่า “ควรพิจารณาอย่างไร” เพราะเหมือนกับไม่ใช่ปัญญา แต่ควรจะเข้าใจถูก เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นอย่างไร ไม่ให้คลาดเคลื่อน

    ท่านพระสารีบุตรเป็นอัครสาวก ก่อนปรินิพพาน ท่านป่วยเจ็บหรือเปล่า ไม่มีกิเลส ไม่ได้ยึดถือ และจะกล่าวว่า เพราะความยึดถือจึงทำให้เจ็บได้อย่างไรคะ เจ็บเป้นเจ็บ ความยึดถือเป็นความยึดถือ คนละอย่าง

    สุกัญญา ถ้าอย่างนั้น ขณะเจ็บแล้วรู้ว่าเจ็บ แล้วถึงแม้ว่าวิบากจิตนั้นจะเกิดสืบต่ออย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่เกิดโทมนัส หรือเกิดความทุกข์ใจ อันนี้ก็คนละลักษณะแล้วใช่ไหม

    สุ. ค่ะ ถูกต้องค่ะ ด้วยเหตุนี้จึงต้องศึกษาธรรม ให้เข้าใจว่าเป็นธรรมละเอียดขึ้น เพราะว่าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นเรา หรือเป็นตัวตนสักขณะเดียวในสังสารวัฏฏ์ แต่เป็นสภาพธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งเป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเมื่อไร ก็เป็นลักษณะของสภาพธรรมนั้นซึ่งเปลี่ยนให้เป็นอื่นไม่ได้ เพราะว่าเกิดขึ้นเพราะปัจจัยใด ก็เป็นไปตามปัจจัยนั้นที่ทำให้เกิดขึ้น เปลี่ยนเจ็บให้เป็นสุขได้ไหมคะ ไม่ได้

    สุกัญญา ถ้าเกิดว่า อยู่ๆ เจ็บก็หายไป หมายความว่า ผลของกรรมหมดสิ้นแล้วหรือคะ

    สุ. อยู่ๆ ก็หายไป แล้วเวลานี้เห็นหายไปหรือเปล่า เพราะอะไรคะ

    สุกัญญา เพราะไม่รู้จักว่า

    สุ. เพราะมีปัจจัยให้เห็นเกิด เห็นก็เกิด ถ้าใครเกิดตาบอดฉับพลัน เห็นได้ไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่อยู่ๆ ทุกอย่างที่เกิดมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น ไม่มีอะไรเลยที่อยู่ๆ จะเกิดขึ้นมาได้ แต่เมื่อไม่รู้ ก็อยู่ๆ ทั้งนั้นเลย อยู่ๆ ก็ดีใจ อยู่ๆ ก็โกรธ อยู่ๆ ก็เจ็บ เป็นไปไม่ได้เลย สภาพธรรมนั้นเกิด จึงมีลักษณะอย่างนั้น และที่เกิดเป็นอย่างนั้น ก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นอย่างนั้น จะไม่เป็นอย่างอื่นเลย

    เคยขุ่นใจไหมคะ เคยโกรธมากๆ ไหมคะ ขณะขุ่นใจ เปลี่ยนขุ่นใจให้เป็นโกรธมากๆ ได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เพียงขุ่นใจ แต่เวลาโกรธมากๆ ให้ความโกรธนั้นลดลง ให้เหลือเพียงนิดเดียวได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะมีปัจจัยให้ความโกรธระดับนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น

    นี่คือธรรม เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่า ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าใช้คำว่า “ธาตุ” หรือ “ธา – ตุ” ไม่เป็นของใครเลย ฉันใด ธรรมกับธาตุก็เป็นสิ่งเดียวกัน คือ เป็นสิ่งที่มีจริง แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และไม่ใช่ของใครด้วย ได้ยินดับไปแล้ว ตอนที่ได้ยิน เป็นเราได้ยิน แล้วเวลาที่ได้ยินหมดไป เราหมดไปด้วยหรือเปล่า ไม่หมดหรือคะ แต่ว่าได้ยินไม่มี ก็ยังคงตามยึดถือสภาพธรรมซึ่งเกิดต่อไปอีก เมื่อกี้ได้ยิน เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน เดี๋ยวนี้คิด ทั้งหมดก็เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง แต่เมื่อไม่รู้ ก็ตามเป็นเราไปหมด ตั้งแต่เกิดจนตาย


    หมายเลข 12235
    1 ต.ค. 2564