ถึงกาลที่ปัญญาคมกล้า พอ.5269


    ถาม     หนูอยากให้ท่านอาจารย์อธิบายคำว่า “สังเกต”  “สำเหนียก”  เพราะท่านอาจารย์จะกล่าวบ่อยมาก

    สุ.     จริงๆ กว่าจะฟังธรรมเข้าใจว่า ทั้งหมดกำลังเป็นขณะนี้ ไม่ใช่มีเรากำลังไปสังเกตหรือไม่ใช่มีเรากำลังพิจารณา

            ฟังเข้าใจไหมคะ เข้าใจคำว่า “นามธรรมต่างกับรูปธรรม” ไหมคะ

    ผู้ถาม     พอเข้าใจค่ะ

    สุ.     ขณะนั้นคือสภาพธรรมเกิดขึ้นทำหน้าที่ฟังและสามารถจะเข้าใจ และถ้าสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด ขณะที่กำลังเข้าใจ โสภณเจตสิกทั้งหลายเกิดทำกิจการงาน ไม่ใช่มีเราต่างหากซึ่งไปตั้งหน้าตั้งตาพิจารณา แต่ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ทั้งหมด คือ สภาพธรรมที่เราได้ยินแต่ชื่อ เช่น มนสิการเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือโสภณเจตสิกอื่นๆ  เกิดแล้ว ทำกิจการงานแล้ว ดับแล้วด้วย จนกว่าจะถึงกาลที่ปัญญาคมกล้าขึ้น ก็เป็นปัญญาซึ่งรู้

            เพราะฉะนั้นการที่จะสนใจในคำหนึ่งคำใด ก็คือให้รู้ว่า ไม่ว่าจะชื่ออะไร ก็เป็นธรรมทั้งหมด และก็จะไปแยกให้รู้ว่า นี่คือลักษณะของมนสิการเจตสิก นี่คือลักษณะของสัมมาสังกัปปะ หรือเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี คิด แต่ตามความเป็นจริงคือเกิดแล้วดับแล้ว เร็วมากทันที และขณะที่เกิดทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้นๆเอง  ไปเปลี่ยนแปลงกิจการงานของสภาพธรรมแต่ละอย่างก็ไม่ได้

            เพราะฉะนั้นฟังจนกว่าจะเข้าใจ จนกว่าจะรู้ลักษณะ จนกว่าจะประจักษ์ความไม่ใช่ตัวตน คือ สามารถจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง จึงจะคลายความเป็นเราได้

            เพราะฉะนั้นถ้ายังมีความเป็นเรา อ่านพระสูตรก็คือเรา ธรรมทั้งหมดเลยเป็นเรา  แต่พอถึงสภาพธรรมที่เป็นอภิธรรม เป็นปรมัตถธรรม ไม่มีเรา ก็ต้องเข้าใจให้ตรงสอดคล้องกันด้วย


    หมายเลข 12050
    20 พ.ค. 2564