006 สนทนาพิเศษ ประเด็นสามเณร
สนทนาพิเศษ เรื่องสามเณร
ที่ บ้านคุณจักรกฤษณ์ และคุณชฎาพร เจนเจษฎา
วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ตอนที่ ๖
ท่านอาจารย์ อดทนที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี และอดทนที่จะทำความดี และเหนือความอดทนใดๆ ก็คือว่า อดทนที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็เคารพด้วยความจริงใจ คือเมื่อเคารพก็ต้องเข้าใจพระธรรม ใครที่จะกล่าวว่าเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่เข้าใจพระธรรม จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นความจริงใจก็จะทำให้รู้ว่า อดทนที่ถูกต้อง ไม่ใช่อดทนที่ไม่เข้าใจแล้วก็ทำสิ่งที่ผิดๆ
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น ถ้าไปบวชกัน ไปบวชสามเณร พาเด็กไปบวช ให้เด็กไปบวช หรือเด็กอยากจะบวชเอง หรือว่าผู้ปกครองให้ไปบวชก็ตามด้วยความไม่เข้าใจอะไร จะบอกว่าเพื่อประโยชน์วัตถุประสงค์คือเพื่อฝึกความอดทนก็คงไม่ใช่เสียแล้ว
อ.จักรกฤษณ์ ไม่ใช่
อ.อรรณพ เพราะว่าความอดทนที่แท้จริงก็คือที่ท่านอาจารย์กล่าวไป
คุณรัก ที่จะรู้ความจริง
ท่านอาจารย์ แล้วอดทนที่จะทำความดีก่อน ก่อนจะบวช ไม่เคยสอนเลยหรือ ทำไมจะต้องไปบวช อดทนโดยที่ว่าให้รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ อะไรเป็นสิ่งที่ควรเว้น ให้เขาอดทนยับยั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี แล้วถ้าเขามีความศรัทธาในการที่จะเข้าใจพระธรรมเมื่อไร เมื่อนั้นแหละคือบวชด้วยความอดทน ที่จะต่อสู้กับกิเลสทั้งหลายและความไม่รู้ทั้งหลาย โดยการที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเคารพอย่างยิ่ง นั่นจึงจะเป็นการบวช มิเช่นนั้นแล้วไม่ใช่บวชเลย
อ.อรรณพ นั่นคือความสูงส่ง
ท่านอาจารย์ เพราะว่าไม่ได้สาระอะไรเลย ไม่ได้มีความเข้าใจอะไรที่จะไปสละอกุศลด้วยความไม่ดี
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ถ้าจะบอกว่าบวชเณรอย่างกว้างๆ พาเด็กไปเดินธุดงค์ ใช้คำว่าธุดงค์ก็คือไปเดิน ไปอะไรให้ลำบาก ถ้าจะฝึกความอดทนอย่างนั้น ทหารก็ฝึกได้ดีกว่า ถ้าจะเป็นความอดทนอย่างนั้น แล้วผมก็มองอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าคิดว่าการที่จะรักษาสิกขาบท ๑๐ ข้อ ที่เป็นสามเณรกับการฝึกความอดทน ก็ไม่ต้องเสี่ยงไปบวชเณรก็สมาทานเอาเอง สมาทานแล้วก็ลองรักษาสิกขาบทเหล่านี้ดู ไม่ต้องมาบวช ดูว่ามีอัธยาศัยไหม สิบข้อนี้ก่อน ไม่ต้องไปบวชแล้วก็ไม่มีอัธยาศัยเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่า วัตถุประสงค์ข้อนี้ก็คงไม่ใช่เสียแล้ว
อ.จักรกฤษณ์ นี่ก็ลิ่มอันใหญ่อันหนึ่ง
อ.อรรณพ ลิ่มอันใหญ่ตอกเข้าไป
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าจะตัดปัญหา ทุกปัญหาก็คือว่าถ้าไม่เข้าใจธรรมบวชทำไม ต้องให้เข้าใจก่อนสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือสามเณร เพราะว่าผู้ที่ได้เข้าใจแล้วต่างหาก จึงรู้ว่าตนเองสามารถที่จะอบรมปัญญาในเพศภิกษุ เพศบรรพชิตได้ มิฉะนั้นก็ทำอันตรายกับตัวเอง เพราะว่าแม้แต่ก้อนข้าวของชาวบ้านที่ให้ความสะดวกสบายทั้งหมดที่ชาวบ้านอนุเคราะห์กับผู้ที่ไม่ได้มีคุณความดีในเพราะสิ่งที่เขาให้
