005 การบวชตามพระธรรมวินัย


    ท่านอาจารย์ พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็เมื่อมีผู้ที่เข้าใจพระธรรม แล้วก็ถ้าเป็นพระภิกษุที่จัดเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มิฉะนั้นแล้วก็ทำลายพระศาสนา ไม่ว่าจะโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจธรรม แล้วจะบวชทำไม ถ้าบวชก็คือว่าเมื่อไม่เข้าใจธรรมแล้วบวช จึงทำลายคำสอนของพระบรมศาสดา เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจเลยว่าแต่ละคำของพระองค์เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเมื่อไม่รู้แล้วเอาความคิดของตัวเองพูดเอง สอนเองทุกอย่าง ที่ตรงกันข้ามกับพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นจึงเป็นโทษอย่างยิ่ง เช่น สำนักปฏิบัติวิปัสสนาทำลายพระศาสนาแน่นอน

    เพราะเหตุว่าเมื่อไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเห็นผิด คิดว่าพระศาสนาง่ายมาก บางคนก็กล่าวเลยพุทธศาสนาง่าย ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท เพราะเหตุว่าพุทธบริษัทแม้แต่คำเดียวของพระองค์ ก็ต้องศึกษาให้สอดคล้องกัน เพราะเหตุว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ตามลำดับของการเจริญปัญญา เช่น ขณะนี้พูดถึงเห็น ทุกคนก็ธรรมดา เห็น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็นไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่มีจริงคือเป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แค่นี้ ง่ายหรือที่จะรู้ แล้วถ้าไม่ควรรู้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสไว้ทำไม เพราะเห็นทุกวัน ไม่รู้ทุกวัน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามีผู้ที่ตรัสรู้ความจริงสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา ที่จะถึงการที่จะรู้ความจริงอย่างพระองค์ได้ จึงสมควรที่จะขัดเกลากิเลสตามเพศ แล้วแต่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต แต่ต้องเข้าใจพระธรรม เพราะพระธรรมเป็นวินัย นำกิเลสออก เพราะรู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา

    ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งชัดเจนว่า ถ้าพระศาสนาไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเลย ก็อันตรธาน แม้ใครก็ตามเดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่เข้าใจพระธรรม พระธรรมก็อันตรธานแล้วจากคนนั้น ไม่ต้องไปคอยถึงกี่พันปี อันตราธานเดี๋ยวนี้ที่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมอย่างถูกต้อง และถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ทั้งหมดเป็นการทำลายพระพุทธสาสนา แม้แต่คำสั้นๆ ว่า เมื่อไม่รู้พระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรม แล้วบวช เมื่อบวชแล้วก็ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่รักษาพระวินัย แล้วจะบวชทำไมเพราะฉะนั้นคำตอบก็คือ บวชทำลายพระศาสนา ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม และไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

    อ.อรรณพ เมื่อไม่มีความเข้าใจพระธรรมวินัยแล้วมาบวช พอบวชแล้วก็จะเป็นผู้นำในการทำลายพระธรรม ซึ่งเป็นจุดสำคัญก็คือพระธรรม ก็คือหนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่ปรากฏ ก็ปฏิเสธ แล้วก็ให้ไปทำ ให้ไปสำนักปฏิบัติอะไรต่างๆ ก็เป็นการบวชเข้าไปเพื่อเป็นผู้นำในการทำลายพระธรรม อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง ส่วนพระวินัย เมื่อบวชไปแล้วไม่ได้เข้าใจ จะทำลายพระวินัยอะไรบ้าง จะยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็ได้

    อ.คำปั่น เพราะว่าผู้ที่บวชจริงๆ แล้ว เป็นผู้ที่มีอัธยาศัย รู้จักตัวเองว่าสามารถที่จะศึกษาพระธรรม อบรมปัญญา ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตได้ จึงจะเป็นผู้สมควรบวช ถ้ามีความตั้งใจอย่างนี้ เห็นประโยชน์จริงๆ ผู้นั้นก็จะได้รับประโยชน์ในเพศบรรพชิต มีการศึกษาธรรม ขัดเกลากิเลสและก็รักษาสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ โทษใดใดก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เพราะไม่ศึกษาพระธรรม และไม่เข้าใจพระวินัย จึงมีการกระทำอะไรที่ผิดมากมาย ล่วงละเมิดสิกขาบทต่างๆ การล่วงละเมิดสิกขาบท ไม่ว่าจะเป็นสิกขาบทใดก็ตาม ก็แสดงว่าผู้นั้นมีความประพฤติที่ตรงข้ามกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการกระทำที่ไม่คล้อยตามความประพฤติเป็นไปของพระองค์

