004 สนทนาพิเศษ ประเด็นสามเณร
สนทนาพิเศษ เรื่องสามเณร
ที่ บ้านคุณจักรกฤษณ์ และคุณชฎาพร เจนเจษฎา
วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ตอนที่ ๔
อ.คำปั่น ถ้าจะเริ่มจริงๆ ก็คือรู้ว่าตัวเองไม่รู้ความจริง ก็ต้องศึกษาพระธรรม พระวินัยด้วยความเคารพจริงๆ เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง คือเริ่มที่จะฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำๆ ให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องแม้แต่บวช ต้องเข้าใจว่าบวชคืออะไร แม้แต่สามเณรคือใคร ภิกษุคือใคร ถ้าเข้าใจความจริง เริ่มต้นถูกต้อง ทุกอย่างถูกต้องทั้งหมด แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเพราะว่า
คุณรัก เริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก
อ.คำปั่น เริ่มต้นผิด ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ต้นจึงผิด เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็คือ เริ่มต้นที่จะฟังพระธรรมด้วยความเคารพจริงๆ
ท่านอาจารย์ คุณกุลวิไลเริ่มต้นอย่างไร จากไม่รู้
อ.กุลวิไล ต้องฟัง แต่ถ้าเขาไม่มีอัธยาศัยในการฟังก็ลำบากหน่อย เพราะว่าชาวพุทธก็พุทธโดยการที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มีทางเดียวคือฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากข้อความในพระไตรปิฎก ซึ่งแต่ละคำต้องไตร่ตรองแต่ละคำ และสอดคล้องกันทั้งหมดทั้งสามปิฎก และก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะว่าถ้าไม่มีจริงขณะนี้แล้วจะรู้อะไร เพราะฉะนั้นธรรมก็คือสิ่งที่มี และก็กำลังมีด้วย คือต้องศึกษาด้วยการไตร่ตรอง ด้วยการเข้าใจให้สอดคล้องกันทั้งหมด ไม่ใช่หยิบเพียงบางคำหรือบางประโยคแล้วคิดเอง ธรรมคิดเองไม่ได้ ต้องตรงกัน
อ.กุลวิไล แต่หลายโครงการเขาก็บอกว่ามีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม
ท่านอาจารย์ ก็ต้องรู้ว่าพูดอะไรที่บอกว่าเป็นธรรม
อ.กุลวิไล สามเณรสามารถที่จะแสดงธรรมได้ด้วย
ท่านอาจารย์ ก็แสดงมาว่าที่แสดงนั้นเป็นธรรมหรือไม่
อ.กุลวิไล ดิฉันเคยฟังในรายการหนึ่ง เหมือนเล่านิทาน เณรก็มาปาฐกถาธรรม แต่ก็เป็นเรื่องที่ให้เห็นว่ามีความเพียร มีความอดทน แต่ก็เป็นเป็นนิทาน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออไร เพราะฉะนั้นถ้าชาวพุทธทุกคนเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมคืออะไร นั่นคือได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็จะทำให้เข้าใจคำสอนทั้งหมดสอดคล้องกันด้วย เพราะเป็นความจริงเดี๋ยวนี้
อ.กุลวิไล แต่ประเพณีนิยมค่อนข้างสืบสานมาก็นานมาก จะให้เขามีความเข้าใจอย่างไรว่า การที่จะนำลูกไปอยู่วัด เพื่อจะเรียนรู้ศึกษาธรรม กับการที่ต้องรู้ถึงอัธยาศัยของลูก แล้วการบวชก็เป็นไปเพื่อการขัดเกลาและสละจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าอยากให้ลูกเป็นคนดี แล้วก็มีความรู้ในทางธรรม บางครั้งไปเรียนทางโลกด้วยเข้าวัดโดยการอยู่ในเพศบรรพชิต
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ต้องรู้ก่อน
