004 การบวชตามพระธรรมวินัย
อ.คำปั่น สำหรับในเรื่องของการบวช แม้ในสมัยพุทธกาลเอง ซึ่งก็มีพระดำรัสที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การบวชเป็นเรื่องยาก ซึ่งก็มีข้อความในธรรมบทว่า บทว่า ทุปปพัชชัง ความว่า ชื่อว่าการละกองแห่งโภคะน้อยก็ตาม มากก็ตาม และการละเครือญาติแล้วบวชมอบอุระ ก็คือ ถวายชีวิตในพระศาสนานี้เป็นการยาก บทว่า ทุระธิรมัง ความว่าการที่กุลบุตรแม้บวชแล้วอย่างนั้น สืบต่อความเป็นไปแห่งชีวิตด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษาก็คือการบิณฑบาต ยินดียิ่งด้วยสามารถแห่งการคุ้มครองคุณ คือศีลอันไม่มีประมาณ และการบำเพ็ญข้อปฎิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมให้บริบูรณ์เป็นการยาก นี่ก็แสดงถึงว่า การบวชไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยาก แล้วก็การบวชในสมัยพุทธกาล สำหรับผู้บวชเองสละทุกสิ่งทุกอย่าง มอบชีวิตนี้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะศึกษาพระธรรม อบรมปัญญา ขัดเกลากิเลสของตนเอง จะไม่มีการกำหนดว่า จะบวชเท่านี้วัน จะบวชเท่านี้เดือน เท่านี้ปี ไม่มีการกำหนดอย่างนั้นเลย เพราะว่าสละหมดแล้วในความเป็นคฤหัสถ์ ก็มุ่งสู่ความเป็นบรรพชิตเท่านั้น นี่คือความจริงใจจริงๆ ของผู้ที่จะบวช
อีกประเด็นหนึ่ง ถ้ามีการเกณฑ์คนให้มาบวช ผู้เกณฑ์ก็ไม่รู้ว่าบวชคืออะไร แล้วผู้บวชตามที่เกณฑ์มาก็ไม่รู้อีก ก็เหมือนกับบุคคลในสมัยพุทธกาลที่ได้รับการชักชวนให้มาบวช พอบวชแล้วประพฤติผิดพระวินัย ก็มีการตักเตือนจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ว่า ทำไมท่านประพฤติผิดพระวินัย รูปนี้ก็บอกว่า กระผมไม่ได้มีความประสงค์ที่จะบวชเลย แต่ว่าถูกท่านชวนให้มาบวชก็เลยมาบวช อย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นการกระทำที่ผิดและก็ทำลายพระธรรมวินัย เพราะว่าไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ เป็นโทษทั้งผู้ที่ชักชวนและผู้บวชเอง
อ.อรรณพ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่มีในพระไตรปิฎกด้วย เพราะฉะนั้นการบวชที่ไม่เป็นไปตามพระวินัยในยุคนี้หลากหลาย อีกอย่างหนึ่ง อีกรูปแบบหนึ่งของการบวชในยุคนี้ก็คือ บวชตามประเพณีท้องถิ่น ใช่ไหม ประเพณีท้องถิ่นอย่างเช่น ภาคเหนือ ยกตัวอย่างภาคเหนือกับภาคใต้ ภาคเหนือเขาก็มีการบวชสามเเณรลูกแก้ว แล้วก็มีศิลปะของทางเหนือในการแห่แหนขบวนต่างๆ แล้วก็บวชเด็กชาย ก็คือบวชเณรอย่างนี้ก็มี แล้วก็มีศิลปะวัฒนธรรมทางเหนือในการที่จะมาร่วมในขั้นตอนการบวช อย่างนี้ยกตัวอย่างเดียวก็พอไม่มากมายเฝือไป
จะแยกแยะอย่างไร ระหว่างศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น กับการที่จะรักษาพระธรรมวินัย เพราะถ้ากล่าวไม่ชัดเจน ก็เหมือนกับว่าไม่เห็นด้วยกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่การนำศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เช่นการระบำรำฟ้อนซึ่งก็เป็นความสวยงาม งดงามของศิลปะที่สะสมมาของพวกคฤหัสถ์ในท้องถิ่นต่างๆ แล้วก็มาปนเปกับการบวช เป็นต้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นศิลปะเหล่านั้นในวันนั้นให้ใครดู