    อย่างในเรื่องของการรับเงินและทองยกตัวอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ชัดเจนว่าภิกษุใดก็ตามที่รับหรือว่าให้ผู้อื่นรับเงินและทอง หรือยินดีในเงินและทองที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้เพื่อตน เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งจะต้องสละเงินนั้นก่อน จึงจะแสดงอาบัติได้ ถ้าผู้นั้นไปบอกว่า รับเงินได้ สามารถที่จะรับเงินได้ แม้ไม่มาก รับเพียงเล็กน้อยก็ได้ ผู้นั้นก็กล่าวบิดเบือนจากพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ตนเองก็เป็นโทษแล้วที่ล่วงพระวินัย และก็ยังกล่าวบิดเบือนความจริงให้ผู้อื่นได้รู้อีก เป็นการยิ่งเพิ่มความไม่รู้ให้กับผู้อื่น เพิ่มความหลงผิดให้กับคนอื่น ก็เป็นการทำลายพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระวินัยนี้เป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา และถ้ามีการตั้งสำนักปฏิบัติที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่ คำสอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ไม่รู้ความจริง เป็นการกล่าวเท็จทั้งหมด เป็นมุสาวาสทั้งหมด และที่สำคัญก็คือทำลายทั้งพระวินัย แล้วก็คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโทษทั้งกับตนเองและผู้อื่นด้วย

    อ.อรรณพ ทำลายทั้งธรรม ซึ่งธรรมที่เป็นหลักก็คือการอบรมเจริญปัญญา เป็นหนทางในการดับกิเลสถูกทำลายอย่างหนักมาก ด้วยการให้ไปปฏิบัติต่างๆ นั่นคือสำคัญที่สุดที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง แล้วการทำลายพระวินัย อย่างเช่น ข้อรับเงินรับทอง พยายามที่จะกล่าวกันให้ได้ เปลี่ยนธรรมวินัย เปลี่ยนพระวินัยข้อนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อภิกษุมีเงินมีทอง รับเงินรับทองได้ ก็จะเกิดปัญหาอย่างเป็นวงกว้างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันว่ามีปัญหาอย่างไร เมื่อภิกษุมีเงิน ก็เอาเงินนั้นมาทำอะไรบ้าง ก็มีผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง แล้วก็การไม่เคารพกฎหมาย เพราะมีเงินมีทองเสียแล้ว อำนาจอะไรต่างๆ ก็ตามมา อันนี้คือเป็นกรณีใหญ่ที่เราเห็นกันชัดเจน กรณีธรรมกายเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าผิดวินัย แล้วก็ทำให้มีปัญหาต่อสังคมชาติบ้านเมืองอย่างไร

    สิ่งที่น่ากลัวต่อไปกับเยาวชนรุ่นหลัง ที่จะดูแลประเทศชาติ พระศาสนาก็คือ การได้รับการปลูกฝังความคิดที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย อันนี้จะเป็นผลกระทบที่เป็นระยะยาวเพิ่มเติมขึ้นอีกอย่างมาก เราก็คุยกันมานาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การที่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร ผมกราบเรียนท่านอาจารย์ตั้งแต่ประเด็นแรกว่า จะให้ความเข้าใจอย่างไร จึงจะทำให้ผู้ที่ไม่พร้อมที่จะบวชได้เข้าใจแล้วก็ไม่มาบวช จะได้ไม่มีผู้ที่บวชแบบไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่เราคุยกันมากมาย จะมีข้อคิดเตือนใจหรืออะไรแนะนำ

    ท่านอาจารย์ ต้องให้เขาเข้าใจชัดเจนว่า การบวชต้องสำหรับผู้ที่ได้เข้าใจพระธรรมและรู้จักตัวเอง ที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ถ้ามิเช่นนั้นแล้วก็การบวชนั้นก็เป็นบาป เพราะเหตุว่าทำไปด้วยความไม่รู้ และก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะว่าธรรมวินัยสำหรับผู้ที่ขัดเกลากิเลส ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตามกิเลส พอกพูนกิเลสด้วยความไม่รู้

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นก็คือให้ความเข้าใจว่า ควรศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจ เพราะเป็นชาวพุทธ แม้เป็นคฤหัสถ์ก็ควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาพระธรรมวินัยอยู่แล้ว เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยเข้าใจ จะไม่มีปัญหาอะไรเลยใช่ไหมว่า จะไปบวช ไม่บวชอะไร

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ต้องตอบได้ ถ้ามีคนถามว่า จะบวชทำไม ถ้าตอบไม่ได้ก็อย่าบวช

    อ.อรรณพ เขาตอบได้ แต่คำตอบเขาก็คือเป็นคำตอบที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำตอบนั้นเป็นไปด้วยกิเลส ด้วยความอยาก ไม่ใช่เป็นการขัดเกลา เพราะฉะนั้นทางนี้ก็ต่างกันอยู่แล้ว พระธรรมวินัยสำหรับผู้ที่มีปัญญา เห็นโทษของกิเลส และก็รู้ว่าพระธรรมเท่านั้นที่จะขัดเกลากิเลส จึงศึกษาพระธรรม เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส ถ้าบวชก็ในเพศบรรพชิต ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในขณะนั้นก็เป็นการที่ค่อยๆ ละคลายกิเลส โดยที่ว่าเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเพศบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ถ้าเข้าใจธรรมก็ละคลายอกุศลด้วยกัน เพียงแต่ว่าผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่สามารถละอาคารบ้านเรือน ละความสนุกสนานสะดวกสบายทุกอย่างหมด จะมีสิ่งต่างๆ อย่างที่คฤหัสถ์มีไม่ได้ มีโทรศัพท์มือถือ มีอะไรต่างๆ เหล่านี้ มีรถยนต์ มีทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เลย เพราะนั่นไม่ใช่การขัดเกลา แม้เงินทองก็ไม่ใช่การขัดเกลากิเลส มีเงินทองเมื่อไร กิเลสยินดี ติดข้อง ติดตามมามากมายมหาศาล

    เพราะฉะนั้นถ้าจะขัดเกลาก็คือไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง นี่เป็นเพียงข้อหนึ่งในพระธรรมวินัยสำหรับบรรพชิต ซึ่งจะต้องรักษา แต่ข้อละเอียดปลีกย่อยยังมี เพื่อแสดงว่าเป็นการขัดเกลาจริงๆ จิตใจมั่นคงจริงๆ จึงสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นได้

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นก็คือประการแรกในการที่จะแก้ไขปัญหาที่มีการบวชโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็คือ ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจก่อน หรือว่าเมื่อสักครู่ที่เราสนทนากันก็คือ ลองบวชไม่ได้ ใช่ไหม ใครจะไปลองบวช เพราะบวชไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปลองได้ เป็นสิ่งที่สูงค่าอย่างยิ่ง แต่ลอง สมาทานสิกขาบทที่ตนเองเห็นประโยชน์ได้ ก็จะรู้ว่าอัธยาศัยนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะบวชเป็นบรรพชิต ใช่ไหม ที่เราสนทนากันไป

    ท่านอาจารย์ ถ้าใครก็ตามไม่เข้าใจพระธรรม ไม่มีจุดประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลสแน่นอน ใช่ไหม ทุกวันนี้ทุกคนก็ไม่ได้คิดที่จะขัดเกลากิเลส นอกจากคนที่เห็นประโยชน์ของการที่ได้ฟังพระธรรม และรู้ว่าพระธรรมเท่านั้นที่ความเข้าใจแล้วจะทำให้ขัดเกลากิเลสได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าใครไม่เข้าใจพระธรรม และไม่สามารถที่จะสละจริงๆ ผู้นั้นลักขโมยเพศบรรพชิต เป็นการปลอมบวช ไม่ใช่เป็นการบวชจากการที่เคารพในพระบรมศาสดา ที่รู้ว่าพระองค์มีคุณสูงสุด จากการที่เป็นเพศคฤหัสถ์รื่นเริงบันเทิงใจตามเพศคฤหัสถ์ มีโอกาสที่จะได้ฟังคำจริง ซึ่งสามารถที่จะทำให้เห็นโทษของกิเลส แล้วก็มีอัธยาศัยพอที่จะสละเพศคฤหัสถ์ด้วย ถ้าไม่มีอัธยาศัยขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ได้จนถึงความเป็นพระอริยบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ไม่สามารถเป็นเพศคฤหัสถ์ได้ต่อไป ก็เป็นผู้ที่ตรง

    เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทจึงมีสี่ในครั้งโน้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ในครั้งนี้ด้วยพระพุทธประสงค์ที่ไม่ประสงค์ให้สตรีบวช เพราะไม่สามารถที่จะทำให้พระศาสนาตั้งมั่นคงได้นาน จึงได้ทรงวางพระวินัยสำหรับภิกษุณีไว้มาก เพื่อที่จะให้ภิกษุณีสูญไป และก็เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัทจึงมีเพียงสาม ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา แต่คฤหัสถ์ใดก็ตามที่ไม่เข้าใจธรรม ไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะฉะนั้นเขาอาจจะหลงสำคัญว่า เขาเป็นคฤหัสถ์ เป็นพุทธบริษัท เขาก็ทำสิ่งที่ทำลายพระศาสนา โดยการจัดให้มีการบวช จัดให้มีการบวชได้อย่างไร ไปจัดได้อย่างไรให้มีการบวช ไปจัดกิเลสของใคร ปัญญาของใคร ให้สามารถที่จะละอาคารบ้านเรือนได้หรือ เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์ที่ไม่รู้ ไม่ใช่พุทธบริษัท จึงทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการทำลายพระศาสนา ในการให้มีบวชโดยประเพณี โดยอะไรทั้งหมด ก็เพียงแต่อาศัยเพศนั้น เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย ซึ่งก็เป็นโทษมาก

    อ.วิชัย พระองค์ก็มีพระมหากรุณาที่จะแสดงว่า แม้เป็นบรรพชิตคือพระภิกษุแล้ว การบริโภคปัจจัย ๔ ของบุคคลที่มีศรัทธา ให้มาเพื่อบำรุงพระภิกษุ พระองค์ก็แสดงการบริโภคทั้งจีวร อาหารบิณฑบาตร เสนาสนะ รวมถึงคิลานเภสัชด้วย โดย ๔ ประการด้วยกัน หนึ่งก็คือเถยยัชชบริโภค (หรือเถยยบริโภค?) บริโภคอย่างอาการเป็นผู้ขโมย เพราะเหตุว่าก็มีแสดงถึงบุคคลแม้ภิกษุรูปนั้นจะนั่งบริโภคภัตท่ามกลางหมู่ภิกษุทั้งหลาย แต่ก็เชื่อว่า เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้ที่ทุศีล ไม่ประพฤติตามธรรมวินัย แม้จะบริโภคท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย ก็ชื่อว่าเป็นผู้บริโภคอย่างความเป็นผู้ขโมย เพราะว่าการที่บุคคลถวายปัจจัย ๔ บำรุง ก็คือบำรุงพระภิกษุผู้มีศีลเท่านั้น และประการที่สองก็คือ การบริโภคอย่างความเป็นหนี้ ก็คือ อิณบริโภค แม้บุคคลเป็นผู้ที่มีศีล แต่ว่าไม่มีการที่จะพิจารณาบริโภคปัจจัยทั้ง ๔ ขณะนั้นก็ไม่ได้เป็นไปในการที่จะประพฤติตามธรรมวินัย ก็เป็นการบริโภคอย่างความเป็นหนี้ ประการที่ ๓ ก็คือ ทายัชชบริโภค บริโภคอย่างความเป็นทายาท

    ดังนั้นบุคคลที่ได้มีการที่จะรู้ธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งเกิดจากพระอุระ ก็คือปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่สมควรที่จะได้ปัจจัย ก็คือบริโภคอย่างความเป็นทายาท ประการสุดท้ายก็คือการบริโภคอย่างความเป็นเจ้าของก็คือ สามีบริโภค หมายความว่าการบริโภคของพระขีณาสพ เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่ล่วงจากความเป็นทาสของตัณหาได้แล้ว

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นแม้ในเรื่องของบริโภค ๔ ประการ ก็เตือนว่าสมควรหรือ หรือว่าสามารถที่จะไปอยู่ในเพศบรรพชิต การบริโภคแต่ละคำกลืน เป็นไปเพื่ออะไร ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นโทษเหมือนขโมย ขโมยเพศด้วย ขโมยสิ่งที่ได้มาจากเพศนั้น มีภัตตาหาร เป็นต้น แล้วถ้าไม่พอใจแค่นั้น ก็ยังต้องการปรารถนาเงินทอง ก็ยิ่งจะเป็นโทษ เป็นการทำลายพระวินัย เป็นการทำลายพระธรรม แล้วก็เป็นการที่ส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ ถ้าดูถึงสาเหตุจริงๆ ของปัญหาทั้งหลายที่เกิด ก็เกิดมาจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจพระธรรมวินัย แล้วมีการบวชที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งเกิดผลกระทบมากจริงๆ แทนที่ประเทศไทยที่เราบอกว่าเป็นเมืองพุทธ จะเป็นประเทศที่มีพระธรรมคำสอนซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด และจะเป็นประโยชน์ในการขัดเกลาอบรมเจริญปัญญา แต่ก็กลับเป็นการทำลายพระธรรมวินัย

    ถ้าเข้าใจกันแล้วว่าการบวชเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง แล้วก็ผู้ที่ไม่พร้อมก็จะไม่ได้ไปบวชกัน ก็จะต้องเป็นคฤหัสถ์ ก็เลยว่าถ้าไม่ได้ไปบวชแล้ว จะได้ความเข้าใจพระธรรมวินัยหรือเจริญธรรมกันได้อย่างไร เพราะเราก็ติดกับคำว่าบวชเรียน ซึ่งคำว่าบวชเรียนก็มีมาตั้งแต่ในพระไตรปิฎกว่า มีบุคคลนี้ได้ฟังธรรมแล้วเข้าใจ มีศรัทธาแล้วก็บวช พอบวชแล้วก็ได้เรียนพระพุทธพจน์ แล้วก็มีการเจริญขึ้นของปัญญา จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ถ้าไม่ได้บวช แล้วจะได้ความเจริญในพระธรรมวินัยในพระศาสนานี้อย่างไร เพราะว่าบวชเรียนเป็นคำที่ติดใจคน โดยเฉพาะชาวพุทธเรามาก

    ท่านอาจารย์ ในครั้งพุทธกาล คฤหัสถ์สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมโดยไม่บวช ใช่ไหม

    อ.อรรณพ อันนี้จะลืมกันไปเลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่อยู่ที่เพศ ว่าบวชโดยไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจอะไรและไม่ประพฤติตามพระวินัย แล้วก็ทำลายพระศาสนา และพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะเหตุว่าพระศาสนาดำรงอยู่ที่ความเข้าใจ ไม่ว่าผู้นั้นเป็นใคร เป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นอุบาสกหรือเป็นอุบาสิกา แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีอุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นเลิศในทางต่างๆ รวมทั้งในการแสดงธรรมด้วย ก็หมายความว่าไม่ต้องห่วงเรื่องที่ว่าถ้าไม่มีการบวชการเรียนแล้วพระศาสนาก็จะไม่มี เพราะเหตุว่าพระศาสนาไม่ดำรงอยู่ด้วยการครองผ้า แต่ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย แต่อยู่ที่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นพระศาสดาจะดำรงอยู่ต่อเมื่อเราทุกคนที่เห็นค่าของพระธรรม เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความจริงใจ ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องทั้งพระธรรมและพระวินัยด้วย มิฉะนั้นก็เพราะความไม่รู้ก็ทำให้พระธรรมก็ผิด ถูกทำลายไปด้วยสำนักปฏิบัติ และพระวินัยก็ถูกทำลายไปโดยการที่ภิกษุรับเงินและทอง แล้วก็บวชเพื่อเหตุอื่นทั้งหมด แต่ไม่ใช่ด้วยการที่เข้าใจพระธรรม

    เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่เข้าใจพระธรรม และมีศรัทธาที่จะศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตเท่านั้น ที่จะดำรงพระศาสนาไว้ได้สำหรับเพศภิกษุ แต่สำหรับคฤหัสถ์ ถ้าศึกษาพระธรรมวินัย พระธรรมวินัยอยู่ที่ไหน ความเข้าใจอยู่ที่ไหน นั่นคือพระธรรมได้ดำรงอยู่ที่นั่น เดี๋ยวนี้ที่พระเชตวันมีพระภิกษุหรือไม่

    อ.อรรณพ ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่พระศาสนายังดำรงอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละคน

    อ.อรรณพ อันนี้ชัดเจน อีกประการหนึ่งจากข้อความในพระไตรปิฎก ก็แสดงว่าในยุคนี้ซึ่งเป็นพันปีที่ ๓ ของพระศาสนาแล้ว ผู้ที่จะมีคุณธรรม คุณธรรมสูงสุดของพุทธบริษัทก็คือ ความเป็นพระอนาคามีบุคคล กราบเรียนท่านอาจารย์ว่าความเป็นพระอนาคามีบุคคล ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเพศบรรพชิต แล้วพระอนาคามิบุคคลคืออย่างไร แล้วคฤหัสถ์ถ้าอบรมเจริญปัญญา สูงสุดก็ไม่เกินความเป็นพระอนาคามี ก็ไม่จำเป็นต้องไปบวชก็ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการรู้แจ้งอริยสัจธรรม รู้ได้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ และก็ผู้ที่มีศรัทธาสะสมมาแล้วที่จะบรรลุถึงการเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลมีมาก เป็นสมัยที่รุ่งเรือง กาลสมบัติ ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่เป็นผู้ที่เปรื่องปราชญ์ก็ได้ รอบรู้ก็ได้ในพระธรรมคำสอนที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว พรั่งพร้อมด้วยพระธรรมวินัย แต่เมื่อกาลสมัยล่วงมา เราคงไม่ย้อนไปถึงสมัยพันปีแรก เราจะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ตรงนั้นเป็นส่วนหนึ่งหรือว่าจะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ แต่กาลเวลาผ่านไปจนถึงบัดนี้ ก็แสดงว่าความห่างไกลของสมัยพุทธกาลจนกระทั่งถึงสมัยนี้ นานพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ ที่พระพุทธศาสนาไม่ได้ดำรงอยู่ตามที่ควรจะรุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน เพราะเหตุว่าขาดการเข้าใจธรรม แม้แต่การบวชก็บวชอย่างผิดๆ คือบวชเพื่ออย่างนั้น บวชเพื่ออย่างนี้ แต่ไม่ใช่บวชเพื่อที่จะศึกษาธรรม เพื่อขัดเกลากิเลส

    เพราะฉะนั้นบวชอื่นทั้งหมด ที่ไม่ใช่ด้วยความเคารพในพระศาสดาที่จะศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น และประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัย การบวชอื่นๆ ทั้งหมด เป็นการทำลายพระศาสนา และอีกไม่นานถ้ามีอย่างนี้ทั้งเมืองทั้งโลก พระศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นพระศาสนาไม่ใช่ไปอยู่ที่พุทธบริษัทหนึ่งพุทธบริษัทใด แม้ไม่มีภิกษุ คฤหัสถ์ที่ไม่ได้ทำลายพระศาสนา ไม่ได้ไปตั้งสำนักปฏิบัติที่จะทำลายคำสอนก็ยังมี และอีกนัยหนึ่งพันปีที่หนึ่ง เป็นพันปีของพระอรหันต์ ซึ่งประกอบด้วยคุณวิเศษ ปฏิสัมภิทา อภิญญาต่างๆ แสดงให้เห็นหนึ่งพันปี พระธรรมวินัยยังมั่นคงอยู่ได้ โดยพุทธบริษัทที่ถึงความเป็นพระอรหันต์ที่ทรงคุณพิเศษ แต่ว่าพอถึงพันปีที่สองก็ยังสามารถเป็นพันปีของพระอรหันต์ แต่ความที่สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมด้วยกิเลสต่างๆ เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ไม่มีพระอรหันต์ที่ทรงคุณวิเศษเช่นในพันปีแรก พันปีที่สามคือยุคนี้ เป็นนัยหรือเปล่าว่าไม่มีพระอรหันต์

    เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ คือเพศของพระภิกษุ เพราะไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ก็รู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ว่าเมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรม ถึงความเป็นพระอนาคามี ไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตสามารถที่จะดำรงความเป็นพระอนาคามี แต่ต้องเข้าใจพระธรรม แต่ถ้าไม่มีพระธรรมวินัยเลย พระองค์ก็แสดงพระธรรมไว้ด้วยว่า ต่อเมื่อมีผู้ที่ได้ศึกษาและเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่ทรงแสดงว่าพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ห้าพันปี ไม่ต้องเรียนกันก็ได้ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้

    อ.อรรณพ แล้วจะอยู่เองอัตโนมัติ

    ท่านอาจารย์ แล้วก็อยู่ไปเองห้าพันปี ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะเหตุว่าพระองค์ตรัสไว้ว่า ต่อเมื่อมีผู้ที่ได้เข้าใจพระธรรม ศึกษาพระธรรม ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ศาสนาก็จะดำรงอยู่ได้


    หมายเลข 10840
    3 มิ.ย. 2569