คุณรัก วันนี้เราก็ได้รับเกียรติจากผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง นอกจากอาจารย์คุณวิไลแล้ว ที่มีหลานบวชในเรื่องของสามเณรภาคฤดูร้อน วันนี้ได้รับเกียรติจากน้องเวฟ เด็กชายวรภพ ปกรณ์ธนภัทร เห็นบอกว่าไปบวชมาเป็นสามเณรไปบวชมาเมื่อไหร่
ผู้ฟัง บวชปีที่แล้ว
คุณรัก เริ่มต้นอย่างไร เล่าให้ฟังนิดหนึ่ง ก่อนที่จะไปบวช ทำไมถึงคิดอยากจะบวชหรือว่าใครชักชวน
ผู้ฟัง บวชตามเพื่อนๆ
คุณรัก เพราะบวชกันเยอะ เราก็เลยไปบ้าง แล้วคิดอะไรตอนนั้นตอนที่จะไปบวช รู้สึกอยากจะเข้าไปบวชหรือไม่ หรือไม่รู้อะไรเลยแล้วก็ตามๆ ไป
ผู้ฟัง ไม่รู้อะไรเลย
คุณรัก พอเริ่มต้นเข้าไปบวชแล้วต้องมีกิจกรรมต้องทำอะไรบ้าง
ผู้ฟัง กินข้าว สวดมนต์
คุณรัก สวดมนต์ กินข้าว คำตอบกินข้าวมาก่อนสวดมนต์เลยนะ แล้วมีอะไรอีก
ผู้ฟัง นอน
ท่านอาจารย์ เหมือนอยู่บ้านเลยใช่ไหม เขาให้ความรู้อะไรอย่างไรบ้าง
ผู้ฟัง ให้เรียน
คุณรัก เรียนอะไร
ผู้ฟัง เรียนวิชาการ แล้วก็มีธรรมนิดหน่อย มีเป็นประวัติของพระพุทธศาสนา
คุณรัก อยากให้น้องเวฟจินตนาการว่า พี่รักเป็นเพื่อน พอปีต่อไปอยากจะเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนจะชวนไปบวชไหมหรือว่าไม่ชวน
ผู้ฟัง ไม่ชวน
คุณรัก เพราะอะไร
ผู้ฟัง มันอยู่ยาก
คุณรัก อยู่ยากอย่างไร
ผู้ฟัง ลำบาก ไม่ได้กินข้าวเย็น
คุณรัก เรารับประทานอยู่ทั้งสามมื้อใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
คุณรัก แล้วอยู่ดีๆ ก็คือเหลือแค่กี่มื้อ
ผู้ฟัง เหลือแค่สองมื้อ
คุณรัก คือมื้อเย็นไม่ได้รับประทานก็เลยหิว แล้วตอนที่ระหว่างบวชทำอย่างไร เวลาหิวแล้วทำอย่างไร
ผู้ฟัง นอน
คุณรัก ก็นอนเร็วเลย
ผู้ฟัง ก็นอนเร็ว
คุณรัก น้องเวฟคิดว่าสิ่งที่ได้จากการบวชภาคฤดูร้อน เอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่าได้ประโยชน์กลับมาบ้านคืออะไร
ผู้ฟัง ความสนุก
คุณรัก สนุกอย่างไร
ผู้ฟัง ได้เล่นน้ำ
คุณรัก ไหนบอกว่าจะไม่แนะนำเพื่อน แต่บอกสนุก แปลว่ามีหลายอารมณ์สนุกบ้าง ลำบากบ้าง สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อยากจะแนะนำให้ใครบวชตาม
ผู้ฟัง ไม่ได้อยากจะแนะนำ ได้แค่ความสนุก ฟังอย่างนี้แล้วก็กังวลใจมากๆ เลยสำหรับยุคปัจจุบัน
ท่านอาจารย์ เล่าตั้งแต่ตื่นได้ไหม ละเอียดขึ้นอีกนิดหนึ่ง
ผู้ฟัง ตื่นมาแล้วเขาก็ให้มาตั้งแถว แล้วก็เดินไปกินข้าว
คุณรัก อธิบายอะไรไหมว่า ทำไมจะต้องทำอย่างนี้ ความหมายคืออย่างไร ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เพื่ออะไร ได้อธิบายไหม
ผู้ฟัง ไม่รู้
คุณรัก ไม่ได้พูดเลย คือทำตามๆ กันอย่างเดียว คำว่า ธรรม อธิบายไหม ว่าธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ไม่ได้อธิบาย
ท่านอาจารย์ หมายความว่าบวชโดยไม่รู้จักธรรมเลย
ผู้ฟัง ใช่ ไม่รู้จัก
ท่านอาจารย์ ก่อนบวชก็ไม่รู้จัก บวชแล้วก็ไม่รู้จัก
ผู้ฟัง ไม่รู้จัก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอยู่บ้านดีกว่าไหม
ผู้ฟัง ดีกว่า
คุณรัก ฟังอย่างนี้แล้วน่ากลัว ถ้าเกิดว่าทุกคนคิดเสียว่าเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไปนอนอยู่สักอีกที่หนึ่ง แถมมีพ่วงมาไปอบายภูมิก็ได้ จากบวชเป็นบาป โอ้โหโทษมหันต์เยอะมากเลย แนะนำอย่างไรดี
อ.คำปั่น ก็ผิดตั้งแต่ต้น จริงๆ ก็ผิดมานานด้วย เพราะเป็นเรื่องของความไม่รู้ความจริง ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ ทำให้เด็กพลอยไม่รู้ไปด้วย เพราะฉะนั้นการบวชโดยที่ไม่รู้ความจริงว่าบวชคืออะไร ก็ประทับใจที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวอยู่เสมอว่า จะบวชหรือจะบาป คำนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมากเลย เพราะว่าตั้งต้นด้วยความไม่รู้ ไม่รู้บาปแล้วใช่ไหม ไม่รู้ความจริงก็บาปแล้ว แล้วเข้าไปบวช ทรงเพศที่สูงยิ่ง แต่ว่าความประพฤติไม่ได้แตกต่างอะไรกับคฤหัสถ์เลย จะเป็นการขัดเกลากิเลสได้อย่างไร ไม่ได้เป็นไปตามพระวินัยเลยแม้แต่น้อย ก็เป็นโทษกับผู้นั้น เป็นการปลูกฝังในสิ่งที่ผิดให้แก่เด็ก ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นโทษอย่างยิ่ง คนแนะนำก็แนะนำในสิ่งที่ผิด ผู้กระทำตามก็กระทำตามในสิ่งที่ผิดเป็นโทษทั้งสองฝ่าย
คุณรัก ได้คุยกับเพื่อนๆ หลังจากบวชแล้วหรือไม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกชอบไม่ชอบอย่างไร จะบวชกันอีกปีไหม ปีหน้าจะบวชอีกไหม
ผู้ฟัง เพื่อนก็มีชวน
คุณรัก แปลว่าเพื่อนก็ชอบ
ผู้ฟัง เพื่อนก็ชอบ
อ.กุลวิไล น้องเวฟตอนบวชได้ออกบิณฑบาต
ผู้ฟัง เป็นบางวัน
อ.กุลวิไล แล้วตอนที่บิณฑบาตมีคนใส่เงินไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
อ.กุลวิไล ไม่มี แต่ทราบใช่ไหมว่า เณรรักษาสิกขาบทกี่ข้อ เวฟทราบไหม
ผู้ฟัง น่าจะสิบ ไม่ก็แปด
อ.กุลวิไล พอจำได้ไหมว่ามีอะไร
ผู้ฟัง มีศีลห้า แล้วก็ห้ามกินอาหารหลังเที่ยง ห้ามใช้น้ำหอม แล้วก็ห้ามนอนบนที่สูง
อ.กุลวิไล เชิญอาจารย์คำปั่น
อ.คำปั่น นี่ก็เป็นตัวอย่างเรื่องความไม่รู้ ใช่ไหม แม้แต่สิกขาบทที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตาม ยังไม่ตรงเลย ยังไม่ตรงตามพระวินัยเลยว่า แสดงถึงว่าไม่รู้ความจริง ไม่รู้ตามสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน ในสมัยพุทธกาลสามเณรที่ท่านบวชแล้ว ท่านสนใจ ใส่ใจเลยว่า ท่านจะต้องศึกษาในสิกขาบทอะไรบ้าง จึงมีการสอบถามพระภิกษุทั้งหลาย พระภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สิกขาบทที่สามเณรจะต้องรักษามีอะไรบ้าง มี ๑๐ ข้อไม่ใช่ ๘ มี ๑๐ ประการ และยังจะต้องสมาทานศึกษาในสิกขาบทอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วย อย่างเช่นในข้อประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ที่เป็นเสขิยวัตรทั้งหลาย เป็นวัตรที่ต้องศึกษาและประพฤติปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นเรื่องของมารยาทที่ดีงามทั้งหมด และที่สำคัญสามเณรทุกรูปในพระพุทธศาสนา จะต้องศึกษาพระธรรมวินัย ศึกษาพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะมีความประพฤติในสิ่งที่ผิดไม่ได้เลย เพราะว่าถ้าผิดแล้วเป็นโทษกับสามเณรรูปนั้น นี่คือความจริงเป็นอย่างนี้