อ.อรรณพ ให้คนที่มาร่วมงาน
ท่านอาจารย์ ดูแล้วชอบไหม
อ.อรรณพ ชอบ
ท่านอาจารย์ และการบวชเป็นการสละ ทำไมมาปะปนกับการสละ ถ้าชอบศิลปะก็ทำเป็นเรื่องศิลปะ ชักชวนคนให้ไปดูศิลปะ แต่ว่าไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการที่จะสละความยินดีติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างของคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นการบวชที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เพื่อศึกษาพระธรรม จุดมุ่งอย่างเดียว ถ้าเป็นเพื่อศึกษาพระธรรมแล้วไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อที่จะดูศิลปะหรือทำอะไรทั้งหมด แต่เพื่อละคลายกิเลส และเพื่อศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้นตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ออก จึงสมควร และศิลปะทั้งหลายก็ไปชักชวน เชิญชวนให้คนอื่นเขาได้สนใจได้ดูในโอกาสอื่นๆ ในกาลอื่นๆ ได้ แต่ไม่ใช่ให้ผู้ที่จะบวชได้ไปดู หรือไปชอบ ใช่ไหม แล้วถ้าไม่ให้ผู้บวชดู แล้วทำไมต้องไปทำในวันนั้นๆ ด้วย
อ.อรรณพ คงไม่ได้ประสงค์ให้ผู้บวชดู แต่เป็นความยินดี
ท่านอาจารย์ แต่ผู้บวชต้องดูแน่ๆ ผู้บวชต้องดูแน่ๆ ใช่ไหม ไม่ดูได้หรือก็อยู่ตรงหน้าต่อหน้าต่อตา แล้วไปทำอะไรต่อหน้าต่อตาให้ดูในทางที่ชักจูงไปในทางอกุศล กับการที่ผู้นั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ต้องการอีกต่อไป ที่จะติดข้องอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็สับสนใช่ไหม ตนเองต้องการยินดีติดข้อง ก็เอาความยินดีติดข้องไปให้คนอื่นเขาได้รื่นเริงบันเทิงใจ แม้ในเรื่องวันบวชหรือการบวช ซึ่งไม่ตรง ในครั้งพุทธกาลก็ได้ มีไหม ประเพณีอย่างนี้ ไม่ใช่ศิลปะเพิ่งจะมีสมัยนี้ การร้องรำทำเพลงไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยนี้ ในสมัยก่อนก็มี แล้วมีไหมในครั้งไหนที่มีใครบวช แล้วก็มีผู้คนไปพาเอาศิลปะไปบวชในวันนั้น
อ.อรรณพ ไม่จำเป็นต้องเป็นพุทธกาล แต่สมัยต้นๆ ของพระพุทธศาสนาที่เป็นการบวชที่ถูกต้อง เวลาบวชเขามีขบวนแห่ มีอะไรกันหรือไม่ เขาทำอะไรกัน
อ.คำปั่น ไม่มีขบวนแห่ แต่ว่าผู้ที่เป็นบิดามารดาหรือผู้ที่เป็นญาติพี่น้อง ก็ปรารภการบวช เพื่อที่จะได้เจริญกุศลยิ่งขึ้น ก็มีการทำบุญถวายทานแก่พระภิกษุทั้งหลาย เป็นการเจริญกุศลในวันนั้น ซึ่งไม่มีการแห่แหน ไม่มีการรื่นเริงบันเทิงใดๆ เลย เพราะแสดงถึงว่าผู้นั้นที่จะบวชสละแล้ว จะไปทำอะไรที่จะไปเกื้อกูลอกุศลทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะควร แต่ว่าท่านเหล่านั้นก็ปรารภเฉพาะการเจริญกุศลเท่านั้น มีการทำบุญถวายทาน เป็นต้น
ท่านอาจารย์ แล้วเรื่องจริงที่ได้ทราบในการบวช เจ้าภาพเป็นหนี้ถึงสองแสนบาท ในการที่จะมีโต๊ะจีน อาหารต่างๆ เพื่ออะไร เพราะไม่เข้าใจ ฉะนั้นสมควรไหมที่ชาวพุทธ พุทธคือมีปัญญา รู้ความจริง จะหันมาศึกษาพระธรรมวินัยให้ละเอียด ให้ชัดเจน ให้ถูกต้อง เพื่อที่จะดำรงรักษาความถูกต้อง ไม่อย่างนั้นก็เป็นการทำลาย