อ.อรรณพ เขามีวัตถุประสงค์ข้ออื่นด้วย
อ.จักรกฤษณ์ นี่ก็น่าจะเป็นอันหนึ่งที่นิยมคือ ทำให้เกิดความสงบ มีสมาธิเพื่อที่จะได้กลับไปศึกษาเล่าเรียนได้เกิดประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้น
อ.อรรณพ อันนี้ผมเพิ่งคุยกับน้องๆ ที่ทำงานมาพอดี เขาก็อยากให้ลูกเขาไปบวชเพราะลูกเขาสมาธิสั้น ถ้าไปบวชแล้วจะได้มีสมาธิ กลับมาจะได้เรียนได้ดีขึ้น
อ.จักรกฤษณ์ อันนี้เข้าใจถูกไหม อยากจะยกตัวอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้เรื่องหนึ่ง เรื่องความเสื่อมสูญของพระสัทธรรม ประการหนึ่งก็คือว่าพุทธบริษัทไม่เคารพในสมาธิ ตรงนี้เป็นอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมสูญของพระสัทธรรม ไม่เคารพอย่างไร ก็คือไม่เข้าใจว่าสมาธินี่คืออะไร แล้วพระพุทธองค์ท่านตรัสเกี่ยวกับเรื่องสมาธิไว้ มีความละเอียดลึกซึ้งมาก เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ ทำกันง่ายๆ
ดังนั้นในการที่เอาสมาธิมาสอนเด็ก เอามาสอนเณร ให้ทำสมาธิง่ายๆ อันแรกก็คือเข้าใจเรื่องสมาธิไหม อันที่สองเอามาใช้โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ เคารพไหม อันนี้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมสูญของพระสัทธรรม ดังนั้นในโครงการกิจกรรมที่จัดสามเณรภาคฤดูร้อนสอนให้นั่งสมาธิ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือเปล่า อันนี้เป็นอีกอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ตรงตามพระธรรมวินัย
คุณรัก พอพูดถึงสมาธิเรื่องยาวเลย เพราะว่ามีรายละเอียดเยอะมาก แต่อยากให้ท่านอาจารย์พูดให้ในแง่สมมุติว่าคุณพ่อคุณแม่ดูอยู่ อยากให้ท่านอาจารย์กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ นิดหนึ่งว่า ถ้าลูกจะไปบวชสามเณรแล้วเรื่องของสมาธิมันผิดอย่างไร
ท่านอาจารย์ ผิดแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร ทุกคำต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะเหตุว่าใช้คำซึ่งไม่รู้จักตลอดเวลา เดี๋ยวนี้คุณรักมีสมาธิไหม ทุกอย่างต้องเดี๋ยวนี้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงเพื่อให้คนอื่นรู้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจคำสอนของพระศาสนา คือว่าต้องศึกษาต้องฟังธรรมด้วยคำว่าคืออะไรก่อน เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่คุณรักเห็น ได้ยินด้วยหรือเปล่า
