สภาพธรรมไม่ปรากฏตามความเป็นจริงเพราะ พอ.5300


    สุ. ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ตรัสรู้ความจริงทั้งหมดที่มี ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้ในขณะที่กำลังฟังธรรม เช่น ขณะนี้ถ้าจะกล่าวว่า ทุกคนกำลังเห็น ดูเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าอัศจรรย์ ใช่ไหมคะ ทุกคนกำลังเห็น แต่ถ้าบอกว่า ไม่ใช่เราเห็น แล้วอะไรเห็น ตอบได้ไหมคะ คนที่ศึกษามาก่อน ตอบเร็วเลยค่ะ จิตเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า รู้จักจิตจริงๆ รู้สภาวะ สภาพที่เป็นจิตจริงๆ เพียงแต่รู้ว่า มีจิต และได้ยินได้ฟังว่า จิตมีหน้าที่การงานหลายอย่าง จิตเกิดขึ้นแล้วต้องทำกิจหนึ่งกิจใด จะไม่มีจิตสักขณะเดียวหรือประเภทเดียวที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ทำกิจการงานอะไรเลยทั้งสิ้น เกิดขึ้นมาลอยๆ เป็นจิต ไม่มี เมื่อเป็นจิต เกิดแล้วต้องมีกิจของจิตนั้นๆ ด้วย

    เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ว่า ทั้งหมดที่เราคิดว่าเป็นเรา ทำทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย ก็คือจิตนั่นเอง ถ้าไม่มีจิต จะไม่มีการเคลื่อนไหวทำกิจการงานใดๆ ได้เลย โต๊ะ เก้าอี้ เดินไปเดินมาไม่ได้ พูดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ แต่แม้จิตมี แต่ก็ไม่ใช่ใครจะสามารถรู้ภาวะ หรือลักษณะ หรือสภาพของจิตได้ง่าย เพราะเหตุว่าไม่คุ้นเคยต่อการจะเข้าใจลักษณะของจิต แต่ให้ทราบว่า ขณะนี้ที่กำลังเห็น ลองศึกษา ลองพิจารณาให้เกิดปัญญา ไม่ใช่ฟังไป จำชื่อได้ ตอบได้ แต่ว่าให้เกิดความเข้าใจจริงๆ ว่า เห็น มีจริงๆ แค่นี้ก็ยากแล้วใช่ไหมคะ เพราะว่าส่วนใหญ่ เราบอกว่า สิ่งที่เรากำลังเห็นนั่นมีจริง เช่น กล่าวว่า โต๊ะมีจริง ดอกไม้มีจริง คนมีจริง ถ้าพูดอย่างนี้ ไม่มีใครสงสัยเลย ถูกต้องไหมคะ แต่ถ้าบอกว่า “จิตเห็น” แม้แต่เห็น กำลังเห็น ก็ไม่ได้รู้ลักษณะที่เห็น ว่าลักษณะนั้นต่างกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาแน่นอน เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเต็มไปด้วยสีสันวัณณะต่างๆ ที่สามารถทำให้เห็นเป็นสัณฐาน รูปร่าง ที่จะทำให้ทรงจำว่า สิ่งที่เห็นเป็นอะไร ถ้าเห็นสีเดียวหมด ขาวหมดเลย จะบอกได้ไหมว่า อะไรเป็นอะไร เขียวหมดเลย ก็บอกไม่ได้ แต่ความต่างกันของสีสันวัณณะที่ปรากฏ ก็ทำให้มีการจำ ค่อยๆ สะสมความจำทีละเล็กทีละน้อย แม้แต่ตั้งแต่เกิด เกิดมานี่ว่างเปล่าเลย ไม่มีชื่อที่จะเรียก แต่ว่ามีธรรมที่เห็น มีธรรมที่ได้ยิน มีสภาพที่จำ จำแม้แต่เสียง ที่เราสามารถพูดภาษาที่เกิดมาได้ ก็เพราะเหตุว่าคุ้นเคยกับการได้ยินเสียงนั้น และมีสภาพที่จำ จนกระทั่งสามารถเข้าใจความหมายของเสียงซึ่งหลากหลายมาก ภาษาไทยก็มีตั้งหลายคำ และหลายเสียง แต่แม้กระนั้นกว่าจะรู้ว่า เป็นคำไหน จากเด็กที่ไม่รู้เลย ก็จะต้องอาศัยสัญญา ความจำ จึงสามารถที่จะรู้ได้