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นการที่ประเพณีของท้องถิ่น ศิลปะต่างๆ ก็ส่วนหนึ่งที่จะเป็นเรื่องของคฤหัสถ์ที่มีการสะสมศิลปะอะไรเหล่านี้เรื่องหนึ่งที่จะไม่ควรจะมาปนเปกับการบวชหรือปนเปกับพระพุทธสาสนา ก็ต้องเหมาะสมเกี่ยวข้อง แต่สมมติว่าเราอยู่ในท้องถิ่นนั้นเรามีศิลปะอย่างนั้น บางครั้งก็อาศัยศิลปะในท้องถิ่น ในการที่จะเจริญกุศลหรือบูชาพระรัตนตรัย อันนั้นก็เป็นคนละเรื่องกันกับการที่จะมาปนกับการบวช ขั้นตอนการบวช
ท่านอาจารย์ คฤหัสถ์จะทำอะไรเพื่อเป็นการบูชาได้หมด จะเล่นดนตรีถวายด้วยจิตที่เป็นกุศล ไพเราะอย่างไรก็ได้ เพราะขณะนั้นเป็นเพศคฤหัสถ์ แต่สำหรับพระภิกษุเป็นผู้ละ ต้องไม่ลืม ขัดเกลากิเลสและศึกษาพระธรรม เพื่อพระธรรมอย่างเดียว ถ้าใช้คำว่าเพื่อพระธรรมก็คือ ต้องมีการศึกษาให้เข้าใจพระธรรม แต่ถ้าบวชแล้วไม่มีการศึกษาให้เข้าใจพระธรรม บวชไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เสียประโยชน์ทุกประการ เงินทองก็เสีย อย่างอื่นก็เสียหมด
อ.อรรณพ ก็ยังมีการบวชอีกลักษณะหนึ่ง เป็นการบวชตามสมัยนิยม เช่นอาจจะมีองค์กร หน่วยงานต่างๆ เขาจัดขึ้น เช่นจัดให้มีการบวชธรรมบุตรีก็มี ธรรมบุตร คือให้เด็กผู้หญิงมาบวชบ้าง เด็กผู้ชายมาบวชบ้าง
ท่านอาจารย์ ก็จัดให้มี จัดให้มีก็แสดงอยู่แล้วไม่ได้มีความเข้าใจธรรม กลายเป็นการแสดงวัฒนธรรม การประกวดหรืออะไรสักอย่างที่ให้คนตื่นเต้น ให้คนสนใจ แต่ไม่ใช่เพื่อเข้าใจธรรม ก็ผิดพุทธประสงค์
อ.อรรณพ บวชอุบาสิกาแก้ว เขาก็ใช้คำว่าบวช
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมจะต้องมายุ่งเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ก็แยกไปเลย คฤหัสถ์อยากจะทำอะไรก็ทำไป แต่อย่าทำลายพระศาสนาโดยการที่ไม่มีในพระธรรมวินัย เป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลส แต่กลับเป็นการเพิ่มกิเลสทุกประการ ก็ตรงกันข้ามกันแล้ว
อ.อรรณพ อาจจะตั้งชื่อให้ดูน่าสนใจ ผู้ที่ฟังก็อยากให้บุตรหลานเข้าไปร่วม
ท่านอาจารย์ แค่นี้ก็รู้แล้วเพราะอยาก ตั้งต้นทุกคำของคุณอรรณพอยากทั้งนั้น ไม่มีสักอันซึ่งไม่ใช่ความอยาก
อ.อรรณพ เช่นบวชสามเณรใจเพชร
ท่านอาจารย์ อยาก
อ.อรรณพ เป็นคำที่ดูเหมือนโดนใจคนหรืออะไรที่จะไปบวชกัน
ท่านอาจารย์ อยากเป็นสามเณรใจเพชร แต่ไม่รู้เป็นอย่างไร
อ.อรรณพ ไม่เข้าใจว่า
ท่านอาจารย์ แม้เป็นสามเณรอย่างไรก็ไม่รู้ แล้วจะเป็นสามเณรใจเพชรได้หรือ
อ.อรรณพ เยอะแยะ ที่แพร่หลายกันทั่วไป ก็คือบวชชีพราหมณ์ บวชเนกขัมมะบ้าง
ท่านอาจารย์ อยากทั้งนั้นเลย
อ.อรรณพ แล้วผู้ที่ไปบวชเป็นผู้หญิงให้บวชชีพราหมณ์
ท่านอาจารย์ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ถ้าไม่มีความเข้าใจพระธรรม ไม่มีความจริงใจและความตรงที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ซึ่งละ สละ คำนี้ลืมไม่ได้เลย บรรพชิตคือละ สละ แต่อยากบวชอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้สละอะไรเลยแต่อยากบวช
