001 สนทนาพิเศษ ประเด็นสามเณร
สนทนาพิเศษ เรื่องสามเณร
ที่ บ้านคุณจักรกฤษณ์ และคุณชฎาพร เจนเจษฎา
วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
ตอนที่ ๑
คุณรัก ช่วงสนทนาพิเศษ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันในประเด็นเรื่องของ สามเณร โยงไปถึงเรื่องของพระธรรมวินัยด้วย แน่นอนว่าวันนี้เราได้รับเกียรติจากวิทยากร จากมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่จะมาร่วมพูดคุยกัน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มีอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย อาจารย์กุลวิไล สุทธิลักษณวนิชและอาจารย์อรรณพ หอมจันทร์ สวัสดีทั้ง ๔ ท่านค่ะ
วันนี้ก็จะมาพูดคุยกันในประเด็นเรื่องของสามเณร อาจารย์อรรณพมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ วันนี้ที่เราจะมาพูดคุยกัน
อ.อรรณพ ประเด็นแรกที่สำคัญที่สุด ถ้าเข้าใจประเด็นนี้แล้วก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เลย แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปตามความถูกต้อง ก็คือสามเณรตามพระธรรมวินัย หรือสามเณรที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎก มีแสดงไว้อย่างไร ซึ่งก็จะขอสนทนาเลย อาจารย์คำปั่นขอความหมาย สามเณรมีความหมายอย่างไร เพราะเราได้ยินแล้วก็ติดปากกัน สามเณรๆ บางคนก็เลยคิดว่ามีเลขหนึ่งสองสามอะไรหรือเปล่าก็คิดไปอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วคำว่าสามเณรโดยศัพท์แปลว่าอะไร
อ.คำปั่น ความหมายของสามเณร จริงๆ ไม่เกี่ยวกับเลขสามเลย เพราะว่าอันนี้เป็นพยัญชนะที่เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่า สา-มะ-เน-ระ ซึ่งโดยความหมายของสามเณร หมายถึงบุคคลผู้ที่เป็นเหล่ากอของสมณะ หรือว่าบุคคลผู้เป็นเชื้อสายของสมณะ ซึ่งเป็นเพศบรรพชิต เพราะว่าเป็นบุคคลผู้ที่สละความเป็นคฤหัสถ์ มุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง เพื่อที่จะศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลส แล้วก็มีความประพฤติเหมือนอย่างพระภิกษุ เพราะว่าไม่ใช่จะมาเป็นคฤหัสถ์อีกต่อไปแล้ว เป็นเพศที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นสามเณรจึงเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม จึงจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากการได้สละความเป็นคฤหัสถ์ มุ่งสู่ความเป็นบรรพชิต เพราะจะมีคำว่าเชื้อสายของบุคคลผู้สงบ เพราะฉะนั้นสงบต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่เข้าใจความจริง จึงสามารถที่จะสงบจากกิเลสทั้งหลาย มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้นได้ นี่คือความหมายของสามเณรด้วย โดยสรุปก็คือบุคคลผู้ที่เป็นเหล่ากอของสมณะ หรือว่าบุคคลผู้ที่เป็นเชื้อสายของสมณะ
คุณรัก ประวัติความเป็นมาสามเณร ถ้าพูดถึงความหมายแล้ว ประวัติเป็นมาอย่างไร
อ.คำปั่น หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงมีพระมหากรุณาที่จะแสดงธรรมเกื้อกูลแก่สัตว์โลก พระองค์ก็ทรงประกาศพระศาสนา พอมีพระสาวกก็คือมีพระภิกษุทั้งหลายที่เป็นพระอรหันต์มากขึ้น พระองค์ก็ทรงส่งพระสาวกทั้งหลายไปประกาศพระพุทธศาสนา ซึ่งก็มีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมมากมาย ซึ่งในตอนนั้นผู้ที่เป็นพุทธบริษัท ก็จะมีพุทธบริษัท ในช่วงแรกมีภิกษุบริษัท มีอุบาสก อุบาสิกาแล้วด้วย แต่ว่าสามเณรยังไม่มีในขณะนั้น
