กำลังของการสะสม


        ผู้ฟัง ตอนนี้ก็งง อยู่ว่าวันนี้สุดท้ายแล้ว มันก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ แล้วก็สนับสนุนผมให้วันนี้ สุดท้ายแล้วเกิดขึ้นแล้วก็กราบเท้าท่านอาจารย์อีกที ที่ท่านอาจารย์กรุณากับผมมากครับ

        ท่านอาจารย์ อันนี้ ก็แสดงถึงกำลังของการสะสม ซึ่งคนที่สะสมมาจะไม่รู้เลย จนกว่ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นรู้ เพราะฉะนั้น แต่ละคน ทุกขณะก็แสดงถึงการสะสมอยู่แล้ว แต่ใจใครจะรู้ มองก็ไม่เห็น แต่ก็มี แล้วก็หลากหลายมากด้วย ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของจิตเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ ที่เราใช้คำว่า จิตบ้างใจบ้างก็อยู่เหมือนกับใต้มหาสมุทรเลย ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้เราจะคิดอะไร แม้วันนี้ก็มาจากไหน ใช่ไหม อย่างที่คุณโอว่าแต่ละหนึ่ง ได้เห็นกำลังของการสะสม ถ้าสมมุติว่าเราไม่คุ้นเคยกับอะไร เราก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ ไม่ค่อยชอบ แต่พอเราคุ้นเคยขึ้นทีละเล็กทีละน้อยเราขาดสิ่งนั้นไม่ได้เลย

        เพราะฉะนั้น การที่จะเห็นคุณค่าของธรรมตอนแรกๆ สำหรับคนใหม่ๆ ก็ได้ยินแต่คำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่า เอ๊ะคนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น แต่ว่าทั้งหมด คำของพระองค์ทุกคำ ต้องกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง เช่น ถ้ารัตนตรัย รัตนนี้มีค่าสูงสุดไม่มีใครเทียบได้เลยในสากลจักรวาลด้วย เพราะแม้แต่เทวดาหรือพรหมยังต้องมาเฝ้า มาทูลถามมาเคารพอัญชลีสักการะ ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงว่าแต่ละคำ ประโยชน์มหาศาลจริงๆ แต่ว่าจากการเริ่มต้นที่ยังไม่ได้เข้าใจความลึกซึ้งกับการที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ต่างกัน

        เพราะฉะนั้น เราจะไม่ประมาทเลย ในการที่ว่า เริ่มต้นรู้ว่ามีค่า และเราจะทิ้งสิ่งที่มีค่าไปหรือ หรือว่าเรามีโอกาสจะมากน้อยยังไงก็ตาม ชาตินี้ทั้งชาติถ้าเราไม่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจ คิดหรือว่าชาติหน้าจะมีโอกาสอีก ไม่มีทางรู้เลยใช่ไหม เพราะฉะนั้น ก็คือว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกกี่วันก็ไม่เป็นไรหรอก ตราบใดที่เรายังเห็นการที่จะสะสมประโยชน์ทีละเล็กทีละน้อย เพราะเดี๋ยวนี้ กล่าวได้เลยถ้ามีความเข้าใจเกิดขึ้น เพราะแต่ละคำที่ได้ฟัง ลองขาดคำดูสิ่จะเข้าใจไหม ก็ไม่เข้าใจ ใช่ไหม

        เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะมีประโยชน์จริงๆ แต่ว่าที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ต้องไม่ลืมแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงใครไปทำให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แค่ประโยคนี้ ถ้าเราไม่ทิ้งจะคุ้มครองเราไม่ให้ตกไปในทางที่ผิด จะประคับประคองไป เพราะเหตุว่า การที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ และก็รู้แจ้งอริยสัจธรรม คนนั้นเป็นพุทธเวไนย เพราะว่าได้ฟังคำของพระองค์ แต่ว่าแม้ผู้นั้นไม่ได้ฟังคำของพระองค์ แต่คำจริงทุกคำเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ว่าใครจะพูด

        เพราะฉะนั้น สาวกพูดคำไหนก็จากการที่ได้เข้าใจ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าแต่ละคนก็สะสมมาหลากหลายมาก เพราะฉะนั้น การแสดงธรรมของแต่ละคน ก็ต่างไป เพราะฉะนั้น คนที่ฟังจากสาวกแล้วบรรลุก็เป็นสาวกเวไนย แต่ว่าสาวกก็คงจะหายากมากเลย ใช่ไหม ใครจะรู้ว่าจะมีหรือไม่มี จะหมดไปเมื่อไหร่ แต่พระธรรมเป็นศาสดา เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครเลยทั้งสิ้น แต่การได้ฟังมาแล้ว และได้ยินอีก และก็สามารถที่จะเข้าใจได้ แล้วก็ยังมีตำรับตำราในยุคนี้พระไตรปิฎกก็ยังสมบูรณ์ ใช่ไหม

        เพราะฉะนั้น ถ้าเราเคารพจริงๆ ในแต่ละคำมั่นคง สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมโดยเป็นธรรมเวไนย อาศัยคำของสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนพระองค์ตรัสเลยทุกอย่าง แต่เพียงแต่ว่าไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์

        เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วในกาลไหนก็ตาม ขึ้นอยู่กับการสะสมมาต้องเป็นคนที่ตรง ถูกก็คือถูกผิดก็คือผิด เพราะฉะนั้น จึงมีสัจจบารมี ตรงต่อการที่จะเข้าใจสิ่งที่มี เพราะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า ถ้าไม่ฟังวันนี้ ไม่เข้าใจวันนี้มากขึ้นทุกๆ วัน ไม่มีโอกาสจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าถูกปิดบังมานานมาก และการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ไม่ง่ายเลย อีกนานเท่าไหร่ ถ้าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้อันตรธานก็มืดไปอีกนาน ใครจะมารู้ว่านี่กำลังเกิดดับแล้วก็แต่ละหนึ่งเป็นธรรม ไม่ใช่เรา อย่างเห็น จะเป็นเราได้ยังไงถ้าไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มีเรา ไม่มีเห็น แต่พอเห็น มีปัจจัยเกิด ทำไมไปว่าเราเห็น เพราะดับแล้ว แค่นี้ฟังดีๆ ฟังด้วยความมั่นคงค่อยๆ เห็นความเป็นอนัตตาขึ้น เราก็จะไม่ไปเชื่ออะไรง่ายๆ หรือทำตามคนที่เข้าใจผิด แต่เพราะเราไม่ได้เข้าเอง เราก็เข้าใจว่าที่เขาเข้าใจนั้นใจนั้นถูก ความจริงผิด


    หมายเลข 11804
    31 ธ.ค. 2566