อ.อรรณพ แล้วผู้ที่บวชต่อให้เป็นผู้ชายหรือว่าเป็นเด็กชายที่จะบวชเป็นพระภิกษุหรือเป็นสามเณรตามพระธรรมวินัยก็ยากยิ่ง แล้วผู้ที่เป็นเด็กหญิงหรือเป็นสุภาพสตรี ซึ่งยังมีการจัดโปรแกรมให้บวชกันอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่มีทางที่จะบวชได้เลย เพราะก็เป็นคฤหัสถ์ธรรมดา
ท่านอาจารย์ เราเปลี่ยนชื่อได้ไหม โปรแกรมทำลายพระพุทธศาสนา
อ.วิชัย ก็ไม่มีความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ไม่มีความเข้าใจพระศาสนา และก็ทำสิ่งซึ่งเป็นเรื่องของความติดข้อง ไม่ใช่เป็นเรื่องของการละเลยสักอย่างเดียว
อ.อรรณพ เนื่องจากไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจ และอาศัยความคิด อาศัยความเชื่อ อาศัยความไปโยงศิลปะเหล่านี้ หรือว่าเป็นกิจกรรมขององค์กรหน่วยงานต่างๆ แล้วก็ทำกันเหมือนเป็นอีเว้นท์ขึ้นมา ที่มีการทำอย่างนี้ๆ จนกระทั่งหลากหลายมากๆ เลยในยุคปัจจุบัน อันนี้ยกตัวอย่างมา
ท่านอาจารย์ คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะไม่เข้าใจธรรม
อ.อรรณพ คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่พุทธบริษัท
ท่านอาจารย์ มีคฤหัสถ์เยอะแยะที่พระนครสาวัตถี ชาวเมืองมากมาย ลัทธิต่างๆ แต่ไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ทำอย่างนี้ก็คือคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่พุทธบริษัท เพราะไม่รู้ความจริง ไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่ผู้มีปัญญา ไม่เข้าใจพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อขัดเกลากิเลสจนดับกิเลสหมด
เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของผู้ที่ไม่ได้เข้าใจธรรมก็ตรงกันข้าม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความอยาก อยากบวชชีพราหมณ์ เป็นอย่างไรชีพราหมณ์ รู้ไหมว่าชีพราหมณ์คืออะไร ชีคืออะไร พราหมณ์คืออะไร ทำอะไรบวชชีพราหมณ์
อ.อรรณพ ไม่ต้องโกนผม
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องโกนผม เพราะอยากไม่โกนผม
อ.อรรณพ เพราะไม่อยากโกนผม แต่อยากบวช แล้วก็ใส่ชุดขาว
ท่านอาจารย์ อยากทั้งนั้น แล้วอยากอะไรอีก ทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่ก็อยากหมด เพราะไม่ได้ศึกษาธรรม
อ.อรรณพ อยากได้อานิสงส์
ท่านอาจารย์ อานิสงส์คือผลของกุศล ไม่ใช่ผลของความไม่รู้
อ.อรรณพ เริ่มจากการไม่รู้ จบ ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ซึ่งก็มาคุยกันว่าสาเหตุที่มีการบวชที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย มีหลายๆ สาเหตุที่ฟังและประมวลมาว่า ก็ขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบวช แน่นอนไม่เข้าใจการบวช
ท่านอาจารย์ และไม่เข้าใจธรรม
อ.อรรณพ ไม่เข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจธรรมก็จบเรื่องการบวชเลย จะบวชไปทำไม คำเดียว ถ้าไม่เข้าใจธรรมจะบวชไปทำไม ไม่ว่าบวชกี่ประเภทก็ตามแต่
อ.อรรณพ แล้วก็จะเป็นปัญหาต่อไป เพราะเมื่อไปบวชแล้วก็ไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ เพราะว่าผิดตั้งแต่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจ แล้วก็ไปบวชอีกก็ผิดพระวินัย แล้วก็ทำลายพระธรรมด้วยความที่ไม่เข้าใจ แล้วก็ผิดๆ ซ้ำๆ ๆ อย่างนี้