คุณรัก เห็นจะไม่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เห็นไหม ขณะนั้นเป็นสมาธิหรือเปล่า ที่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ ตั้งมั่นเฉพาะสิ่งนั้นสิ่งเดียว ทั้งหมดไม่มีใครรู้ เราใช้คำ เราพูดคำที่เราไม่รู้จักมาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจพระธรรมก็คือศึกษาโดยความละเอียดอย่างยิ่ง สมาธิในพระไตรปิฎกมีสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ และใครคำนึงถึงคำว่ามิจฉาสมาธิบ้าง ไม่ศึกษาอะไรเลย คิดเองหมด ได้ยินแต่ละคำก็คิดเอาเอง พอได้ยินคำว่าสมาธิไม่ใช่ภาษาไทย เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้จริงๆ ว่าสมาธิคืออะไร แต่พอได้ยินคำว่าสงบ ก็คิดว่าขณะนั้นไม่มีสิ่งที่รบกวนให้เดือดร้อน ให้ขุ่นเคืองใจ แต่ตามความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นต้องตั้งต้นทุกคำทีละคำ ก่อนอื่นสิ่งที่มีจริง สมาธิมีจริง แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ จะรู้ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรม ทุกคำหมดเลย ใครพูดอะไรก็คือว่าไม่ใช่ๆ ๆ เพราะเขายังไม่รู้แม้แต่คำแรกว่า ธรรมคืออะไร
คุณรัก สังเกตว่าที่คุณจักรกฤษณ์พูดมาแต่ละคำนั้นมีความหมายลึกซึ้งทั้งนั้นเลย ไม่เพียงแค่ปฏิบัติตามๆ กันไป
อ.อรรณพ เรื่องสมาธิ ซึ่งก็คือความตั้งมั่น มีทั้งตั้งมั่นผิดก็เป็นอกุศลสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ กับตั้งมั่นชอบก็คือดีงามเป็นกุศล สัมมาสมาธิที่เป็นกุศล ถ้าไม่เข้าใจก็ไปขอให้มีความตั้งมั่นเถอะ แล้วเขาก็คิดว่าอันนี้แหละเป็นสมาธิที่ดี ใช่ไหม แล้วก็ถือเอามิจฉาสมาธิว่าเป็นสัมมาสมาธิ แล้วมาเจอข้อความที่ท่านแสดงถึงการลบเลือนเสื่อมสูญ แล้วไม่ลบเลือนเสื่อมสูญของพระธรรมก็คือถ้าพุทธบริษัทมีความเคารพในสมาธิก็จะเป็นเหตุให้หนึ่งให้พระศาสนาตั้งมั่น ใช่ไหม
อ.จักรกฤษณ์ ใช่
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยคิดว่านี่ไงเราจะต้องมาทำสมาธิกันเยอะๆ เราจะได้เคารพในสมาธิ พระสัทธรรมจะได้ตั้งมั่น แต่จริงๆ แล้วเขาก็ไปเอามิจฉาสมาธิว่ามาเป็นสัมมาสมาธิ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่คิดว่าพระธรรมลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจโดยการศึกษาด้วยความเคารพ เขาทำลายคำสอนของพระศาสนาทั้งหมดเลย แม้แต่ทำสมาธิก็ไม่รู้ว่าทำอย่างไร สมาธิคืออะไร และเป็นสมาธิหรือเปล่าก็ไม่รู้
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ข้อนี้คือ ควรเข้าใจเสียก่อนว่า สมาธิคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจก็ไปเอามิจฉาสมาธินั่นแหละ และเมื่อมีมิจฉาสมาธิก็ไม่มีสัมมาสมาธิ เพราะมิจฉาสมาธิเข้ามาแทนที่สัมมาสมาธิทั้งหมด ก็เป็นการทำให้พระธรรมเสื่อมสูญลง โดยที่กลับคิดว่าเป็นการรักษาหรือเคารพในสมาธิ แต่จริงๆ เป็นความไม่เคารพในสมาธิ เพราะไม่ได้มีความเข้าใจว่าแม้สมาธิคืออะไร อันนี้ก็ดีมากๆ ก็อย่างที่คุณรักว่าแต่ละข้อแต่ละคำก็มีความละเอียด ถ้าเราผ่านๆ ไปก็ไม่มีความชัดเจน