แต่ที่น้องวรภพได้กล่าวมา ก็แสดงถึงความชัดเจนเรื่องความไม่รู้ว่า แม้แต่เป็นสามเณรแล้วยังไม่รู้ว่าสิกขาบทที่ต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติตามมีอะไรบ้าง แล้วจะไม่กระทำผิดได้อย่างไร นี่ก็เป็นตัวอย่างของความไม่รู้ที่ชัดเจน ก็จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่บวชในสมัยนี้ได้ดีทีเดียวว่า นี่คือการตั้งต้นที่ผิดก็จะผิดไปตลอด ก็ควรจะได้กลับมาตั้งต้นที่ความเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เข้าใจพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่ใช่พุทธบริษัท
อ.กุลวิไล น้องเวฟบวชกี่วัน
ผู้ฟัง ๑๕ วัน
อ.กุลวิไล ๑๕ วัน มีอุปัชฌาย์หรือไม่ ต้องมีพระพี่เลี้ยงหรือไม่อาจารย์คำปั่นสามเณร
ผู้ฟัง ไม่มี
อ.คำปั่น จริงๆ ผู้ที่จะบวชเป็นสามเณรได้ ต้องมีผู้บวชให้ เรียกว่าพระอุปัชฌาย์ น้องวรภพรู้ไหมว่าพระอุปัชฌาย์คือใคร
ผู้ฟัง ไม่รู้
อ.คำปั่น เห็นไหม นี่ก็คือไม่รู้ไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ เพราะว่าไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ต้น แม้แต่ผู้ใหญ่เองพอได้ยินว่าอุปัชฌาย์รู้ไหมว่าคือใคร เป็นผู้ที่เข้าไปเพ่งโทษน้อยโทษใหญ่ เป็นผู้ที่คอยแนะนำพร่ำสอนว่าความประพฤติอย่างนี้ไม่ถูกไม่ควรอย่างไร คำพูดอย่างนี้เหมาะควรอย่างไร จะเป็นผู้ที่คอยติดตามความประพฤติเป็นไปของผู้นั้น พร้อมที่จะให้คำแนะนำได้โดยตลอด นี่คือความหมายของพระอุปัชฌาย์ สามเณรจะบวชได้ต้องมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้ที่ประทานสรณคมน์ให้ จึงจะเป็นผู้ที่ทำให้ผู้นั้นได้พ้นจากความเป็นคฤหัสถ์สู่ความเป็นเพศบรรพชิตคือเป็นสามเณรในขณะนั้น แล้วจะต้องมีการฟังโอวาทจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจด้วย ไม่ใช่บวชครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วจะเป็นสามเณร เพราะความเป็นสามเณรจริงๆ อยู่ที่ความเข้าใจธรรม เหมือนกับในสมัยพุทธกาล สามเณรทั้งหลายที่ท่านบวชเข้ามา ท่านศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเอง
อ.กุลวิไล แล้วตอนที่น้องเวฟบวชตอนนั้น ๑๕ วันแล้วก็บวชทั้งหมดจำนวนเท่าไหร่สามเณรที่บวช
ผู้ฟัง สองร้อยกว่ารูป
อ.กุลวิไล พักที่ไหน
ผู้ฟัง พักที่โรงเรียน
อ.กุลวิไล พักที่โรงเรียนแล้วบวชที่ไหน
ผู้ฟัง บวชที่วัด
อ.กุลวิไล อาจารย์คำปั่น สามเณรพักที่โรงเรียนได้ไหม
อ.คำปั่น จริงๆ สถานที่ของบรรพชิตก็ต้องเป็นสถานที่ๆ เหมาะควร เป็นอาราม เป็นวัด เพราะฉะนั้นสามเณรจะมาอยู่โรงเรียนไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ต้องมีสถานที่ ที่อยู่ ที่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตก็คือวัดหรือว่าอารามะ ซึ่งเป็นที่ๆ บรรพชิตอาศัยอยู่เพื่อที่จะศึกษาธรรม อบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสเท่านั้น จะไปอยู่ที่อื่นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรแน่นอน จะไปอยู่โรงเรียนเหมือนกับนักเรียนไม่ได้ จะไปอยู่บ้านเหมือนกับคฤหัสถ์ก็ไม่ได้ ต้องมีที่อยู่เป็นของที่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิตจริงๆ
อ.กุลวิไล แล้วเวลาที่ฉัน หลังจากเที่ยงแล้วฉันได้ไหม
ผู้ฟัง ฉันนม
อ.กุลวิไล ฉันนม นมฉันหลังเที่ยง
ผู้ฟัง หลังเที่ยง
อ.กุลวิไล อาจารย์คำปั่นนมฉันได้ไหม
อ.คำปั่น แม้พระภิกษุบริโภคหรือว่าฉันนมในเวลาวิกาลคือหลังเที่ยงก็ไม่ได้ เพราะว่าน้ำนมไม่ใช่น้ำปานะ น้ำปานะคือน้ำผลไม้ที่มีการคั้น แล้วก็มีการกรองเอากากออก แล้วก็มีผู้ที่ประเคนด้วย จึงจะสามารถที่จะฉันได้ แต่ที่กล่าวถึงนมไม่ใช่น้ำปานะ ไม่ใช่เพียงแค่นมเท่านั้น อย่างอื่นที่เป็นน้ำๆ ก็ไม่ใช่น้ำปานะเช่นเดียวกัน อย่างเช่นในเรื่องของน้ำเต้าหู้ พวกโอวัลติน กาแฟต่างๆ บริโภคหลังเที่ยงไม่ได้ สามเณรก็ผิดศีลข้อที่ ๖ ก็คือบริโภคอาหารในเวลาวิกาลเป็นโทษ
อ.กุลวิไล โกโก้ใส่น้ำตาล ฉันได้ไหม
อ.คำปั่น ก็เหมือนกัน ในเวลาหลังเที่ยงไม่ได้เลย แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ถ้าได้รับในเวลาก็ฉันในเวลาได้ ก็คือเช้า ช่วงเที่ยง แต่ว่าจะไปฉันหลังเที่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือว่าสามเณรก็ฉันไม่ได้
อ.กุลวิไล สิบห้าวันครองผ้าจีวรได้ไหม
ผู้ฟัง ทำเป็น
อ.กุลวิไล ก็เก่ง เพราะว่าเณรบางรูปสิบห้าวันแล้วยังครองจีวรไม่เป็น นี่ก็ต้องอาศัยอุปัชฌาย์ใช่หรือไม่
อ.คำปั่น พระอุปัชฌาย์ก็จะคอยสอนทุกอย่าง ในเรื่องของการที่จะมีการครองจีวรก็ต้องก็ต้องมีพระอุปัชฌาย์คอยบอกคอยสอน แม้แต่ในสมัยพุทธกาลเอง ความประพฤติไม่เหมาะไม่ควรทั้งหมด ก็เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายที่จะคอยอบรม คอยพร่ำสอน เพื่อความประพฤติที่ดีงามที่เป็นไปตามพระธรรมวินัย
ขออนุญาตถามน้องวรภพอีกนิดหนึ่งว่า พอไปบวชแล้ว เห็นความประพฤติต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และน้องวรภพก็ได้มาศึกษาพระธรรมคำสอนด้วยแล้วก็ทำกิจที่เหมาะควร เป็นการช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะควร อย่างเช่นมาบันทึกภาพถ่ายวิดีโอ เป็นต้น เป็นผู้ที่พอเริ่มเข้าใจความจริงจากการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมบ้าง จะมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับผู้ที่จะบวชหรือว่าคิดจะบวช เป็นสามเณรภาคฤดูร้อน ในความที่ความเห็นของน้องวรภพเอง ที่เป็นประโยชน์ควรที่จะเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง ไม่ทำผิดตามพระวินัย ห้ามผิดศีล
อ.คำปั่น หมายถึงว่าจะแนะนำหรือไม่ว่าจะต้องไปบวช หรือว่าควรบวช แต่ว่าควรจะแนะนำอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์จริงๆ สำหรับผู้นั้น
ผู้ฟัง ไม่ควรบวช
อ.คำปั่น ไม่ควรบวช เพราะว่า
ผู้ฟัง เพราะเรายังไม่รู้ถึงธรรมจริงๆ
อ.คำปั่น เพราะว่าการบวชเป็นเรื่องของผู้ที่เข้าใจความจริง เป็นผู้ที่สละจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องบวช แต่ว่าแม้ไม่บวชก็สามารถศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาแม้เป็นเด็กก็ฟังธรรมได้ ศึกษาธรรมได้ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ก็ไปบวชทำไม
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ ถ้าถามเพื่อนๆ ก็คงจะตอบเหมือนกันหมดใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่รู้แล้วก็ไปบวช บวชแล้วก็ไม่รู้ จนเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ไร้ประโยชน์ใช่ไหม เพราะเหตุว่านอกจากเสื้อผ้าที่เปลี่ยนจากธรรมดาไปเป็นจีวร ก็ไม่มีอะไรที่ผิดจากชีวิตของคฤหัสถ์ นอกจากตอนเย็น ไม่ให้รับประทานอาหารใช่ไหม แล้วยังสนุกกว่าไหม เพราะฉะนั้นไม่ต้องบวช อยู่เป็นคฤหัสถ์สนุกไหม
ผู้ฟัง สนุก
ท่านอาจารย์ สนุกกว่า แล้วเด็กๆ เขาชอบสนุกใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วคนที่เขาชอบไปบวชมีไหม
ผู้ฟัง ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ เฉพาะตัวเองเท่านั้นที่รู้
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วถ้าไม่บวชก็จะดีกว่าที่ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทอง เพราะว่าคนอื่นเขาต้องหาจีวรมาให้ใช่ไหม แม้ว่าเราจะไม่ได้ซื้อหาเองก่อนบวช แล้วก็เดี๋ยวนี้ผ้านั้นอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง บริจาคให้วัดแล้ว
ท่านอาจารย์ หมายความว่าวัดก็มีจีวรอีกสองร้อย ก็สึกไปแล้วเณรสองร้อย บวชสองร้อยไม่ใช่หรือ แล้วแค่สิบห้าวัน ได้ใช้แค่ ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นวัดก็มีผ้าอีกสองร้อย
อ.กุลวิไล เห็นน้องเวฟบอกว่ามีการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย ใช่ไหม
ผู้ฟัง เรียนวิชาการ
อ.กุลวิไล เรียนวิชาการ
ท่านอาจารย์ เหมือนโรงเรียน
ผู้ฟัง ใช่ เหมือนโรงเรียน
ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องไปบวช เพราะว่าไม่รู้ว่าบวชทำไม แล้วบวชก็ไม่รู้ด้วย
อ.คำปั่น แล้วน้องวรภพทราบหรือไม่ว่าเป็นสามเณรแล้วไปเรียนวิชาการต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
อ.คำปั่น ไม่ทราบเลยใช่ไหม เพราะว่าการเป็นสามเณรจะไปเรียนวิชาการต่างๆ ไม่ได้ นอกจากเรียนพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
อ.กุลวิไล วิชาการที่ไม่ควรจะเรียน เพราะเหตุใดที่บรรพชิตไม่ควรเรียน
อ.คำปั่น เป็นเรื่องของความไม่สงบ เป็นเรื่องของความไม่ขัดเกลากิเลสเลย เพราะว่าถ้าจะเรียนทางโลกต่างๆ ก็มีชีวิตที่ไม่แตกต่างอะไรจากคฤหัสถ์ ใช่ไหม เพราะคฤหัสถ์เขาเรียนอยู่แล้ว แต่นี่สละจากความเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว มาสู่เพศที่สูงยิ่ง แล้วยังกลับไปทำอย่างนั้นอีก ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ขัดเกลาเลยแม้แต่น้อย
อ.กุลวิไล ได้ยินน้องเวฟที่ว่าสนุกเพราะเล่นน้ำ เล่นน้ำสงกรานต์
ผู้ฟัง เล่น
อ.กุลวิไล แล้วผู้ใดอนุญาตให้เล่น
ผู้ฟัง พระอาจารย์
อ.กุลวิไล เชิญอาจารย์คำปั่น
อ.คำปั่น ก็แสดงว่าพระก็เล่นด้วย
ผู้ฟัง ใช่
อ.คำปั่น จึงอนุญาตให้สามเณรเล่นได้ใช่ไหม ซึ่งจริงๆ ก็ผิดตั้งแต่พระภิกษุแล้วที่ผิดพระวินัย แล้วก็ยังแนะนำในสิ่งที่ผิดให้กับผู้อื่นด้วย ถ้าท่านเหล่านั้นเป็นภิกษุในพระธรรมวินัยจริงๆ จะต้องเคารพในสิกขาบทว่า พระภิกษุสามเณรจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้ ควรที่จะกล่าวคำจริง แนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้นั้น ไม่ใช่ว่าทำในสิ่งที่ผิด อย่างนั้นก็คือเป็นการลบหลู่ในพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ไม่เคารพยำเกรงในพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นผู้ที่ไม่เคารพต่อพระรัตนตรัยจริงๆ จึงมีการประพฤติปฏิบัติที่ผิดอย่างนั้น ตนเองก็ผิดแล้ว แล้วก็ยังสอนให้คนอื่นทำผิดด้วย เป็นโทษเพิ่มขึ้นไปอีก
ท่านอาจารย์ แล้วก็ได้ประโยชน์อะไรบ้างไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ นี่เป็นคำตอบจากผู้ที่บวชแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนควรจะได้รับฟังว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เรื่องเสียประโยชน์คงต้องมี
อ.กุลวิไล ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าการบวชไม่ใช่ของเล่น แล้วข้อสำคัญคือเป็นอันตราย แต่การบวชบรรพชาภาคฤดูร้อนก็บวชชั่วคราว
ท่านอาจารย์ ไม่มีชั่วคราว เพราะเหตุว่าทำไมบวช เห็นไหมไม่ตรงจุดประสงค์ตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเหตุผล ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าใครจะบวชก็ต้องถามว่าทำไมบวช ถ้าไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นก็ไม่มีประโยชน์ตั้งแต่ต้น และเป็นอันตรายมาก เพราะเหตุว่า การเป็นเพศบรรพชิต คฤหัสถ์เคารพ แค่เขาเคารพ แต่ไม่มีอะไรที่ควรแก่การเคารพ อันตรายไหม
อ.กุลวิไล ท่านอาจารย์กล่าวถึงอันตราย ถ้าเป็นบุคคลที่ยังต้องอยู่ในเพศบรรพชิตตลอด แน่นอนอันตราย
ท่านอาจารย์ ทำไมต้องอยู่
อ.กุลวิไล ดิฉันยกตัวอย่างว่า บวชภาคฤดูร้อนเขาก็มองดูว่าบวชช่วงสั้นเอง
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เลย
อ.กุลวิไล อย่างนี้ก็อันตรายกับเขาด้วย
ท่านอาจารย์ บวชทำไม เพราะว่าบวชคือขัดเกลากิเลสด้วยความเข้าใจพระธรรม ด้วยความเป็นผู้ตรง เพราะว่าจะขัดเกลากิเลสโดยไม่บวชก็ได้ จะเป็นคนดีโดยไม่บวชก็ได้ เพราะฉะนั้นทำไมจึงต้องบวช นี่ก็ผิดแล้วเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
อ.กุลวิไล ความไม่รู้ตั้งแต่ต้นเลย
ท่านอาจารย์ ไม่เป็นผู้ตรงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงประทานอนุญาตให้ผู้ที่ประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตเท่านั้น ไม่ใช่มากำหนดวันด้วย
คุณรัก เป็นประโยชน์มากๆ เลยที่วันนี้ได้น้องเวฟ วรภพมาพูดคุยกับเรา ได้ตอบชัดเจน ชัดถ้อย ชัดคำเลยว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยที่ไปบวช แล้วก็จะไม่แนะนำให้คนอื่นไปบวชด้วยใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
คุณรัก เพราะว่าเห็นโทษหรือยังของการที่บวชโดยไม่รู้ อยากให้น้องเวฟพูดทิ้งท้ายนิดหนึ่งไปที่เพื่อนๆ ก็ได้ทางบ้านที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกันกับเรา กำลังวัยรุ่นเลย กำลังโตขึ้นมา แล้วยังไม่รู้อะไรเหมือนเรา จินตนาการว่าไม่รู้เรื่องอะไรแบบเรานี่แหละ แต่ว่าเพื่อนๆ ชักชวนกันไป ถ้าเขาดูอยู่ อยากจะบอกอะไรกับเขา
ผู้ฟัง ถ้ายังไม่รู้ก็อย่าไปบวช
คุณรัก ขอบคุณน้องเวฟมากเลย ขอบคุณมาก ให้ประโยชน์มากๆ เลย ช่วงหน้าเราก็ยังพูดคุยกันอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องหัวข้อ สามเณร