ท่านอาจารย์ เขาไม่เข้าใจพระวินัยว่าสำหรับใคร สำหรับผู้ที่ดำรงเพศบรรพชิต ที่จะขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นไม่ประพฤติตามวินัยได้ไหม ในเมื่อจุดประสงค์เพื่อเข้าใจธรรมและก็ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตด้วย ซึ่งถ้าเพียงแต่จะตามพระวินัยโดยไม่เข้าใจธรรมก็รักษาพระวินัยและพระธรรมไม่ได้ ถ้าเข้าใจธรรม ที่จะไม่รักษาพระวินัยไม่มี มีแต่จะมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจธรรมอย่างเดียว
อ.อรรณพ นั่นคือคำตอบตรงที่สุด
อ.วิชัย ทั้งหมดที่กล่าวคือแสดงความเป็นจริงของพระธรรมและพระวินัยด้วย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บัญญัติ ดังนั้นแต่ละบุคคลก็คือต้องศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าคิดจะทำอะไรก็ทำโดยที่ไม่มีการที่จะศึกษา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมวินัยเลย
ดังนั้นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องความเป็นผู้ตรง แม้คฤหัสถ์ครั้งโน้นก็จะไม่มีการที่อาจารย์อรรณพกล่าวมา มีบวชอะไรต่างๆ หลากหลายมากมาย แต่เป็นผู้ที่ฟังธรรม ก่อนความเป็นบรรพชิตคือเป็นคฤหัสถ์ มีการได้ฟังพระธรรม มีความรู้ความเข้าใจ แล้วจึงรู้อัธยาศัยตนเองตามความเป็นจริงว่า สมควรอยู่ในเพศบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ทั้งหมดก่อนการบวชคือ เป็นผู้ที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ นั่นคือเป็นพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าแม้คฤหัสถ์ก็สามารถที่จะฟังธรรม สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในความเป็นคฤหัสถ์ได้ ซึ่งมีความเคารพนอบน้อมในเพศบรรพชิตอย่างสูงยิ่งเลย เพราะว่าเป็นเพศที่ประพฤติคล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ
อ.อรรณพ อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญที่สุดก็คือ ไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ไม่เข้าใจการบวช เพราะฉะนั้นก็เป็นสาเหตุที่สำคัญ จริงๆ แล้วผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุเข้าไปก็ต้องมีพระอุปัชฌาย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์ท่านก็จะต้องเป็นผู้ที่คอยตักเตือน คอยแนะนำการประพฤติของภิกษุไม่ใช่หรือ
อ.คำปั่น ถ้าเป็นไปตามพระธรรมวินัยทั้งหมด ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะว่าผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ก็มีคุณสมบัติตามพระธรรมวินัย จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในพระธรรมวินัย เป็นผู้ที่รู้จักอาบัติ รู้จักสิ่งที่มิใช่อาบัติ แล้วก็รู้จักวิธีการออกจากอาบัติด้วย สามารถที่จะแนะนำในสิ่งที่เหมาะควรให้กับผู้ที่บวชได้ตามความเป็นจริง หรือถ้ามีความสงสัยในส่วนใดที่เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ก็สามารถที่จะอธิบายให้ผู้นั้นได้เข้าใจตามความเป็นจริงได้ และที่สำคัญ ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ จะต้องมีอายุพรรษาสิบพรรษาขึ้น สิบ พรรษาหรือเกินสิบพรรษา แต่ต้องมีข้อแม้ว่าต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัย นี่คือสาระสำคัญเลยในคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ จึงจะเป็นที่พึ่งให้กับผู้ที่บวชได้