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ผ่านไม่ได้เลยแต่ละคำ ถ้าไม่เข้าใจก็จะทำให้ไปในทางที่ผิดได้โดยง่าย ดังนั้นแต่ละคำก็มีความลึกซึ้ง วัตถุประสงค์ต่อไปก็คือเรื่องของการรักษาศีลให้เด็กได้รักษาศีล ๑๐ เป็นสามเณร ก็สอนให้รักษาศีล ๑๐ แต่เข้าใจเรื่องศีลหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ก็มีความละเอียดอีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของศีลมีความเข้าใจไหมว่าศีลในพระพุทธศาสนาท่านกล่าวไว้ว่าอย่างไร เพราะศีลศาสนาอื่นก็มี มีเยอะกว่าสิบข้อก็มี ศาสนาอื่นที่เขารักษาศีลแบบเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ศีลในพระพุทธศาสนา ดังนั้นศีลซึ่งมีลักษณะอย่างนี้จะต่างกับศีลในพระพุทธศาสนาอย่างไร เข้าใจตรงนี้หรือยัง ศีลในพระพุทธศาสนาไม่ใช่การกำหนดข้อห้ามมาอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเรื่องละเอียดที่ควรจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อน มิฉะนั้นก็เอาสิ่งที่ปฏิรูปมาใช้อีกแล้ว
ในเรื่องนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โครงการต่างๆ ที่พยายามจะ คล้ายๆ เราจะใช้คำว่ายัดเยียดให้เด็กๆ ทำอย่างนี้ บวชเข้ามาแล้วทำอย่างนี้ ถูกต้องไหม ซึ่งศีลธรรมดา ศีล ๕ ข้อก็ยากต่อการที่จะเข้าใจและประพฤติปฏิบัติอยู่แล้วก็ให้เด็กซึ่งอายุอยู่ในวัยที่เขาซุกซน ยังไร้เดียงสา ยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ให้มารักษาศีลอย่างนี้ มีความเข้าใจอะไรไหม สอนให้เข้าใจอะไรบ้าง อันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์อันหนึ่งที่เขาตั้งใจไว้ เจตนาดี แต่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง กลายเป็นการปฏิรูปไปอีกเรื่องหนึ่ง
คุณรัก ศีลก็ชัดเจนว่าเป็นข้อบังคับต่างๆ ที่กำหนดไว้แล้ว คืออนุโลมได้ หรือไม่ อย่างกำหนดมา ๑๐ ข้อ
ท่านอาจารย์ ใครจะอนุโลม
อ.อรรณพ เมื่อช่วงที่เเล้วก็ได้คุยกันว่า พระก็เห็นว่าเด็กๆ ที่มาบวชเณรคงอยากสนุกสงกรานต์ ก็อนุญาตให้ไปเล่นสงกรานต์ อันนี้ก็คือเหมือนอนุโลมสักช่วงหนึ่งไหม
คุณรัก เข้ากับยุคสมัยเลย
อ.อรรณพ แล้วก็เป็นประเพณีของไทยด้วยสงกรานต์ เอาประเพณีมาโยง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำถาม ใครจะอนุโลม
คุณรัก ถ้าถามสามเณรๆ ก็ต้องบอกว่าภิกษุอนุญาตให้เล่น
ท่านอาจารย์ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร แล้วคนจะอนุโลมไม่ทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว เป็นใคร
อ.อรรณพ หรือว่าเขาก็ยังเด็ก กลางวันเขาก็ไม่ค่อยอยู่ท้อง เพราะฉะนั้นก็ ดื่มนมหน่อย
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ต้องบวช ทำไมต้องไปบวช เรื่องอะไรต้องไปบวช ไม่เข้าใจหรือเขาไม่รู้เลยว่าเป็นความอยาก ทำสิ่งที่ไม่รู้แต่เป็นโทษอย่างยิ่ง เหมือนไฟอยากเข้าใกล้ แมงเม่าอยากเข้าใกล้ไฟ ไม่รู้ว่าไฟเป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเขาอยากบวช แต่เขาไม่รู้อันตรายว่าการบวชโดยที่ไม่ได้เข้าใจธรรม ผิดตั้งแต่ต้นและเป็นโทษอย่างยิ่งตั้งแต่ต้น โทษร้ายแรงถึงกับว่าไปสู่อบายภูมิ เกิดในนรก หรือว่าเป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะความไม่รู้
เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าสะสมการเข้าใจธรรมมาแล้ว เพียงคำนี้จะรู้คุณค่าอย่างยิ่ง อย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพียงท่านได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพุทโธ ท่านนอนไม่หลับ ใคร่ที่จะได้ฟังคำจากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ว่าแต่ละคำมาจากปัญญาซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลย เหมือนคนตาบอดไม่สามารถที่จะเห็นแสงสว่างได้ อยู่ในที่มืด แต่ว่าผู้ที่ตาดีสามารถที่จะเห็นทุกอย่างซึ่งคนตาบอดไม่เห็น เดี๋ยวนี้เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงในขณะที่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่ได้ปรากฎให้รู้ได้เลยกับคนที่ไม่ได้ฟังพระธรรม เช่นศีลก็ดีหรือสมาธิก็ดี ไม่เคยรู้เลยว่าคืออะไร ได้ยินผ่านหู ความประมาทในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้คิดเอง แล้วก็ทำให้อนุโลม ทั้งหมดเป็นการทำลายคำสอนของพระศาสนาด้วยความไม่รู้ อันตรายอย่างยิ่ง
อ.อรรณพ ปฏิรูปทั้งนั้นเลย
อ.จักรกฤษณ์ แต่ละเรื่องถ้าขาดความเข้าใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของแท้
อ.อรรณพ พอปฏิรูปพระธรรมแล้ว ปฏิรูปอย่างนี้ สมาธิและศีลอย่างนี้ ความอดทนอย่างนี้ กตัญญูอะไรที่เขาพูดวัตถุประสงค์ทั้งหมด ก็ทำให้คนคล้อยตาม เพราะว่าคนจะคล้อยตามไปตามความติดข้อง แล้วก็เหมือนเขาเข้าถึงได้ แต่ถ้าจะมาเข้าใจว่า สมาธิอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวกับคุณรักว่า ขณะนี้ที่ตั้งมั่นแต่ละขณะจิต ชณะที่เห็นอะไรอย่างนี้ เขาก็อะไรกันนี่ เข้าใจไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ ยากมากๆ
ท่านอาจารย์ ที่สุด เปรียบไม่ได้
คุณรัก ถ้าเข้าใจแล้วคือไม่ต้องบวช ถ้าไม่มีอัธยาศัยจริงๆ แต่พอพูดอย่างนี้แล้ว
อ.อรรณพ เป็นเรื่องใหญ่
คุณรัก เป็นเรื่องระดับโลกเลยไม่ใช่แค่ระดับชาติ ที่ตอนนี้ ที่ความเป็นไปอยู่ ณปัจจุบัน ผลกระทบเยอะเลย
อ.จักรกฤษณ์ เยอะ เพราะความไม่รู้กระทบเยอะมาก แล้วก็ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่รู้ ก็ยิ่งออกจากฝั่งไปไกล ไปในทางผิด
ท่านอาจารย์ แต่คิดหรือเปล่าว่า การฟังไม่ว่าจะฟังคำไหน ต้องเป็นประโยชน์สมควรแก่การฟัง เพราะฉะนั้นเราจะพูดให้ได้เข้าใจประโยชน์จริงๆ จะขัดกับชาวโลกซึ่งเขาไม่รู้เลยไม่เข้าใจเลยก็ได้ แต่ให้เขาได้รู้ตั้งแต่ต้นว่า ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้จักสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นธรรม แค่นี้ก็ไม่คิดเลยหรือ ไปคิดธรรมเองทำไม แทนที่จะศึกษาธรรม