    เพราะฉะนั้นเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าใจได้โดยง่าย แม้ว่าจิตเกิด แล้วจิตก็ดับ แล้วจิตก็เกิดดับสืบต่อทำกิจการงานต่างๆ แต่ต้องฟังด้วยการพิจารณาจริงๆ เพื่อที่จะรู้ลักษณะของจิตว่า จิตไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น ไปหาจิต เอากล้องที่ละเอียดไปส่องไปขยายอย่างไร ก็ไม่สามารถจะเห็นจิตได้ เพราะว่าจิตเป็นธาตุชนิดหนึ่ง คิดถึงความเป็นธาตุที่หลากหลาย ธาตุมีหลายชนิด ธาตุชนิดนี้เป็นธาตุที่สามารถจะรู้ จะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ซึ่งขณะนี้มีจริงๆ ธาตุนี้เกิดแล้ว กำลังเห็นด้วย

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่เห็น ก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าบอกว่าเห็นเป็นจิต ง่ายมาก ไม่สงสัย ตอบได้ แต่ที่จะให้เข้าถึงลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นสิ่งที่มี กำลังเห็น และเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น พอที่จะรู้ไหมคะว่า นั่นเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วเราใช้คำว่า “จิต” เพราะเหตุว่าเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าจิตไม่ใช่สภาพที่รู้แจ้งในลักษณะที่ต่างๆ หลากหลาย ที่ปรากฏ เราจะบอกได้ไหมว่า นั่นเป็นใบไม้ หรือนั่นเป็นกิ่งไม้ หรือว่านั่นเป็นดอกไม้ ก็บอกไม่ได้เลย แต่เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจก็ตาม จิตเกิดขึ้นเมื่อไร ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ นั่นคือลักษณะของจิต ซึ่งถ้าฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่ชัดเจน จะไม่มีเรา และจะไม่ยึดถือสภาพธรรมทั้งหมดว่าเป็นเรา เพราะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้วก็เป็นลักษณะของจิต ซึ่งเป็นนามธรรม และเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมจิตและดับพร้อมจิต และรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตกำลังรู้ด้วย

    นี่ก็คือการที่จะค่อยๆ เข้าใจ จากไม่รู้จักตัวเอง เกิดมาเป็นคนนี้แล้วก็ตายไป ก็เป็นคนนี้ที่ตาย แต่ว่าถ้ามีปัญญาเกิดขึ้น ก็คือเกิดมาแล้วก็มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกว่า แท้ที่จริงแล้ว เป็นสภาพธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งผู้ที่ทรงแสดงความจริงนี้ คือ ผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนสามารถที่จะตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะกล่าวถึงความจริงนี้ได้เลย

    เพราะฉะนั้นในขณะที่ฟังในขณะนี้ ค่อยๆ คิด จริงหรือเปล่า จิตมี ไม่มีรูปร่างลักษณะ แต่กำลังกิจเห็น ที่เห็นขณะนี้เป็นจิตประเภทหนึ่ง ขณะที่กำลังหลับสนิท มีจิตไหมคะ มี แต่เห็นไหม ไม่เห็น เพราะฉะนั้นจิตจึงมีหลากหลายต่างกันไป ตามประเภท ตามปัจจัยที่ทำให้จิตนั้นๆ เกิดขึ้น โดยย่อ โดยประมวล ก็คือต่างกันเป็นจิต ๘๙ ประเภท แต่ไม่มีครบ ทุกคนจะมีไม่ครบ