แต่ในสมัยนี้เป็นอย่างไร พระอุปัชฌาย์ไม่ได้ทำกิจหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ ความหมายของอุปัชฌาย์ ก็คือผู้ที่เข้าไปเพ่งโทษน้อยโทษใหญ่คือหมายความว่า จะเป็นผู้ที่คอยดูแลความประพฤติของผู้ที่ตนเองบวชให้โดยครบถ้วนทุกประการ ถ้ามีอะไรที่ผิดตกบกพร่องก็จะแนะนำเพื่อให้ดำรงอยู่ในความถูกต้องตามพระวินัยได้ แต่ในสมัยนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะว่าพระอุปัชฌาย์ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องตามพระวินัย พระอุปัชฌาย์เองก็เป็นผู้ที่ล่วงละเมิดพระวินัย อย่างเช่นในเรื่องของการรับเงินรับทอง ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า แม้พระอุปัชฌาย์ไม่ได้เป็นผู้ที่ทรงพระธรรมวินัยเลย เพราะว่าล่วงละเมิดพระวินัย เป็นผู้ที่ไม่มีความละอาย แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรมาสอนให้กับผู้ที่ตนเองบวชให้ เพราะว่าตนเองยังล่วงละเมิดพระวินัย ไม่มีความเข้าใจในพระธรรมวินัยเลย ก็เป็นโทษเป็นอันตราย
อ.วิชัย ขอเสริมนิดหนึ่ง ก็มีข้อความในอรรถกถาพระวินัย หลังจากที่พระองค์ประทานอุปสมบทโดยเอหิภิกษุอุปสัมปทา (เอหิภิกขุอุปสัมปทา-บาลี) แล้ว ความเป็นเพศของคฤหัสถ์ก็หายไป แล้วความเป็นเพศบรรพชิตคือพระภิกษุพร้อมด้วยบริขารก็มา ซึ่งข้อความก็กล่าวแสดงแล้วว่า เมื่อหลังจากเป็นภิกษุแล้ว ก็มีพระพุทธเจ้าเป็นพระอาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นพระอุปัชฌายะ จะเห็นถึงความที่บุคคลที่จะเป็นเลิศประเสริฐสุด ที่จะเป็นอาจารย์ หรือว่าเป็นอุปัชฌายะที่จะเพ่งโทษน้อยโทษใหญ่ แล้วก็แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล สูงสุดก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ แต่ยุคนี้พระองค์ได้ดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่มีพระธรรมวินัยเป็นศาสดา พระธรรมวินัยนี่เองจะเป็นทั้งอุปัชฌาย์ของผู้ที่บวชเป็นภิกษุถ้ามีอัธยาศัย แล้วก็จะเป็นพระบรมศาสดาของพุทธบริษัททั้งหมดเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด แล้วก็เป็นสิ่งที่จะเป็นสรณะก็คือพระรัตนตรัย ด้วยความเข้าใจพระธรรม
กราบเรียนอาจารย์ครับว่า การบวชที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ที่แพร่หลายกันมากๆ อย่างที่เราได้สนทนาในรายละเอียด จะมีความเสียหายต่อพระศาสนาและชาติบ้านเมืองอย่างไร