สามเณรเกิดขึ้นเมื่อใด เกิดขึ้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปที่กรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งก็ไปโปรดพระพุทธบิดาผ่านมาในวันที่ ๗ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ในพรรษาต้นๆ พระนางยโสธราพิมพา ประดับตกแต่งพระกุมารก็คือราหุลกุมาร ซึ่งก็เป็นอดีตพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางก็ประดับตกแต่งพระกุมาร เพื่อที่จะส่งไปขอราชสมบัติจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในว่า การที่จะพระราชทานสมบัติซึ่งเป็นสมบัติในภายนอก ก็จะเป็นเหตุให้มีการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราจะประทานโลกุตรทรัพย์ ก็คือทรัพย์ที่ประเสริฐที่ทำให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากกิเลสทั้งหลาย แล้วพระองค์ก็ตรัสให้พระสารีบุตรบวชให้กับราหุลกุมาร ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีการบวชเป็นสามเณร พระสารีบุตรก็ได้กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า จะบวชให้ราหุลกุมารอย่างไร พระองค์ก็ตรัสแสดงว่า การที่จะบวชให้กุมารหรือว่าเด็ก จะบวชด้วยการให้รับสรณคมน์ ก็คือบวชเป็นสามเณรด้วยการรับสรณคมน์ ก็คือเปล่งวาจาที่จะขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง เป็นครั้งที่หนึ่งแล้ว ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม แสดงถึงความเป็นผู้มั่นคงจริงใจที่จะเข้าสู่เพศบรรพชิต นี่คือความเป็นมาของสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ก็คือราหุลสามเณร
ซึ่งในประวัติแสดงไว้ว่า พระมหาโมคัลลานะเป็นผู้ที่ปลงพระเกศาให้กับราหุลกุมาร แล้วก็ประทานผ้ากาสาวะ ส่วนพระสารีบุตรเป็นผู้ที่ให้สรณคมน์ โดยมีพระมหากัสสปะเถระเป็นผู้ที่เป็นอาจารย์คอยพร่ำสอนให้โอวาท ความเป็นไปของราหุลสามเณรนี้ เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีอย่างยิ่งในการที่จะศึกษาพระธรรมคำสอน กำเม็ดทรายขึ้นมาเป็นกำมือ ด้วยการที่ตั้งใจว่า ขอให้ได้ฟังพระโอวาสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ฟังโอวาสจากอาจารย์เท่ากับเม็ดทรายที่กำขึ้นมา แสดงถึงเลยว่าเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยน้อมไปจริงๆ ที่จะรับคำพร่ำสอนด้วยความเคารพ เป็นผู้ที่ใคร่ต่อการศึกษา นี่คือกล่าวถึงสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนาคือราหุลสามเณร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา
คุณรัก เราก็จะเห็นถึงตัวอย่างในพุทธกาล ถึงพระราหุลที่เป็นสามเณรรูปแรก เห็นถึงคุณค่าหรือว่าทรัพย์สมบัติที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งผู้ให้และผู้รับ ถึงได้บวชเป็นสามเณร ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง
ท่านอาจารย์ ก็มีความเห็นว่า สามเณรไม่ใช่บวชง่าย หรือว่าใครก็ตามจะเป็นสามเณรได้ สามเณรไม่ใช่เด็กเล็กๆ น่ารักที่ใส่จีวร เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าสามเณรเป็นเชื้อสายของพระภิกษุ และพระภิกษุก็ได้รับอุปสมบท ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตที่สงบ เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจธรรม เพราะจะต้องขัดเกลากิเลสด้วยธรรม ไม่ใช่ว่าใครอยากจะขัดเกลากิเลสก็ขัดได้ แต่ต้องรู้เลยว่า กิเลสคืออะไร ทุกอย่างละเอียดมาก ด้วยเหตุนี้ สามเณรไม่ใช่เด็กน่ารัก ใส่จีวร เดินเล่นตามชายหาดหรืออะไรอย่างนั้น อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แล้วอีกประการหนึ่ง ชาวพุทธเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร เพราะเหตุว่าไม่ใช่มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวที่ได้ตรัสรู้ แต่ได้ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นมีความเข้าใจ คนนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม มิฉะนั้นประโยชน์อะไรต่อการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีใครเข้าใจธรรมเลย แต่เมื่อเข้าใจธรรมแล้ว ปัญญาที่เข้าใจนั้นก็สามารถที่จะรู้จักตัวเองได้ตามความเป็นจริงว่า มีอัธยาศัยอย่างไร เพราะเหตุว่าการขัดเกลากิเลสไม่ใช่วันเดียว สองวัน สิบปี ยี่สิบปี ร้อยปี หรือชาติหนึ่งชาติใด แต่ต้องนานมาก ถ้ารู้ความจริงว่ากิเลสมาก ละเอียด ลึก หนาแน่น
เพราะฉะนั้นต้องเป็นคำที่ช่วยให้เกิดปัญญา ความเข้าใจถูก ซึ่งจะหาได้จากใคร ไม่มีใครที่จะให้คำที่ทำให้เข้าใจ รู้จักกิเลสและขัดเกลากิเลส ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังพระธรรมด้วยความเคารพในครั้งนั้น เห็นอัธยาศัยของตนที่ได้สะสมมา ซึ่งตอนฟังท่านก็ไม่รู้หรอกว่าท่านจะได้ขัดเกลากิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่เมื่อฟังแล้วใครจะคิดบวช ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ได้ฟังในที่นั่นบวชทุกคน แต่ในบรรดาผู้ที่ฟังใครคิดบวช ต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยที่มั่นคง และก็เคารพจริงๆ ว่าจะดำเนินรอยตามที่พระผู้มีพระภาคได้ดำเนิน
เพราะฉะนั้นในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาต มีพระภิกษุเดินตามหลัง อากัปกิริยาอย่างเดียวกัน ไม่ว่าในกาลไหน พระภิกษุต้องมีกิริยาอาการตามพระวินัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้อย่างละเอียดยิ่ง ให้เห็นคุณค่าของการที่บุคคลใดจะเป็นภิกษุ ไม่ใช่ว่าจะทำเหมือนเดิมนั่ง นอน ยืน เดิน หัวเราะสนุกสนานเหมือนเดิม แต่ว่าต้องเป็นตามพระธรรมวินัยซึ่งละเอียดยิ่ง ตั้งแต่เล็กน้อยที่สุดจนถึงการกระทำซึ่งชาวบ้านทำ แต่ว่าเป็นปาราชิกภิกษุทำไม่ได้ ขาดจากความเป็นภิกษุ หมายความว่าต้องกลับไปสู่เพศคฤหัสถ์ เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตไว้ได้
เพราะฉะนั้นสามเณรก็คือ ผู้ที่เป็นเชื้อสายพระภิกษุ พระภิกษุทำอย่างไร สามเณรต้องทำอย่างนั้น ภิกษุศึกษาธรรม ฟังธรรม สามเณรต้องฟังธรรม เข้าใจธรรม พระภิกษุกิริยาอาการอย่างไรตามพระวินัย สามเณรก็ต้องประพฤติอย่างนั้น เพียงแต่ว่าไม่มีโทษเท่าพระภิกษุ เพราะเหตุว่ายังไม่ถึงวัยที่สามารถที่จะมั่นคงเป็นพระภิกษุที่จะรักษาพระวินัยได้ทุกข้ออย่างละเอียดยิ่ง