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การศึกษาธรรมก็จะทำให้รู้จักสภาพธรรมที่มี และเคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตน จนกว่าจะเพิ่มความรู้ ความเข้าใจขึ้น

    อยากจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมไหมคะ อยากจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ไหม หรือแม้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ ยังไม่รู้ ก็จะต้องรู้ความจริง เพื่อละความไม่รู้ สภาพธรรมที่ไม่ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะความไม่รู้และความติดข้อง

    ขณะนี้มองเห็นเลยว่า แม้สภาพธรรมเกิดก็ไม่รู้ว่าเกิด แม้ดับก็ไม่รู้ว่าดับ เพราะเหตุว่ายึดถือสภาพธรรมนั้นด้วยความหลงผิด เข้าใจผิดว่าเป็นเรา ไม่ได้ค่อยๆ เกิดปัญญาตามลำดับขั้น ตั้งแต่ในขั้นของการฟัง ไม่ว่าจะภพไหน ชาติไหน จิตเป็นจิต คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เจตสิกเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างสัณฐาน แต่มีลักษณะเฉพาะอย่างๆ ต่างกันเป็น ๕๒ ประเภท ที่ชื่อว่า เป็นเจตสิก เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ไม่เกิดที่อื่นเลย จิตเกิดขึ้นขณะใดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ใครจะรู้หรือไม่รู้ เพียงแต่ฟังเผินๆ มาว่า จิตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่ถ้าฟังว่า เมื่อไรที่จิตเกิดขึ้น ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย พอที่จะไตร่ตรองเข้าใจได้ไหมคะ ก็เจตสิกนั่นเองเป็นปัจจัยให้เกิดจิต และจิตนั่นเองก็เป็นปัจจัยให้เกิดเจตสิก เพราะว่าทั้ง ๒ อย่าง ขาดกันไม่ได้เลย อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น ตามข้อความที่เราได้ฟังจนกระทั่งชินหู แต่ไม่เข้าใจ คือ ปฏิจสมุปปาท ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เราก็ได้ยินแต่ชื่อ รู้สึกว่าเป็นคำที่น่าสนใจ แต่ถ้ายังไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ขั้นต้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะรู้ว่า พระธรรมทั้งหมดเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งไม่พ้นไปจากจิต เจตสิก รูปและนิพพานนั่นเอง แต่ว่าสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูปเกิดแล้วก็ดับ แต่นิพพานเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับจิต เจตสิก รูป นิพพานไม่เกิด ไม่ดับ

    ยังอยากเกิดไหมคะ หรือว่าถ้าไม่เห็นเสียเลย ก็สบายดี ไม่ต้องมีโลภะ โทสะ โมหะ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องมีเรื่องมาก แต่ว่าผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ และยังไม่รู้ความจริง ไม่รู้แม้แต่ว่า เกิดโดยบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งความเป็นไปของธาตุ ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็เกิดขึ้นเป็นไปแต่ละภพแต่ละชาติได้

    เพียงเท่านี้พอที่จะเข้าใจสภาพของจิตไหมคะ ขณะนี้ มี แต่ถ้าไปกล่าวถึงขณะอื่น ไม่ใช่ขณะนี้ จะทำให้เราค่อยๆ เข้าใจลักษณะของจิตหรือเปล่า เพราะว่าเป็นเพียงชื่อ ขณะได้ยิน เสียงมีจริง แต่สภาพได้ยินเสียงต้องมีด้วย จะมีแต่เสียงปรากฏ โดยไม่มีสภาพได้ยินเสียงนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นในขณะที่เสียงปรากฏ ต้องมีสภาพที่ได้ยินเสียง สภาพรู้ ธาตุรู้ ซึ่งสามารถรู้ลักษณะของเสียงในขณะที่เสียงปรากฏ สภาพนั้น คือ จิต

    เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ จะเข้าใจจิต เมื่อมีการระลึกได้ รู้ว่าขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่คิดนึก ทั้งหมดเป็นจิต ซึ่งก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย


    หมายเลข 12240
    3 ต.ค. 2564