อะไรเป็นภัย
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเห็นภัยหรือไม่ แล้วก็เห็นมารไหม
ผู้ฟัง ขณะนั้นจะหาทางว่ายน้ำกลับไปที่เดิม อย่างน้อยๆ ก็เหนื่อยพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้น ภัยอย่างยิ่งเลย
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีขันธ์เกิดขึ้น ไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เลย ใช่ไหม แต่เพราะมีขันธ์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ภัยอื่นก็มีด้วย ตัวขันธ์เองก็เป็นภัย จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีอะไรนอกจากขันธ์ ซึ่งเกิดดับ ภัยที่ยิ่งใหญ่ก็คือ ขันธ์ ซึ่งเกิดดับ ซึ่งยับยั้งไม่ได้ห้ามไม่ได้ เห็นความไม่รู้หรือไม่ว่ามากแค่ไหน จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ แม้แต่การที่เราฟังธรรมเเล้วเราจะคิดหรือว่า ถ้าเราจมน้ำอย่างนั้นมีคลื่นอย่างนั้น แล้วเราจะคิดถึงคำที่เราได้ฟังเรื่องขันธ์ ไม่มีทางเลยใช่ไหม แต่ว่าการสะสมความเข้าใจต่างหาก ที่จะทำให้สามารถเข้าใจตัวขันธ์แต่ละขันธ์ ซึ่งสามารถที่จะปรากฏกับสติ และปัญญา ที่จะให้รู้ความจริงว่า ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หมายความว่า การที่เราฟังธรรมแล้ว เราหวังว่า พอถึงสถานการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะคิดถึงมาร คิดถึงพระสูตรนี้ได้ แต่แล้วแต่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นทั้งหมด เพราะว่าสิ่งที่เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย แต่สะสมปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น การฟังเรื่องมาร ไม่ว่าจะเป็นขันธมาร กิเลสมาร มัจจุมาร อภิสังขารมาร เทพบุตรมาร หรืออะไรก็ตามแต่ ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ จนกว่าจะเห็นความเป็นมาร แต่ไม่ใช่หมายความว่า เราจะต้องคิดถึงพระสูตรนั้นพระสูตรนี้ หวังว่า ฟังแล้วเราจะระลึกได้อย่างนั้น แต่ว่ากำลังปรุงแต่ง ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ขณะต่อไปคุณวีระจะไปจมน้ำอีกที่ไหน หรือจะไปว่ายน้ำอีกที่ไหนอย่างไร แต่ว่าจากการที่เคยฟังกับไม่เคยฟัง จะคิดถึงอะไรนั่นก็เป็นเรื่องของความเป็นอนัตตาทั้งหมด ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ แต่ขณะนี้ ปัญญากำลังเป็นสังขารขันธ์ กำลังค่อยๆ ปรุงแต่งให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง จนกว่าพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ชาติหน้าต่อไป ไม่ว่ามีอะไรจะเกิดขึ้น การที่ได้มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่ได้ฟัง ทีละเล็กทีละน้อยๆ ก็จะปรุงแต่ง ให้เกิดสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ และคืออะไร แต่ว่ามีความเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง คิดถึงตอนนั้นแล้ว รู้สึกว่าน่าสงสารมาก
ท่านอาจารย์ เหตุการณ์นั้น ไม่มีวันจะกลับมาอีกเลย แต่จะมีเหตุการณ์ใหม่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราได้ฟังทั้งหมด ก็จะปรุงแต่งให้สภาพธรรมที่เกิดขึ้น คิดต่างกัน เป็นกุศลหรืออกุศลต่างๆ กันตามปัจจัย ซึ่งขณะนี้ ถ้าไม่มีการฟังวันนี้ เราก็ไม่มีปัจจัยที่จะได้มีโอกาสคิดในทางที่ถูก ในทางเข้าใจธรรม ในขณะนั้นได้ แต่เพราะได้ฟังว่า ขันธ์นี่แหล่ะเป็นมาร ถ้าไม่มีขันธ์เลยก็หมดมารไม่เหลือแม้มารเดียว แต่เพราะเหตุว่า ยังมีขันธ์อยู่ ก็มีมารหลายมาร ใช่ไหม แต่เพราะรู้จักมารตามความเป็นจริง ก็ค่อยๆ ละความติดข้องในขันธ์ เพราะปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ที่สำคัญที่สุด คือ พูดถึงขันธ์ สิ่งที่เกิดขึ้น และดับไป เดี๋ยวนี้ ยังไม่รู้จักขันธ์ จนกว่าปัญญาพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ที่ได้รับการปรุงแต่งแต่ละขณะที่เข้าใจ จะทำให้เกิดขณะที่สามารถเข้าใจขันธ์ที่กำลังปรากฏ โดยความเป็นอนัตตา โดยไม่มีใครไปเลือก หรือไปทำให้เกิดขึ้น