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ลูกไปบวช โดยที่ไม่รู้อะไรเลย ทั้งผู้ให้บวชด้วยและเด็กที่ไปบวชด้วย ออกมาแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย กับการที่จะให้เขาเข้าใจธรรม เริ่มเห็นประโยชน์ เริ่มเห็นคุณค่า แล้วก็ฟังคำ ซึ่งในภาษาไทยเราก็สามารถที่จะพูดถึงธรรม เพราะเดี๋ยวนี้มีธรรมแต่ไม่รู้ แค่นี้ เพราะฉะนั้นจะรู้ธรรมจะรู้จักก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อไร ถ้ายังไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมเจ้าทรงตรัสรู้ และเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมทั้งหมด ไม่ใช่ไปคิดเอง
อ.อรรณพ ฉะนั้นประเด็นแรกก็ว่า ผลกระทบจากการเรียกว่าแห่กันเอาลูกเอาหลานไปบวชสามเณร โดยเฉพาะภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นกิจกรรมคึกโครมที่ทำ ก็ทำให้เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อพระศาสนาก็คือ เกิดสัทธรรมปฏิรูปโดยประการต่างๆ แค่ที่ยกขึ้นมาก็เป็นเพียงตัวอย่าง เพียงบางเรื่องหลักๆ เท่านั้นเอง ก็ยังเรียกว่าน่าตกใจ แล้วก็น่าเป็นห่วง ในโอกาสต่อไปว่าถ้าไม่มีการแสดงว่าธรรมที่ถูกต้องคืออะไร คือธรรมของสามเณรสูงส่งอย่างไร เป็นบรรพชิต เป็นเพศที่รองรับถึงความเป็นผู้หมดจดจากกิเลส สูงค่าอย่างไรนั้นก็ถูกแทนที่ไปด้วยความผิวเผินที่เป็นความไม่ถูกต้องว่าบวชแล้วก็อย่างนี้ก็ได้ อนุโลมได้โน่นได้นี่ได้ ศีลก็ไม่ได้ ความเข้าใจที่สำคัญที่สุดก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่มี ความเป็นกุศลต่างๆ ก็ถูกอกุศลมาแทนที่
อ.จักรกฤษณ์ อีกอันหนึ่งที่อาจจะเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า การบวชสามเณรก็ทำให้เณรได้ใกล้ชิดพระศาสนา มีการสอนพระธรรมให้กับเณรได้ศึกษา ได้เข้าใจ แต่ที่ผ่านมาสอนพระธรรมคำสอนหรือสอนอะไร แต่ปรากฏว่าจะเป็นเรื่องของประวัติพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ให้รู้จักประวัติความเป็นมา ซึ่งที่โรงเรียนก็สอน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมาบวช แล้วก็การสอนพระธรรมก็ต้องมีความละเอียด คือไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ว่าเห็นเด็กมาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรแล้วก็จะสอนอะไรก็ได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าผู้ใหญ่เองก็ยังรักความถูกต้องในการเข้าใจพระธรรมอย่างละเอียดยังไม่ได้เลย ตรงนี้การที่เอาเด็กเข้ามาบวชแล้วก็สอนพระธรรมง่ายๆ อะไรอย่างนี้ มันถูกต้องไหม เคารพไหม อันหนึ่งเคารพในพระธรรมไหม
อ.อรรณพ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ก็มีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ถ้าจะเอางามในเบื้องต้น มาถ่ายทอดให้กับเยาวชนเขา สมควรอย่างไร ได้แค่ไหนอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจคำที่ได้ฟังถึงจะเป็นพุทธะ พุทธะไม่ใช่ความเขลาหรือความไม่รู้ พุทธะหมายความถึงปัญญา เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเข้าใจว่าคือใคร แล้วพระธรรมรัตนะต้องรู้ว่าคืออะไร ไม่ใช่พูดแต่ปากตั้งแต่เกิดจนตายแต่ไม่รู้เลยว่า พระธรรมคืออะไร สังฆรัตนะคือใคร ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีคำตอบ แล้วเป็นความจริงและเป็นความตรงทุกกาลสมัยด้วย เพราะฉะนั้นลองคิดถึงในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ และถ้ามีสามเณรๆ ก็ต้องตามไปด้วย ทั้งหมดตามพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามรอยพระบาทหรือเปล่า ทรงเสด็จดำเนินด้วยอากัปกิริยาอย่างไร พระวินัยบอกไว้เลยว่าภิกษุต้องมีอาการอย่างไร ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฟังพระธรรมแล้ว รู้ว่าตลอดกี่ภพชาติในสังสารวัฏฏ์ไม่เคยได้ยินคำอย่างนี้ ที่จะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง กราบไหว้ต่างกับผู้ที่ไม่รู้คุณ ประการหนึ่ง เมื่อกราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธรัตนะแล้ว กราบไหว้พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งได้ฟังพระธรรมเข้าใจ สละ คำนี้ไม่ใช่คำเล่นๆ ไม่ใช่คำชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นความจริงใจที่มั่นคง ที่จะดำเนินตามรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคเสด็จนำหน้าไป
เพราะฉะนั้นภิกษุในครั้งนั้นกิริยาอาการเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คฤหัสถ์เห็นกราบไหว้เพราะรู้คุณ ที่ผู้นั้นสามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์ ความติดข้องทั้งหมด ทั้งหมดคือทั้งหมดไม่เหลือ เงินทองไม่มี วงศาคณาญาติ ความสะดวกสบายไม่มีเลยทั้งสิ้น ออกบวช สามเณรที่ตามหลังก็เป็นหน่อเชื้อสายของพระภิกษุ ซึ่งมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินตามกันไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นการกราบไหว้ก็กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธรัตนะและพระสงฆ์ ซึ่งศึกษาธรรมเข้าใจ ประพฤติอบรมในเพศบรรพชิต จนกระทั่งถึงความเป็นสังฆรัตนะ
เพราะฉะนั้นเณรสมัยนั้นกับเณรเดี๋ยวนี้ต่างกันไหมสองพันห้าร้อยกว่าปี และคฤหัสถ์ก็หวังที่จะให้คนอื่นทำดี หวังที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจธรรม คนโน้นก็หวังให้คนนี้เข้าใจ คนนี้ก็หวังให้คนนั้นเข้าใจ เหมือนเกี่ยงกัน โดยที่ไม่มีใครเข้าใจธรรม แล้วพระศาสนาจะยั่งยืนอยู่ได้อย่างไร นอกจากนั้นแล้ว ยังลบหลู่ประมาทอย่างยิ่ง ไม่เห็นเพศที่สูงซึ่งห่างจากคฤหัสถ์มากมาย ก็พยายามที่จะไปทำใกล้ชิดโดยขออุปสมบทหรือบรรพชาก็ตาม แต่ไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่ได้ศึกษาธรรม จึงไม่สามารถที่จะรักษาพระธรรมวินัย และพูดคำที่ถูกต้องได้ เพราะแม้แต่ ธรรมคืออะไร มีพระพุทธรัตนะ รู้จักแล้วก็ต้องรู้จักพระธรรมด้วย แต่ถ้าไม่รู้จักพระธรรม ชาวพุทธอยู่ที่ไหน
ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่คิดว่าเป็นชาวพุทธ ต้องรู้จักว่า ธรรมคืออะไร นี่เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ไม่เห็นธรรมเลย ไม่รู้จักธรรมเลย จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร