003 สนทนาพิเศษ ประเด็นสามเณร


    สนทนาพิเศษ เรื่องสามเณร

    ที่ บ้านคุณจักรกฤษณ์ และคุณชฎาพร เจนเจษฎา

    วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐

    ตอนที่ ๓


    คุณรัก วันนี้ก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์คุณวิไลที่จะมาพูดคุยกันในประเด็นนี้ ทราบมาว่ามีหลานที่ต้องไปบวชเณร อาจารย์เองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าไปบวชแต่ไปบวชแล้ว ทั้งที่อาจารย์ก็ศึกษาธรรมเรื่องของพระธรรมวินัยด้วย อยากให้แชร์ประสบการณ์ตรงนี้นิดหนึ่ง

    อ.กุลวิไล เพราะว่าช่วงนี้ก็เป็นช่วงภาคฤดูร้อน ตั้งแต่ปิดเทอม ตั้งแต่มีนาเดือนพฤษภาคมคงเห็นป้ายชวนเชิญโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนกันเยอะแยะมาก ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการบวชชั่วคราว ไม่ได้เป็นการสละอะไรเลย จากที่เราได้สนทนากันมาจะเห็นได้ว่าก็เป็นการบวชชั่วคราว บางที่ก็สิบห้าวัน บางที่สามสิบวัน สิบวันก็อาจจะมี แล้วก็การบวชครั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วโครงการพวกนี้ก็จะมีทั้งที่วัดจัดก็มี หรือว่าวัดร่วมกับโรงเรียนก็มี แต่การจัดของเขาจุดประสงค์ก็คือ ส่วนหนึ่งก็คือเพื่อพัฒนาจิตใจของเยาวชน แล้วก็มีเรื่องของการที่จะให้เยาวชนเป็นคนดี มีความกตัญญูต่อบิดามารดา เเล้วก็เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา แล้วขณะเดียวกันบางที่ก็เป็นวัด ก็จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน อันนี้ก็เป็นจุดประสงค์ของผู้ที่จัดโครงการ ซึ่งการบวชสามเณรเท่าที่ดิฉันได้พอทราบมา เขาก็จะมีกิจกรรมมากมาย แล้วสามเณรนี้ก็บวชกันเยอะมาก

    คุณรัก กิจกรรมมีอะไรบ้าง

    อ.กุลวิไล กิจกรรมเขาก็มีทั้งที่ทางวัด คือมีที่วัดที่จะต้องมีการบวช สามเณร สามเณรก็จะเยอะมากอยู่ที่วัดไม่ได้ต้องอยู่ที่โรงเรียน พักที่โรงเรียนส่วนหนึ่ง แล้วก็จะมีกิจกรรมที่ออกไปนอกสถานที่ด้วย สำหรับออกไปนอกสถานที่นี้ก็ไปต่างจังหวัด ก็ให้ไปค้างแรมต่างจังหวัด แต่ก็จะเห็นได้ว่าเป็นยุคที่บวชแบบพ่อแม่อยากให้บวชส่วนใหญ่ แล้วก็เป็นยุคที่พ่อแม่ตามเฝ้าดูตลอด พอกิจกรรมทุกอย่าง พ่อแม่ก็ต้องไปดูแล

    คุณรัก คือคุณแม่คุณพ่อคุณแม่เข้าไปด้วย

    อ.กุลวิไล มีการถ่ายภาพ เพราะว่าบางทีก็ผู้ปกครองก็อาจจะมามากกว่า สามเณรอีก บ้านหนึ่งอาจจะคนหนึ่ง แต่ตามไปหลายคน

    คุณรัก ได้อบรมทุกคนเลย

    อ.กุลวิไล พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนจริงๆ เพราะว่าประชาชนไปมาก ซึ่งท่านอาจารย์เคยให้ความเข้าใจว่าอารามะต้องเป็นที่สงบ แต่ก็เต็มไปด้วยอาหาร เพราะว่าเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ห่วงใย

