จิตเกิดดับสืบต่อรวดเร็ว


        ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ เป็นธรรมทั้งหมด ฟังแล้วเข้าใจเลย ไม่เห็นสงสัย แต่ความเป็นธรรม แต่ละหนึ่ง ไม่ได้ปรากฏเลย ยังเหมือนเดิม รวมกันอยู่ ไม่ใช่ทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ฟังว่าธรรมหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย คิดยังไง การที่เคยเป็นเราผูกพันยึดมั่นมานานแสนนาน เมื่อเริ่มเข้าใจก็รู้ว่า ไม่มีสิ่งที่สมควรแก่การที่จะยึดมั่นเลย เพราะว่า สิ่งที่มีดับ ไม่เหลือ ไม่กลับมาอีกด้วย ไม่ใช่ว่ายังเหลืออยู่นิดๆ หน่อยๆ พอจะเป็นของเราแต่ไม่เหลือเลย สิ่งที่เกิดดับหมด ไม่เหลือแล้วก็ยังไม่กลับมาอีกด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งๆ ในสังสารวัฎ ประมาณได้ไหม นับได้ไหม ว่าจิตมีจำนวนเท่าไหร่

        อ.วิชัย ประมาณไม่ได้ครับท่านอาจารย์

        ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าได้เข้าใจธรรม ก็รู้พระพุทธประสงค์ ว่านี่คือ สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจ เพราะฉะนั้น พระองค์ประสงค์อย่างนี้ ผู้ที่กตัญญูรู้คุณ ก็กระทำกิจนี้ ให้คนอื่นได้เข้าใจตามด้วย

        อ.วิชัย การศึกษาเรื่องจิต ว่าจิต มีกี่ประเภท แต่ก็ไม่เข้าใจว่า จิตอยู่ตรงไหน หรือว่าปฏิจจสมุปบาท คือ อะไร

        ท่านอาจารย์ เพราะว่า การเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ สัญญาสภาพจำ จำไว้หมดเลย แต่ว่ารวมกัน ไม่ได้แยกเป็นทีละหนึ่งๆ เพราะว่าเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้น การเกิดดับสืบต่อของจิตนี่แหละ ทำให้สิ่งที่ปรากฏ ที่จิตรู้ทีละหนึ่ง ปรากฏเป็นนิมิต รูปร่างสัณฐานต่างๆ ไม่มีรูปร่างสัณฐานได้ไหม เพียงหนึ่งที่ปรากฏ รู้ไหมว่าเท่าไหร่แล้ว

        อ.วิชัย ประมาณไม่ได้

        ท่านอาจารย์ ค่ะ เพราะฉะนั้น นั่นแหล่ะนิมิตของสิ่งนั้น ทุกคนรู้ว่ามีภวังคจิต จิตที่ดำรงภพชาติ และภวังค์ขณะสุดท้ายดับไป มีอารมณ์กระทบทางหนึ่งทางใด เช่น ทางตาหรือทางหู เพราะฉะนั้น จิตเกิดขึ้นรู้ หนึ่งขณะ คิดดู เดี๋ยวนี้ก็มี เปิดเผยหรือเปล่า รู้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น จะรู้ลักษณะของจิตไหม โดยหนึ่งเนี่ย ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ เพียงแค่เห็นหนึ่งขณะ แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนเห็น จิตเกิดกี่ขณะ และเมื่อเห็นดับไปแล้ว จิตเกิดต่อกี่ขณะ กว่าจะมีการเห็นอีกครั้ง แต่ปรากฏเหมือนกับว่าเห็นไม่ได้ดับไปเลย แล้วอย่างนี้ จะไม่ลวงหรือ ให้เหมือนกับว่า ไม่มีการเกิดดับเลย เพราะเหตุนี้ ผู้ที่ไม่รู้ เพราะการเกิดดับสืบต่อเร็วมาก ก็ยึดถือว่าเป็นเรา ยากที่จะละ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยละเอียด เพื่อให้ละ ถ้าฟังผิด เข้าใจผิด เพื่ออยากจะรู้และก็ไปทำสิ่งที่คิดว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะรู้ได้ นี่คือ การทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม มีทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ในพระสูตรไม่ได้กล่าวถึงภวังคจิต ไม่ได้กล่าวถึงทวาราวัชชนจิต ไม่ได้กล่าวถึงจักขุวิญญาณ ดับไปแล้วเป็นสัมปฏิฉันนะ สันติรณะ โวฏฐัพพนะ แล้วก็เป็นอกุศล เหมือนเห็นตลอดเวลา แต่หารู้ไม่ เสียงที่ปรากฏยังไม่ทันดับ เป็นปัจจัยให้ติดข้องแล้ว ไม่อย่างนั้นจะไปติดข้องในอะไร ก็เพราะในสิ่งที่ปรากฏ แต่ความรวดเร็วเหมือนกับว่าเสียงดับไปเร็วมาก เดี๋ยวนี้ก็ไม่เหลือ แต่ความเข้าใจอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประจักษ์แจ้ง หมายความว่า ประจักษ์แจ้งทุกอย่าง โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด จนกระทั่งสามารถกล่าวได้ว่า จิตขณะแรก เกิดขึ้นเพราะอะไร ทำกิจอะไร ดับไปแล้ว จิตที่สืบต่อ ไม่สามารถจะทำกิจเหมือนจิตขณะแรกของชาตินี้ เพราะเกิดแล้วจะเกิดอีกไม่ได้ แต่ว่าสามารถที่จะเป็นผลของกรรมเดียวกัน เป็นจิตประเภทเดียวกัน ระหว่างที่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการคิดนึก จินั้นเกิดขึ้น โลกนี้ไม่ปรากฏ แต่จิตก็เกิดดับดำรงภพชาติ เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งเป็นอารมณ์

        เพราะฉะนั้น อารมณ์กับจิต ที่ไม่อาศัยทวารปรากฏไม่ได้ จึงมีจิตสอง ประเภทโดยประการใหญ่ เป็นวิถีวิมุตติพ้นจากวิถี วิถี หมายความว่า มีการเกิดดับโดยอาศัยทวารหนึ่งทวารใด ซึ่งทวารหรือทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ มี ๖ ทาง คือ ทางตา ๑ ทางตากำลังปรากฏใช่ไหม อาศัยสายตาใช่ไหม เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าจิตนี้มีใช่ไหม เกิดแล้วใช่ไหม แต่ไม่รู้ว่าดับแล้ว เกิดแล้ว ปรากฏการณ์สืบต่อ ซึ่งเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้

        เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่เคยมีความเข้าใจสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เพราะว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ให้ได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามลำดับขั้น


    หมายเลข 11775
    13 ธ.ค. 2566