ปัญญาละความเป็นเรา


        ท่านอาจารย์ หลับตามีเราไหม เดี๋ยวนี้เลย

        อ.อรรณพ หลับตาก็ยังคิดว่าเป็นเรา

        ท่านอาจารย์ ยังมี ไม่ได้หายไปเลย แม้ไม่ปรากฏก็มีความเป็นเรา รู้จักสภาพของสัญญาเจตสิกไหม เห็นไหม พออยู่ในหนังสือนี้พูดได้เลย สัญญาเจตสิกเป็นสภาพจำเกิดกับจิตทุกขณะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวนี้เราก็อยู่ในโลกของความจำ ทุกขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตรู้ เพราะว่าจำเกิดขึ้นพร้อมจิต จำมั่นคงมาก หลับตายังไงก็ยังมีเรา ที่ขันธ์ไหนก็แล้วแต่ ถ้าแข็งปรากฏก็ยังไปจำไว้ที่เขาจำกันว่าเป็นรูปนั่งรูปนอน ไม่มีรูปนั่งรูปนอนเลย แข็งจะไปนอนได้ยังไง หรือว่าแข็งจะไปนั่งได้ยังไง แข็งก็แค่แข็ง

        เพราะฉะนั้น กว่าจะไถ่ถอนการจำอัตตสัญญาเป็นเรานั่ง ก็กลับไปเพิ่มความคิดว่าเรานั่ง แล้วไปคิดว่านั่นละความเป็นเรา เพราะฉะนั้น เวลาได้ยินเดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังได้ยิน ปัญญายังไม่พอ แต่ถ้าขณะใดที่ปัญญาพอ เฉพาะได้ยินอย่างอื่นไม่มี จะมีได้ยังไง นั่นคือระดับของปัญญา ที่เริ่มที่จะละความเป็นเรายังมี เพราะว่าแค่ได้ยินเป็นได้ยิน แล้วอย่างอื่นอีก ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น แม้แต่คิด คิดก็คือว่า แต่ก่อนนี้เป็นเราหมดเลย จนกว่าจะปัญญารู้ว่า หมดแล้ว

        อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น ที่ท่านแสดงวิปัสสนาญาณต่างๆ เอาไว้ไม่ใช่ให้เราไปอยากรู้หรือสงสัย แต่เพื่อกำกับเอาไว้ว่า ถ้าจะเป็นการอบรมเจริญ และ ละคลายความไม่รู้ ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ถ้าไม่รู้อย่างนั้นก็ไม่มีทางจะละได้

        ท่านอาจารย์ ไม่ให้หลงทาง ไม่ให้เข้าใจผิดเป็นมิจฉามรรค มิจฉาญาณ มิจฉาวิมุตติเข้าใจว่าพ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ทรงแสดงไว้เพื่อให้รู้ว่า ความเข้าใจธรรมจะต้องตามลำดับขั้น ตามความเป็นจริง เพราะอะไร เราพูดว่านามธรรมกับรูปธรรม แต่สภาพนามธรรมปรากฏโดยความเป็นนามธรรมหรือยัง หรือสภาพธรรมปรากฏโดยความเป็นรูปเท่านั้นหรือยัง ไม่มีเราตรงนั้น สภาพธรรมนั้นจึงจะปรากฏว่าเป็นรูปนั้น เฉพาะรูปนั้น ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าลักษณะของธาตุรู้เกิดขึ้น ขณะนั้นก็เฉพาะธาตุรู้ที่มี อย่างอื่นต้องไม่มี จึงจะรู้รอบ เพราะว่าปรากฏเพลงอย่างเดียว ยังไม่พอที่จะละกิเลส และก็มีความเข้าใจในความหมายของนิมิตด้วย เพราะอะไร ถ้าไม่แสดงโดยอภิธรรม รู้ไหมว่าขณะนั้นกี่จิต ที่เป็นธาตุรู้ ทั้งปัญจทวาราวัชชนะ ทั้งวิญญาณจิต ทั้งสัมปฏิจฉันนะ สันติรณะ อะไรอยู่ครบถ้วนทันทีเลยในขณะนั้น

        เพราะฉะนั้น ฟังไว้เพื่อให้รู้ความจริงว่า ไม่มีเราที่จะไปทำอะไร แต่ว่าความเข้าใจ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากหนทางเดียวคือฟัง แล้วไตร่ตรอง แล้วมีความมั่นคงที่จะรู้ความจริงว่า ธรรมไม่ใช่เรา เมื่อสภาพธรรมใดเกิดขึ้นปรากฏ ก็จะเป็นเครื่องทดสอบว่าขณะนั้นปัญญาแค่ไหน อาจจะเกิดความคิดว่าไม่ใช่เราคิดนะว่าไม่ใช่เรา มาก่อน แต่ถ้าไม่คิดเลย วันไหนจะไม่ใช่เราจริงๆ ใช่ไหม

        เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่า คิดว่า แค่คิด แต่คิดไม่ใช่เรา ต้องไปอีก ทั้งหมดเลยไม่ว่าอะไร จนกระทั่งถึงขณะที่กำลังสนุกไม่ใช่เรา กำลังอร่อย รสก็ไม่ใช่เรา คือทุกอย่างที่มีเป็นอารมณ์ของบิดาที่จะทำให้สามารถรู้ว่า นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความเข้าใจในอารมณ์ที่ปรากฏอย่างนี้ แล้วก็สอนด้วยพระมหากรุณาให้คนอื่นค่อยๆ เข้าใจว่า สามารถเข้าใจได้จากการฟัง และก็ด้วยความอดทน เพราะว่าไม่รู้ว่า จะเมื่อไหร่ ไม่ใช่หน้าที่ของเราหรือตัวตนที่จะไปวินิจฉัยพากเพียรกะเกณฑ์ แต่รู้ว่าวันหนึ่งถ้าอบรมปัญญา ปัญญาก็เจริญขึ้น และก็สามารถที่จะถึงการประจักษ์แจ้งได้ เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นคำจริง

        อ.อรรณพ อีกมากสำหรับปัญญา

        ท่านอาจารย์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ละหรือเปล่า หรือหวังหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ปัญญาละโลภะ สมุทัย อริยสัจจะ ถ้าไม่เห็นโลภะไม่ได้ละ และอะไรก็เห็นโลภะไม่ได้นอกจากปัญญา เพราะฉะนั้น ข้อความในพระไตรปิฎก มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฎ


    หมายเลข 11797
    31 ธ.ค. 2566