    คุณรัก กำลังโตด้วย

    อ.กุลวิไล จากกิจกรรมให้ไปบิณฑบาตด้วยแล้ว กลับมาที่วัดก็จะมีอาหารที่พ่อแม่เตรียมไปด้วยที่จะให้กับสามเณรทั้งหลายเยอะมาก แล้วพ่อแม่ก็ห่วงใยอีกเรื่องการบริโภค เพราะฉะนั้นบางทีก็ต้องไปเฝ้าดูในบาตรว่า ตักอะไรไปทานกันบ้าง อันนี้ก็ให้เห็นได้ว่าเด็กๆ อาจจะบวชเพราะว่าคุณพ่อกับแม่อยากให้บวช แล้วเด็กในวัยสิบกว่าขวบว่าง่าย เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้บวชก็บวช

    คุณรัก เล่ามาคร่าวๆ ก่อนเชื่อว่ายังมีอีกเยอะ ฟังมายาวมากเลย มีอะไรถูกบ้างต้องถามท่านอาจารย์แบบนี้ หรือว่าที่พูดมานี่คือผิดพระธรรมวินัยหมดเลยไหม

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่ต้น เพราะว่าผู้ที่จะบวชได้ในพระศาสนาต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม แล้วก็รู้จักตนเองที่จะสละ นี่ไม่ได้สละอะไรเลยใช่ไหม บวชเพราะอยาก

    คุณรัก เข้าใจตนเองนี่ก็เป็นความต้องการของคุณพ่อคุณแม่

    ท่านอาจารย์ หมายความว่ารู้อัธยาศัยของตนเอง เข้าใจตัวเองว่าจะบวชไหม เพราะว่าบวชหมายความว่าสละ แล้วเด็กจะไปสละอะไร จะสละไหม ไม่มีเลยตั้งแต่ต้น มีแต่ตั้งต้นด้วยอยาก ไม่มีการสละใดๆ เลยทั้งสิ้น

    คุณรัก สละโลกของเด็กๆ ไปอยู่ในโลกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นเด็กดี

    ท่านอาจารย์ คุณแม่คุณพ่อก็ตามไปที่วัด มีอะไรที่ต่างกัน

    คุณรัก อบรมได้ทั้งครอบครัวเลย

    ท่านอาจารย์ ใครอบรม คุณรักคิดเองอบรมใช่ไหม แต่ต้องฟังดูว่าชีวิตของเณรจริงๆ ที่เขาบวชแล้วเขาเป็นอย่างไรบ้าง อบรมหรือเปล่าหรือว่าไม่รู้อะไรเลย แต่ข้อสำคัญที่สุด ทำไมกล้าที่จะบวช เพราะว่าการบวช ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใครจะไปขอให้ใครบวช แล้วก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้บวชเพราะขัดเกลากิเลส หรือเพราะเข้าใจธรรม ถ้าไม่ใช่เพราะเข้าใจธรรม และขัดเกลากิเลส บวชทำไม เห็นหรือไม่ คำถามที่คำตอบซ่อนเร้น บวชทำไม อยากบวชอย่างเดียว ทำไมอยากบวชเห็นไหม

    คุณรัก ถ้าเราพูดคุยกันในประเด็นเรื่องของพระธรรมวินัย แล้วก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ว่าต้องยอมรับเลยว่าปัจจุบันประเทศไทยเรา นี่พูดภาพรวมทั้งหมดเลย เขาทำกันแทบจะเกือบทุกวัดต้องมีกิจกรรมอะไรทำนองนี้ ทีนี้จะทำอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไรให้ทุกคนเห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือร่วมมือกันหันหน้าเข้าหากันแล้วก็ทำในสิ่งที่ถูก

    ท่านอาจารย์ ธรรม เป็นเรื่องตรงไหม

    คุณรัก ตรง

    ท่านอาจารย์ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงไหม เพราะฉะนั้นชาวพุทธต้องตรง ที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะฉะนั้นชาวพุทธทั้งหลายมีลูกเยอะแยะ แล้วก็ไปบวชกันบ้างอะไรบ้าง เข้าใจธรรมหรือเปล่า ศึกษาธรรม หรือเปล่า ต้องตรงแล้วเห็นไหม ชาวพุทธหรือคนในประเทศไทย คนไทย ศึกษาธรรม เข้าใจธรรมหรือเปล่า

    แค่ความเป็นคนตรง ถ้าเราจะคิดที่จะแก้ไขอะไรก็ต้องรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกจะแก้ได้อย่างไร จะเอาความไม่รู้ไปแก้ไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นถ้ามีความมั่นใจจริงๆ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง ก็ต้องเริ่มตรงตั้งแต่ต้นว่า แท้ที่จริงแล้วอย่างเห็นพระภิกษุที่คุณรักบอกว่าไปบวช แล้วก็เข้าใจว่าท่านศึกษาธรรม ชาวบ้านเห็นพระก็คิดว่าท่านรู้ธรรม ท่านศึกษาธรรม แล้วจริงๆ เป็นอย่างไร ต้องตรง เพราะว่าธรรมไม่ใช่หมายความว่า บวชแล้วรู้ธรรม บวชหรือไม่บวชถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจทีละคำ เขาก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าคำของพระองค์ทุกคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าจะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือว่าเราไม่รู้คำที่ท่านตรัส แต่พระองค์ตรัสรู้ และคำนั้นลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทุกคำเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลย ที่กราบไหว้ก็ต้องกราบไหว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการที่บุคคลที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล เพียงเท่านี้ความเคารพ ความนอบน้อม การที่จะรู้จักตัวเองว่ายังไม่ได้เข้าใจธรรม ตราบใดที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ใช่หวังว่าคนนั้นบวชแล้วเข้าใจธรรม เป็นพระแล้วก็เข้าใจ ต้องรู้ว่าศึกษาธรรมเข้าใจ

    เพราะฉะนั้นก็ทั้งหมด ถ้าเป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ทั้งภิกษุสามเณรก็คือผู้ที่ดำเนินรอยตามพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ ทั้งในเรื่องของความประพฤติทางกาย ทางวาจาและทางใจที่มั่นคงที่จะขัดเกลากิเลส มิเช่นนั้นแล้วก็อย่าแตะต้อง เพราะว่าเป็นบาปกรรมอย่างยิ่ง เพียงแค่บวชสาม เณรยังไม่ถึงพระก็ยังไปสู่อบายภูมิ แล้วจะพาให้ลูกหลานไปสู่อบายภูมิหรือ ถ้าเข้าใจนะก็จะไม่บวช สามารถช่วยเด็กดูแลเด็กภาคฤดูร้อน ทำอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ ทำดี ใจดี อะไรทุกอย่างก็ได้ ให้เขาได้เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงว่า อย่างใจดีอย่างนี้ ให้เขารู้ ชีวิตประจำวันจริงๆ ทั้งหมดทุกคนมีใจและใจดี ไม่ต้องไปบวชก็ใจดีได้ไม่ใช่หรือ ตรงกันข้ามกับที่อยากบวช แต่ว่าไปทำผิดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ผิดคำคนธรรมดา แต่ปฏิญาณว่าจะประพฤติตาม แต่หาได้ประพฤติปฏิบัติตามไม่ เพราะฉะนั้นทำผิดต่อใคร

    คุณรัก เป็นเรื่องที่น่ากลัว ถ้าเราฟังแบบนี้แล้วเราเข้าใจ มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ

    ท่านอาจารย์ แต่คุณรักคิดว่าเป็นประโยชน์ไหมที่เราจะให้คนได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นชาวพุทธสมควรที่ตื่นเถิดชาวพุทธ

    คุณรัก ขอย้อนมาที่อาจารย์กุลวิไล เมื่อสักครู่เล่าถึงกิจกรรมของหลานที่ไปบวชภาคฤดูร้อน มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหมเห็นว่ายังมีอีกหลายกิจกรรมเลย

    อ.กุลวิไล มีกิจกรรมที่ออกไปพักอยู่ที่วัดนอกสถานที่ แล้วก็มีการให้ออกไปเดินบิณฑบาต แต่การเดินบิณฑบาตเนื่องจากอยู่เพชรบุรีก็มีชายหาดด้วย ก็พาสามเณรไปเดินบิณฑบาตที่ชายหาด ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

    คุณรัก แปลว่าคนใส่บาตรก็ต้องไปรอใส่บาตรอยู่ข้างริมหาดเหมือนกัน

    อ.กุลวิไล ก็ยังแปลกใจ เพราะดูในภาพก็ไม่เห็นคนใส่บาตร แต่ก็มีสามเณรเดินไปกับพระที่เป็นพระอุปัชฌาย์หรือพระพี่เลี้ยง ก็เดินเป็นแถวออกไป แล้วมีการนั่งสมาธิด้วย แล้วที่สำคัญล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา เป็นช่วงของสงกรานต์ สามเณรเล่นสงกรานต์ได้หรือไม่อาจารย์คำปั่น

    อ.คำปั่น ไม่ได้ เล่นคึกคะนองไม่ได้ แม้แต่พระภิกษุยังไม่ได้เลย

    คุณรัก ต้องบอกว่ากิจกรรมที่อาจารย์กุลวิไลได้พูดถึงคือตัวอย่างหนึ่งที่หนึ่ง แต่ว่ากิจกรรมหลากหลายโครงการมากที่จัดขึ้นมาก็มีหลากหลายกิจกรรมกันไป แล้วมีอะไรอีก

    อ.กุลวิไล วันสุดท้ายก็จะมีเรื่องของการให้แสดงธรรม ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม เขาอาจจะบอกว่ามีการศึกษาพระธรรมด้วย เณรถึงมีการแสดงธรรม แต่ดิฉันไม่ทราบว่าแสดงอะไรเกี่ยวกับธรรมที่แสดง แล้วที่สำคัญมีการมอบเกียรติบัตรด้วย

    คุณรัก อาจารย์คำปั่นฟังที่ผ่านมาแสดงธรรมหรือเดินบิณฑบาตรริมชายหาด เล่นสงกรานต์เป็นอย่างไรบ้าง

    อ.คำปั่น เป็นเรื่องของความไม่เข้าใจตั้งแต่ต้นว่าสามเณรคือใคร ถ้าได้เข้าใจตั้งแต่ต้นจริงๆ ว่าสามเณรคือใคร ปัญหาทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น และที่สำคัญการบวชคือการสละแล้วซึ่งความเป็นคฤหัสถ์ทุกประการ สละความที่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนอย่างคฤหัสถ์ทุกประการ เพราะฉะนั้นการบวชไม่ว่าจะบวชเป็นสามเณรหรือว่าบวชเป็นพระภิกษุก็ตาม ก็คือแสดงถึงความเป็นผู้สละ เป็นไปเพื่อขัดเกลา ละคลายกิเลส ยกตัวอย่างในเรื่องของการบิณฑบาต การบิณฑบาตก็คือการเที่ยวไปเพื่อรับก้อนข้าวจากชาวบ้าน ก็จะมีพระวินัยแสดงไว้ในเรื่องของการบิณฑบาตรด้วยว่า ก็คือต้องตามลำดับบ้าน เท่านั้น เดินตามลำดับบ้านเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหมายว่าจะต้องไปที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะ ไม่ได้เลย นี่ก็แสดงถึงความเป็นผู้ที่ขัดเกลา แล้วก็น้อมประพฤติตามพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ทรงเสด็จบิณฑบาตรตามลำดับบ้านเพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระภิกษุหรือว่าสามเณรก็จะมีความประพฤติคล้อยตามความประพฤติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ

    คุณรัก ดูแล้วถ้าตามพระธรรมวินัยคือทุกอย่างเป็นไปเพื่อการขัดเกลาจริงๆ

    อ.คำปั่น ถูกต้อง

    คุณรัก แต่ว่าในยุคปัจจุบันจากกิจกรรมที่อาจารย์กุลวิไลพูดถึงหลานที่ไปเปิดภาคฤดูร้อนมา กิจกรรมส่วนใหญ่เหมือนหลอม โน้มน้าว พยายามพยุงให้เด็กๆ ได้อยู่ในที่นั้นๆ ให้นานเหมือนกับว่าเดินในทางบิณฑบาตได้ชมวิวทิวทัศน์ มีกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์ต่างๆ เหมือนกับว่าถ้าไม่พูดถึงการบวช ถ้าเป็นกิจกรรมการเรียนรู้อะไรต่างๆ เพื่อดึงสมาธิให้เด็กๆ นั้นได้อยู่กับกิจกรรมนั้นนานๆ หรือเป็นการโน้มน้าวให้อยู่ในวัดนานๆ เป็นไปได้ไหม

    อ.คำปั่น จริงๆ แล้ว ถ้าหากว่ามีการกระทำอะไรก็ตามที่ถูกต้องดีงาม ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมสรรเสริญใช่ไหม แต่นี่คือเพศบรรพชิตจะต้องคล้อยตามพระธรรมวินัยทั้งหมด ทีนี้ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช่บรรพชิตก็คือไม่ใช่ภิกษุ ไม่ใช่สามเณร ก็จะต้องคล้อยตามพระธรรมคำสอนด้วย ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ทำ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นกิจกรรมดีๆ ต่างๆ ที่คฤหัสถ์ทำได้ก็สามารถที่จะปลูกฝังได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม สำคัญก็คือผู้ที่ปลูกฝังต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจด้วย สามารถที่จะกล่าวให้ได้เข้าใจความจริงตามความเป็นจริงด้วยว่านี่คืออะไร เป็นการค่อยๆ สอดแทรกความจริงที่เป็นพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เด็กได้ค่อยๆ รับรู้ในความจริง ถ้าเด็กมีความสนใจ ใส่ใจ ในกิจกรรมดีๆ ที่เป็นประโยชน์ ก็ตั้งมั่นในทางที่ดีงาม ในทางที่ถูกที่ควร

    คุณรัก ก็ไม่จำเป็นต้องบวช

    อ.คำปั่น ก็ไม่จำเป็นต้องบวช เพราะการบวชเป็นเพศที่สูงยิ่ง ไม่ใช่เพศคฤหัสถ์แล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำอะไรก็ตามที่ผิดในเพศบรรพชิต เป็นอันตรายมาก พระภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบท ไม่กระทำคืน มรณภาพไปก็อบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า สามเณรก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาอย่างยิ่ง เป็นเพศที่สูงยิ่งจริงๆ แล้วก็เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส แล้วก็ขออนุญาตนิดหนึ่งว่า การบวช ผู้ที่บวชตามพระธรรมวินัยจริงๆ จะไม่มีการกำหนดว่าจะบวชกี่วัน แสดงถึงความจริงว่าผู้นั้นมีความจริงใจ ขนาดว่าสละทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่จะไม่ย้อนกลับมาเป็นคฤหัสถ์ได้อีก นี่คือแสดงถึงความจริง แต่พอเข้าไปแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมวินัยก็มีมาก แต่ถ้าบางท่านที่ไม่สามารถจะรักษาพระวินัยได้ ท่านก็รู้ตัวเองว่าท่านไม่ สามารถที่จะดำรงตนอยู่ในเพศบรรพชิตได้ ท่านก็ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์ ไม่มีโทษเลยถ้ามีความประพฤติอย่างนี้

    คุณรัก พอฟังอย่างนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงคำๆ หนึ่งก็คือคำว่า ประเพณี ทำกันมานานแล้ว

    อ.กุลวิไล อย่างสงกรานต์ สามเณรเล่นน้ำ

    อ.คำปั่น ความเป็นสามเณรก็คือเหล่ากอหรือเชื้อสายของสมณะ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่สงบ สามเณรจะมาเล่นคะนอง คึกคะนองไม่ได้ เพราะว่าต้องไม่ลืมนะว่าสามเณรยังมีนอกจากสิขาบท ๑๐ แล้วยังจะต้องศึกษาสมาทานศึกษาในเสขียวัตรด้วย เพราะฉะนั้นการเล่นคะนองต่างๆ ก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีงาม ก็เป็นโทษสำหรับสามเณร แม้พระภิกษุเอง พระภิกษุเองที่มีความประพฤติอย่างนั้น ก็ผิดพระวินัย แล้วก็การเล่นน้ำสงกรานต์อาจจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องอาบัติได้หลายข้อทีเดียว อย่างเช่นถ้าเป็นสตรีมารดน้ำท่าน แล้วก็อาจจะถูกเนื้อต้องตัวท่าน แล้วท่านเกิดความยินดี เป็นอาบัติหนักเลยสังฆาทิเสส แล้วก็ยินดีในการที่มีการเอาน้ำอบน้ำหอมมาใส่ ก็เป็นอาบัติอีก เป็นโทษอีก รวมถึงสามเณรด้วย เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นประเพณีนี้จะต้องไม่เกี่ยวกับพระภิกษุและสามเณร เพราะว่าสามเณร และพระภิกษุจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ จะมาเล่นสงกรานต์เหมือนอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้ เป็นเพศที่สละจริงๆ เป็นเพศที่ขัดเกลาจริงๆ

    อ.กุลวิไล แล้วสามเณรจะรู้ไหมว่าสิ่งนี้เป็นอาบัติ

    อ.คำปั่น จริงๆ แล้วสามเณรไม่มีอาบัติ แต่ว่ามีการประพฤติที่ผิดพระวินัย มีการประพฤติที่ไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งจะต้องได้รับการตักเตือน ได้รับโอวาทจากพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ที่จะคอยพร่ำสอนให้รู้ว่าความจริงคืออย่างไร แต่ในสมัยนี้ เนื่องจากว่าผู้ที่เข้าใจพระธรรมวินัยมีน้อย จึงทำตามๆ กันมาในสิ่งที่ผิด ผิดต่อๆ มาโดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะกล่าวอธิบายให้เข้าใจว่าความจริงก็คืออย่างไร จนกว่าจะมีการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ แล้วก็มีความเคารพในคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ศึกษาพระวินัยโดยละเอียด จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าความประพฤติอย่างนี้ไม่เหมาะไม่ควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือว่าเป็นเด็กก็ตาม ที่บวชแล้วเป็นอย่างนั้นก็คือผิดพระวินัยทั้งหมด

    อ.กุลวิไล จะขอเรียนถามอาจารย์คำปั่นเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ชมทางบ้าน สามเณรถ้าเจอเงินอยู่ในบาตร ซึ่งจริงๆ แล้วสิกขาบท ๑๐ ข้อ สามเณรก็ต้องรู้ว่าไม่รับและยินดีในเงินและทอง แต่ในบาตรสามเณรมีเงิน สามเณรแก้ปัญหานี้อย่างไรที่เกิด

    อ.คำปั่น จริงๆ ก็ต้องปฏิเสธตั้งแต่ตอนแรกว่า สามเณรรับเงินและทองไม่ได้ คือต้องแสดงถึงอาการปฏิเสธ จะโดยการยกมือบอกว่ารับไม่ได้ก็ได้ หรือว่าจะปฏิเสธด้วยวาจาก็ได้ว่า เพศบรรพชิตไม่สามารถที่จะรับเงินและทองได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในบาตรของท่านก็แสดงว่าท่านรับแล้ว ยินดีแล้วจึงล่วงละเมิดสิกขาบทข้อนี้ เพราะฉะนั้นที่ถูกที่ควรตามพระวินัยจริงๆ จะต้องไม่รับ ถ้ามีญาติโยมเอาเงินมาถวายต้องมีการปฏิเสธ แล้วก็สามารถที่จะกล่าวคำจริงให้รู้ได้ว่า บรรพชิตไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือสามเณรรับเงินและทองไม่ได้ ต้องกล่าวคำจริง แต่ว่าสมัยปัจจุบันนี้คืออย่างไร เพราะว่าไม่เข้าใจความจริง จึงประพฤติปฏิบัติในทางที่ผิด ไม่เป็นไปตามพระวินัย

    ท่านอาจารย์ แต่คุณกุลวิไลอยากทราบ ว่าเราจะทำอย่างไรกับเงินในบาตร แค่หยิบทิ้งไปก็ได้แล้ว

    อ.คำปั่น ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ง่ายมากไม่ต้องทำอะไรเลย

    อ.คำปั่น ใช่

    อ.กุลวิไล เอาไปให้แม่ แม่เอาไปให้วัด

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ให้ใครก็คือยังไม่สละ แต่ถ้าทิ้งคือไม่ได้ให้ใคร ทิ้งไปเลย

    คุณรัก สังเกตเห็นเวลาใส่บาตร สามเณรเดินเรียงแถวกันมาสวยงาม ใส่บาตรเสร็จให้พรได้ไหม ผิดไหม

    อ.คำปั่น ไม่ได้

    คุณรัก เห็นสวดให้พรยาวเลย

    อ.คำปั่น จริงๆ ต้องมีความเข้าใจในส่วนนี้ว่า พรคืออะไร พรคือสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ ใช่ไหม คฤหัสถ์ที่ทำดี ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ความดีก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องไปขอจากใคร แต่ที่นี้ในคำที่พระภิกษุสามเณรกล่าวในขณะที่บอกว่าให้พรขณะบิณฑบาต คำที่ท่านกล่าวเป็นพระธรรม ก็คือท่านก็แสดงถึงความจริงว่า ธรรม ๔ ประการคืออายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติกราบไหว้ แสดงถึงธรรม ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก ในขุททกนิกายคาถาธรรมบท ถ้ามีการกล่าวอย่างนี้ก็คือแสดงธรรม แล้วขณะที่บิณฑบาตร พระภิกษุก็ยืนรับบิณฑบาตรใช่ไหม ส่วนใหญ่คฤหัสถ์พอใส่บาตรเสร็จก็จะนั่ง แล้วสามเณรหรือว่าพระภิกษุก็จะกล่าวบทนี้ แสดงว่ากล่าวธรรม พระภิกษุอยู่ในอิริยาบถที่ลำบากคือยืน แต่ผู้ฟังอยู่ในอิริยาบถที่สบายคือนั่ง แสดงถึงความจริงว่าพระภิกษุสามเณรนั้นไม่มีความเคารพในธรรม ถ้าเป็นพระภิกษุ เป็นอาบัติทุกกฏ ผิดในข้อเสขียวัตร แต่ถ้ามีการยืนเหมือนกันในอิริยาบถที่เสมอกันก็ไม่เป็นอาบัติ แต่จะเป็นอาบัติข้ออื่นได้ อย่างเช่นบางท่านเขาก็ส่งเสียงดังมาก ดังลั่นเลย ส่งเสียงดังในละแวกบ้านไม่ได้ ก็ผิดพระวินัย เพราะฉะนั้นความเป็นบรรพชิตเป็นเพศที่จะต้องขัดเกลาอย่างยิ่ง จะทำผิดไม่ได้เลย

    คุณรัก ฟังแล้วละเอียดอ่อนมากๆ จริงๆ ประเด็นก็คือว่า พอพ่อแม่ ผู้ปกครองท่านอาจารย์บอกว่าต้องศึกษาธรรมก่อน ความเข้าใจธรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะเริ่มอย่างไร หลายท่านไม่เข้าใจว่าศึกษาธรรมจะเริ่มอย่างไร เพราะทุกท่านคิดว่าธรรมอยู่ในวัด ธรรมอยู่ที่ผ้าเหลือง ห่มแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง รู้นิดรู้หน่อยก็ยังดีกว่าไม่รู้ ยังดีกว่าไม่เข้าใจอะไรเลย คิดกันอย่างนั้นเป็นส่วนใหญ่ เริ่มอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คุณคำปันเริ่มอย่างไร เริ่มแล้ว

    อ.คำปั่น จริงๆ ก็คือรู้ว่าไม่รู้ ถ้าจะเริ่มจริงๆ ก็คือรู้ว่าตัวเองไม่รู้ความจริง ก็ต้องศึกษาพระธรรม พระวินัย ด้วยความเคารพจริงๆ เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ก็คือเริ่มที่จะฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำๆ ให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง แม้แต่บวชต้องเข้าใจว่าบวชคืออะไร แม้แต่สามเณรคือใคร ภิกษุคือใคร ถ้าเข้าใจความจริง เริ่มต้นถูกต้อง ทุกอย่างถูกต้องทั้งหมด แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปัญหา

    คุณรัก เริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก

    อ.คำปั่น เริ่มต้นผิด ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเข้าใจตั้งแต่ต้นจึงผิด เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็คือ เริ่มต้นที่จะฟังพระธรรมด้วยความเคารพจริงๆ

    ท่านอาจารย์ แล้วคุณกุลวิไลเริ่มต้นอย่างไร จากไม่รู้

    อ.กุลวิไล ก็ต้องฟัง แต่ถ้าเขาไม่มีอัธยาศัยในการฟังก็ลำบาก เพราะว่าชาวพุทธก็พุทธโดยการที่เกิดมาเป็นชาวพุทธแต่ไม่ศึกษาพระธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด มีทางเดียวคือฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากข้อความในพระไตรปิฎก ซึ่งแต่ละคำต้องไตร่ตรองแต่ละคำ แล้วสอดคล้องกันทั้งหมดทั้ง ๓ ปิฎก


    หมายเลข 10847
    19 เม.ย. 2569