คุณรัก พอท่านอาจารย์บอกว่า การที่จะบวขเป็นสามเณรต้องตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคลที่สะสมมา พวกเราหรือว่าตัวดิฉันเองก็อยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วบางทีอัธยาศัยจะเป็นในแง่ของผู้ปกครองมากกว่าที่จะเป็นอัธยาศัยของของเด็กนั้นๆ ด้วย
อ.อรรณพ ผู้ปกครองอยากให้บวช
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมผู้ปกครองอยากให้บวช ผู้ปกครองรู้จักพระวินัยหรือเปล่า เพราะว่าการบวชจากเพศคฤหัสถ์สู่บรรพชิตต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติทุกข้อไม่เว้น เพราะฉะนั้นถ้ารู้ก่อนว่าพระวินัยเป็นอย่างไร และอยากให้ลูกบวช
คุณรัก แปลว่ายุคสมัยก่อน สามเณรแต่ละรูปนั้นต้องรู้อัธยาศัย แปลว่ามีการสะสมนิสัยมาที่จะพิจารณาเองได้ว่าสนใจที่จะบวช
อ.อรรณพ ว่าควรจะบวชหรือไม่
คุณรัก แต่ยุคสมัยนี้ดิฉันไม่มั่นใจเลยในประเด็นนี้
ท่านอาจารย์ ยุคสมัยนี้มีใครรู้พระวินัยบ้าง
อ.อรรณพ ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เสขิยวัตรจากเราเป็นคฤหัสถ์ทำทุกอย่างสบายตามใจ แต่ทั้งหมดเมื่อได้เข้าสู่เพศบรรพชิต ซึ่งหมายความถึงทั้งภิกษุและสามเณรผู้ดำเนินรอยตามเชื้อสายของพระภิกษุต้องประพฤติอย่างพระภิกษุทั้งหมดเลย แล้วทำได้ไหม รู้หรือเปล่า สักข้อหนึ่งรู้หรือเปล่า
คุณรัก อยากให้คุณคำปั่นขยายสักนิด ความต่างสามเณรกับพระภิกษุ อย่างตัวดิฉันเองนี้ก็อาจจะไม่ได้ศึกษาเรื่องของพระธรรมวินัยมากนัก ก่อนที่จะบวชจะพิจารณาได้อย่างไรว่า อัธยาศัยเหมาะกับสามเณรหรืออัธยาศัยเหมาะกับการบวชพระภิกษุ
อ.คำปั่น การที่จะมีโอกาสได้เข้าใจความจริง ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้ฟังคำนั้นๆ ว่ามีความละเอียดอย่างไร คำแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง จะชัดเจนขึ้นเมื่อไตร่ตรองตามความเป็นจริง ซึ่งก็จะตรงกับพระธรรมคำสอนทั้งหมด แม้แต่คำว่าภิกษุก็ดีหรือว่าสามเณรก็ดี ซึ่งก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พระภิกษุบ้าง สามเณรบ้าง แต่ยังไม่มีความเข้าใจแน่นอน จนกว่าจะมีโอกาสได้ศึกษา พระธรรมด้วยความเคารพจริงๆ ว่าหมายถึงอะไร แม้แต่คำว่าภิกษุเอง ถ้ากล่าวถึงความหมาย หมายถึงผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ ก็แสดงแล้วว่าผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรม เป็นผู้ที่เข้าใจในสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง แล้วก็รู้ถึงอัธยาศัยของตนเองว่า สามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือน สละทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง เพื่อที่จะมุ่งสู่เพศที่สูงยิ่งได้หรือไม่ สละโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย บางท่านเป็นพระราชา บางท่านเป็นเศรษฐี บางท่านเป็นพ่อค้า สละทั้งหมดเลย ทรัพย์สมบัติทั้งหมด สละทั้งหมดไม่มีความอาลัยแม้แต่น้อย แล้วก็มุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง เพื่อศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเอง คล้อยตามความประพฤติเป็นไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ แล้วก็อีกความหมายหนึ่งของภิกษุก็คือ ผู้ที่ประพฤติคุณความดีในเพราะการขอ เพราะเหตุว่า ความเป็นอยู่ของพระภิกษุก็อาศัยชาวบ้าน อาศัยศรัทธาของชาวบ้าน ที่ถวายภัตตาหาร ถวายสิ่งต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องอุปการะให้ชีวิตเป็นไปได้ ท่านเหล่านี้พอได้รับแล้ว ก็เป็นผู้ที่รู้คุณ ก็มีการศึกษาธรรมให้สมกับข้าวแต่ละเม็ดๆ ที่ชาวบ้านถวาย
นอกจากนั้น ความเป็นพระภิกษุก็คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพร้อมที่จะรับฟังพระธรรมคำสอนของพระองค์ทุกเมื่อ ก็แสดงถึงว่าผู้ที่มีอัธยาศัยอย่างนี้จึงไม่ใช่บุคคลที่ไม่รู้ความจริง แต่ว่าเป็นบุคคลที่เข้าใจธรรมตามความจริง รู้อัธยาศัยของตนเองจริง สามารถที่จะสละสิ่งเหล่านี้ได้ เพื่อที่จะเป็นเพศที่สูงยิ่งคือเพศพระภิกษุ ซึ่งเป็นผู้ที่รองรับความเป็นพระอรหันต์ทีเดียว นี้คือเพียงแค่ภิกษุ ยังละเอียดมากเพียงนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะบวชเป็นพระภิกษุได้ไม่ใช่เรื่องของการชักชวน ไม่ใช่เรื่องของการบังคับ ไม่ใช่เรื่องการเกณฑ์ แต่ว่าเป็นเรื่องของอัธยาศัยของผู้นั้น ที่สะสมมาที่จะอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต
คุณรัก แล้วสามเณร
อ.คำปั่น ก็อย่างที่ได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้น ก็คือผู้ที่เป็นเชื้อสายหรือว่าเป็นเหล่ากอของสมณะ ซึ่งในการบวชเป็นสามเณรก็ไม่ได้จำกัดอายุที่ตายตัวลงไป ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่เหมือนกับพระภิกษุ พระภิกษุก็คือต้องมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์จึงจะบวชเป็นพระภิกษุได้ แต่ถ้าเป็นสามเณร ผู้นั้นในพระวินัยแสดงว่า ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่รู้เดียงสา คือสามารถที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร สามารถที่จะจับก้อนข้าว ไล่กาได้ นี่คือแสดงความเป็นไป แแต่ลึกๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่นี้ แต่ว่าแสดงถึงความเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม เห็นประโยชน์ของการที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต แต่ว่ายังไม่ถึงความเป็นพระภิกษุก็บวชเป็นสามเณร หรือบรรพชาเป็นสามเณร
เหมือนอย่างสามเณรในสมัยพุทธกาล ซึ่งก็มีหลายท่าน อย่างเช่น ตั้งแต่รูปแรกก็คือราหุลสามเณร สามเณรท่านอื่นๆ ก็มีสังกิจจสามเณร ปิโลติกกะสามเณร เป็นต้น มากมาย ซึ่งเป็นผู้ที่มีอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ท่านก็เป็นสามเณร มีการศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสของตนเอง พร้อมที่จะรับฟังโอวาสจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากอาจารย์ทั้งหลายด้วยความเคารพ เพื่อความเข้าใจความจริง นี่คือความเป็น สามเณร ไม่ใช่อาศัยความเป็นเด็ก แล้วก็เป็นผู้น่ารัก ไม่ใช่เลย เกณฑ์ของความเป็นสามเณรไม่ได้อยู่ที่ความน่ารัก แต่ว่าอยู่ที่อัธยาศัยของผู้นั้นที่จะศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลสในเพศที่ไม่ใช่คฤหัสถ์แล้ว
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ ผมกราบเรียนขอความชัดเจนว่า ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงทรงมีพระพุทธานุญาตให้เด็กเบวชเป็นสามเณร ทำไมไม่รอให้เป็นภิกษุทีเดียวเลย
ท่านอาจารย์ เด็กฉลาดมีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ ผู้ใหญ่ไม่ฉลาดมีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอายุจะจำกัดไหมว่า ต้องเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน ถ้าผู้นั้นสามารถที่จะเข้าใจธรรม ที่สำคัญที่สุดที่คนลืมความละเอียด คือพระธรรมทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญาไม่รู้อะไรเลย แล้วก็จะบวช ด้วยเหตุนี้ที่ทุกคนขาดการพิจารณาก็คือว่า ผู้นั้นบวชทำไม แม้สามเณรต้องสละใช่ไหม
อ.อรรณพ สละ
ท่านอาจารย์ คิดดู คุณรักสละได้ไหม ถ้าไม่เข้าใจธรรมละเอียดยิ่ง ละเอียดยิ่งไม่ได้หมายความว่าเข้าใจเฉพาะธรรม แต่ต้องอัธยาศัยของตน ซึ่งเป็นธรรมที่ได้สะสมมา ถ้าไม่ได้สะสมมาที่จะประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต คฤหัสถ์ทั้งหลายฟังธรรม เข้าใจธรรมและก็เป็นพระอริยบุคคล ดับกิเลสตามลำดับขั้นจนถึงความเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงบวช
เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่า การบวชไม่ใช่เรื่องของปัญญา ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าจะสละอาคารบ้านเรือนทรัพย์สมบัติได้ไหม ถามทุกคนเดียวนี้ที่เป็นคฤหัสถ์ สละได้ไหม ไม่ได้เพราะอะไร แล้วถามคนที่สละ ใช้คำว่าสละ หมายความว่าไม่ติดข้อง ทิ้งหมด เพราะเห็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่านั้นคือปัญญา ซึ่งรู้ว่ายากแสนยากในชีวิตกว่าปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น ถ้าสามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือน แสดงว่าคนนั้นสะสมกำลังของปัญญามาพอ
เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่เป็นคฤหัสถ์ ฟังพระธรรม แต่ว่าอัธยาศัยไม่ได้สะสมมาพอที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต เพราะฉะนั้นพระภิกษุหรือสาม เณรทั้งหมดต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าขาดปัญญาไม่ได้ ขาดความเข้าใจธรรมไม่ได้ ไม่ใช่ว่าใครก็ตามอยากบวช อายุเท่าไหร่ก็ได้ หรือเณรก็ถูกบอกให้บวชก็บวช นั่นไม่มีเรื่องของปัญญา แสดงว่าไม่เห็นคุณค่าของพระธรรม ว่าพระธรรมสำหรับขัดเกลากิเลส และต้องเป็นผู้ที่ตรง ไม่ใช่ว่าอยากบวชเท่านั้น แต่ไม่ศึกษาพระธรรมเลย ไม่เข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นเป็นอันตราย และเป็นโทษทั้งตนเองและคนอื่น
คุณรัก บางทีดิฉันเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าการบวชเข้าวัด ก็คือการขัดเกลา คือเหมือนกับว่าถ้าไม่รู้หนังสือก็ไปโรงเรียน เพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ ไม่ต้องมา
ท่านอาจารย์ แล้วเรียนหนังสือขัดเกลาอะไร เห็นไหม เข้าใจผิดหมด คือไม่เข้าใจคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เข้าใจคุณของพระธรรม
คุณรัก ท่านอาจารย์บอกว่าสละใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สละในหลายสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง คือการที่จะขัดเกลากิเลส ผู้นั้น ต้องเห็นโทษของกิเลส กิเลสไม่มีใครจะไปละได้ ปัญญาเท่านั้นที่ค่อยๆ เข้าใจความจริงเท่านั้น ที่ละความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลส เพราะฉะนั้นกิเลสทั้งหลายต้องละด้วยความรู้ ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ เอาความอยากและความไม่รู้แล้วก็ไปสู่เพศบรรพชิต ซึ่งไม่เข้าใจธรรม เพราะว่าต้องเข้าใจธรรมก่อน จึงจะเป็นผู้ตรง จึงจะดำเนินชีวิตในเพศของบรรพชิตได้
คุณรัก สรุปว่าต้องเข้าใจก่อนถึงจะตัดสินใจ รู้อัธยาศัยของตัวเอง แต่ดิฉันเชื่อเหลือเกิน ท่านผู้ชมส่วนใหญ่ทางบ้านก็ยังน่าจะเชื่อคล้ายๆ กับที่ดิฉันคิดก็คือ คิดว่าอัธยาศัยอยากบวชแน่
ท่านอาจารย์ อยากบวช อยากแน่ๆ เลยเหรอ โกนผมอยากโกนผม อยากไม่กินข้าวเย็น
คุณรัก คือเขาทราบว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เขาได้ขัดเกลาไม่มากก็น้อย
ท่านอาจารย์ ขัดเกลาอะไร
คุณรัก ขัดเกลากิเลส
ท่านอาจารย์ กิเลสคืออะไร
คุณรัก ก็คือความอยากทั้งหลาย
ท่านอาจารย์ แล้วก็เอาความอยากไปละความอยากได้ไหม
อ.อรรณพ เช่นจะได้ขัดเกลาความอยากที่จะกินอาหารหลังเที่ยง
คุณรัก อย่างน้อยก็ได้ขัดเกลาในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ ไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่า ทำไมจึงไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ไม่มีปัญญาสักอย่าง แต่สำหรับพระพุทธศาสนาต้องไม่ลืม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ความจริงของทุกอย่างถึงที่สุดทุกคำ เพราะฉะนั้นแม้แต่การที่จะไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ก็ต้องมีเหตุผลใช่ไหม นี่อยากบวช แต่อยากกินข้าวเย็น แล้วอย่างไร แล้วจะบวชได้ไหม คือทั้งหมดไม่เกี่ยวกับปัญญาสำหรับยุคสมัย ซึ่งเพียงบวชเพราะอยาก แต่ว่าในสมัยโน้น หรือสมัยใดก็ตาม ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้ ไม่มีที่จะหาได้ง่ายๆ หรือใครก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเป็นเรื่องของผู้ฟังซึ่งเคารพและไตร่ตรอง ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้ทุกคนบวช ทรงแสดงธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนต้องไปบวช เพราะอะไร
คุณรัก ถ้าการบวช หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่า ก็คือการอบรมเจริญปัญญาที่จะเหมือนกับว่า บวชไปแล้วจะได้มีปัญญามากขึ้น
ท่านอาจารย์ หลายๆ ท่านคิดเอง ชาวบ้านคิดเองหมด ใครก็ตามที่ไม่ได้ศึกษาธรรม คิดเองหมด แล้วจะถูกไหม คิดเองนี่ถูกไหม แม้แต่ว่าที่จะอบรม อบรมอะไร คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำต้องตั้งต้นคืออะไร เพื่ออะไร มีเหตุผลอย่างไร ไม่ใช่ทำไปด้วยความไม่รู้ ถ้าทุกคนบวชด้วยความไม่รู้ จะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม จะเป็นพุทธไหม
คุณรัก เป็นตัวแทนของของหลายๆ ท่านทางบ้าน พยายามจะถามในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ก็มองว่าภิกษุหลายรูปในปัจจุบัน เป็นผู้รู้สำหรับชาวบ้าน
ท่านอาจารย์ แค่นี้
คุณรัก เพราะชาวบ้านจะมาศึกษาเองก็คงจะไม่ได้
ท่านอาจารย์ แค่นี้
อ.อรรณพ ก็เลยต่อเนื่องเชื่อมโยงมากับการที่จะเอาลูกหลานมาบวชเณรไปก่อน เพราะว่าได้มีภิกษุช่วยสอน
ท่านอาจารย์ เราก็ลืมเสมอ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ลึกซึ้งไหม ยากไหม เข้าใจหรือเปล่า เพื่อความเข้าใจหรือเพื่อคิดเอาเอง