ท่านอาจารย์ พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็เมื่อได้มีผู้ที่เข้าใจพระธรรม แล้วก็ถ้าเป็นพระภิกษุที่จัดเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มิฉะนั้นแล้วก็ทำลายพระศาสนาไม่ว่าจะโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจธรรม แล้วจะบวชทำไม ถ้าบวชแล้วไม่เข้าใจธรรมจึงทำลายคำสอนของพระบรมศาสดา เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจเลยว่าแต่ละคำของพระองค์เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อไม่รู้แล้วเอาความคิดของตัวเอง พูดเอง สอนเองทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นจึงเป็นโทษอย่างยิ่ง เช่นสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ทำลายพระศาสนาแน่นอน เพราะเหตุว่าเมื่อไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความเห็นผิด คิดว่าพระศาสนาง่ายมาก บางคนก็กล่าวเลย พุทธศาสนาง่าย ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท เพราะเหตุว่าพุทธบริษัทแม้แต่คำเดียวของพระองค์ก็ต้องศึกษาให้สอดคล้องกัน เพราะเหตุว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ตามลำดับของการเจริญปัญญา เช่นขณะนี้พูดถึงเห็น ทุกคนก็ธรรมดาเห็น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าเห็นไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่มีจริงคือเป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้นและก็ดับไป แค่นี้ ง่ายหรือที่จะรู้ แล้วถ้าไม่ควรรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสไว้ทำไม เพราะเห็นทุกวัน ไม่รู้ทุกวัน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามีผู้ที่ตรัสรู้ความจริง สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา ที่จะถึงการที่จะรู้ความจริงอย่างพระองค์ได้ จึงสมควรที่จะขัดเกลากิเลสตามเพศ แล้วแต่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต แต่ต้องเข้าใจพระธรรม เพราะพระธรรมเป็นวินัยนำกิเลสออก เพราะรู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา
ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งชัดเจนว่า ถ้าพระศาสนาไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเลยก็อันตรธาน แม้ใครก็ตามเดี๋ยวนี้ซึ่งไม่เข้าใจพระธรรม พระธรรมก็อันตรธานแล้วจากคนนั้น ไม่ต้องไปคอยถึงกี่พันปี อันตรธานเดี๋ยวนี้ที่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมอย่างถูกต้อง และถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ทั้งหมดเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา แม้แต่คำสั้นๆ ว่า เมื่อไม่รู้พระธรรม เมื่อไม่ศึกษาพระธรรมแล้วบวช เมื่อบวชแล้วก็ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่รักษาพระวินัย แล้วจะบวชทำไม เพราะฉะนั้นคำตอบก็คือว่า บวชทำลายพระศาสนา ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
อ.อรรณพ ดังนั้นเมื่อไม่มีความเข้าใจพระธรรมวินัย แล้วมาบวช พอบวชแล้วก็จะเป็นผู้นำในการทำลายพระธรรม ซึ่งเป็นจุดสำคัญก็คือพระธรรม ก็คือหนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาที่จะเข้าใจความจริงที่กำลังปรากฎ ก็ปฏิเสธ แล้วก็ให้ไปทำ ให้ไปสำนักปฏิบัติอะไรต่างๆ ก็เป็นการบวชเข้าไปเพื่อเป็นผู้นำในการทำลายพระธรรม อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง