002 การบวชตามพระธรรมวินัย
อ.คำปั่น ผู้ใดก็ตามที่เป็นข้าราชการบวชไม่ได้
อ.อรรณพ หมายความว่ายังอยู่ในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
อ.คำปั่น ใช่
อ.อรรณพ จะหนีไปบวช โดยทิ้งหน้าที่ไม่ได้
อ.คำปั่น เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นผู้บวชได้ต้องสละ ต้องลาออกจากความเป็นข้าราชการให้เรียบร้อย
อ.อรรณพ คือทุกสิ่งทุกอย่าง
อ.คำปั่น สละทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นคฤหัสถ์ทั้งหมด จึงสามารถที่จะบวชได้
อ.อรรณพ แม้ตำแหน่งหน้าที่
อ.คำปั่น ใช่ ไม่มีความอาลัยใยดีเลยแม้แต่น้อย
อ.อรรณพ อันนี้จะเป็นพื้นฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการที่จะพิจารณาถึงว่า การบวชในยุคปัจจุบันนี้เป็นไปตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ซึ่งมีความละเอียดมากเหลือเกินที่ฟังตอนนี้ อาจารย์คำปั่นกล่าวถึงคุณสมบัติตามสิกขาบทครบหรือยัง
อ.คำปั่น จะขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง
อ.อรรณพ ยี่สิบปีบริบูรณ์
อ.คำปั่น ใช่ จะเป็นผู้ไม่มีโรค ไม่มีหนี้ ไม่มีภาระหน้าที่ผูกพันอยู่ แล้วก็จะต้องเป็นผู้ที่มารดาบิดาอนุญาต เป็นผู้ที่มีบาตรและจีวรครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วก็ต้องเป็นมนุษย์ด้วย เป็นบุรุษเพศด้วย อันนี้คือตามพระวินัยก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ท่านก็จะมีการสอบถามกันว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ ก็จะเป็นไปตามพระวินัยทั้งหมด เหตุผลแต่ละข้อๆ ก็จะทรงแสดงทั้งหมดเลยว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นรายละเอียดก็สามารถศึกษาได้ในส่วนของพระวินัย
อ.วิชัย ขอเสริมนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นโรค ก็จะมีแสดงไว้โรคห้าชนิดซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจ อย่างเช่นโรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก เมื่อสักครู่นี้คือโรคหลอดลมโป่งพอง หรือว่าโรคลมบ้าหมู เป็นต้น เพราะเหตุว่าในครั้งโน้นคนทั้งหลายก็ป่วยเป็นโรคนี้ แล้วก็พาไปหาท่านหมอชีวกโกมารภัทร หมอชีวกก็มีภาระที่จะต้องดูแลเกี่ยวกับเรื่องของราชบริพารต่างๆ ของพระราชา เมื่อมีคนมาอย่างนี้ท่านก็ไม่มีเวลาที่จะดูแลในส่วนของราชบริพาร รวมถึงพระภิกษุสงฆ์ด้วย เพราะท่านมีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา ดังนั้นเมื่อบุคคลเป็นโรคนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยบวชเป็นภิกษุ แล้วหมอชีวกก็ให้ภิกษุทั้งหลายช่วยกันรักษา
อ.อรรณพ เป็นภาระของพระศาสนา
อ.วิชัย ใช่ แล้วภายหลังให้หมอชีวกรักษาเสร็จ เมื่อหายก็ลาสิกขาไป คือบวชเพื่อที่จะรักษา
อ.อรรณพ บวชเพื่อมารักษาโรค
อ.วิชัย ใช่ ภายหลังหมอชีวกก็จำได้ว่าบุคคลนี้เคยเป็นภิกษุและตนเองก็รักษาและภายหลังก็เสร็จ ก็จึงทูลให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีการบัญญัติว่าห้ามบุคคลที่เป็นโรคที่น่ารังเกียจเหล่านี้บวช
อ.อรรณพ กราบท่านอาจารย์ แม้จะมีคุณสมบัติตามสิกขาบท ตามพระวินัยอย่างนั้นแล้ว แต่ถ้าโดยธรรม บุคคลที่มีคุณสมบัติในทางธรรมที่สมควรที่จะบวชคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องรู้จักว่า บวชคืออะไร เพราะว่าเราก็เป็นคฤหัสถ์แล้วก็จะบวช
อ.อรรณพ ใช่
ท่านอาจารย์ อยู่ดีๆ ใช่ไหม แล้วจะบวชทำไม
อ.อรรณพ เป็นประเพณีนิยมกันไปแล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เพราะเหตุว่าต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงกิเลส แล้วก็รู้ว่าการดับกิเลส ขัดเกลากิเลส เป็นเรื่องที่ยาก ทรงแสดงพระธรรมสำหรับทุกคนที่ได้ฟัง พิจารณาเข้าใจ ความเข้าใจที่ถูกต้องจะค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ ซึ่งเป็นมูลเหตุของกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เห็นกิเลสของตัวเองแล้วก็จะบวช ไม่ใช่เป็นผู้ที่จริงใจและตรง เพราะบวชทำไม คำถามหนึ่งสำหรับคฤหัสถ์ทั่วๆ ไปก็คือว่า บวชทำไม ถ้าตอบไม่ได้ สมควรบวชไหม บวชทำไม
เพราะเหตุว่าการที่จะบวชไม่ใช่เป็นการที่จะไปนั่งสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างสบาย แต่ว่าเป็นผู้ที่เห็นกิเลสและเห็นโทษของกิเลส และรู้ว่าหนทางเดียวที่จะขัดเกลากิเลสก็ด้วยความเข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นความเข้าใจพระธรรมของคฤหัสถ์เมื่อเทียบดูแล้วกับผู้ที่มีศรัทธามาก ที่อยากจะใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อที่จะได้เข้าใจธรรมยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ค่อยๆ ละคลายกิเลสได้สะดวกสบาย เพราะเหตุว่าความเข้าใจทำให้สามารถที่จะเห็นโทษของอกุศลในเพศคฤหัสถ์ คฤหัสถ์เห็นโทษของความสนุกสนานไหม
อ.อรรณพ ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ ไม่ค่อยเห็น ทุกวันก็ยังมีเรื่องสนุก เเล้วก็จากคฤหัสถ์จะไปเป็นบรรพชิต เป็นพระภิกษุ ที่จะเว้นไม่มีชีวิตอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไปด้วยประการทั้งปวง แม้ที่จะพูดเพื่อหัวเราะกันเล่น สมควรไหม
อ.อรรณพ ไม่สมควร
ท่านอาจารย์ ไม่สมควร แต่ชีวิตคฤหัสถ์ก็หัวเราะกันเล่น แล้วก็ทำทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เพราะไม่เข้าใจว่าการบวชคืออย่างไร ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ในการที่จะสามารถสละชีวิตเดิมๆ อย่างพวกเจ้าศากยะทั้งหลาย ท่านสนุกสนานมีเครื่องบันเทิงมากมาย มีทรัพย์สมบัติมาก มีทุกอย่างมาก แต่ว่าสละได้ เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส แต่ไม่ได้มีใครไปบังคับเลย เป็นอัธยาศัยจริงๆ
เพราะฉะนั้นไม่มีการเกณฑ์บวช ไม่มีการชักชวนบวช นี่เป็นสิ่งซึ่งทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่บวชเพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากว่าเข้าใจธรรมโดยการที่ต้องศึกษาพระธรรม คนที่บวชแล้วก็ไม่ศึกษาพระธรรมได้ไหม
อ.คำปั่น ไม่ได้
ท่านอาจารย์ อย่างนั้นจะบวชทำไม แค่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหม เพียงคำถามว่า ถ้าบวชแล้วไม่ศึกษาพระธรรม บวชได้ไหม บวชไปทำไมถ้าไม่ศึกษาพระธรรม คำตอบก็ชัดเจน
อ.อรรณพ จริงๆ ต้องศึกษาพระธรรมก่อนที่จะบวช
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้นคนที่บวช ยังไม่ทันได้บวชก็กล่าวคำว่า ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่จะให้เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง มั่นคง ชัดเจน ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะเพียงคำสองคำไม่พอ ถ้าเพียงแต่บอกว่านี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่พอ เพราะยังไม่รู้ว่าพระคุณธรรมของพระองค์มากมายแค่ไหน จากสิ่งซึ่งปรากฏเหมือนรู้ เหมือนเข้าใจทุกอย่าง ก็กลายเป็นสิ่งซึ่งไม่ได้เข้าใจอะไรเลยและเข้าใจผิดด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าต้องเห็นชีวิตที่มั่นคงในการที่จะเห็นความยากลำบากของการที่จะเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ นอกจากผู้ที่ได้สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วไม่ว่าเพศบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ด้วยเหตุนี้ การที่จะขัดเกลากิเลสไม่จำเป็นที่จะต้องบวช ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้
เพราะฉะนั้นคำถามที่น่าคิดที่สุดทุกยุคทุกสมัย อย่าเพิ่งไปบวชเลย เพียงแค่ถามว่าจะบวชทำไม ตรงไหม ถ้าไม่ใช่เพื่อศึกษาพระธรรม ควรบวชไหม เพราะบวชไปทำไมไม่ศึกษาพระธรรม นอกจากศึกษาพระธรรมแล้ว ยังมีศรัทธาที่จะประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ขัดเกลากิเลสเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่ว่าเพียงแค่วันนี้เรามานั่งนิ่งๆ สงบๆ กันสักหน่อยหนึ่งหรืออะไรอย่างนั้น แล้วก็ไม่ทำอะไร นั่นไม่ใช่เลย แต่ต้องเป็นผู้ที่ทุกวันตั้งแต่เป็นบรรพชิตจะต้องประพฤติปฏิบัติขัดเกลา โดยประพฤติตามพระวินัยบัญญัติ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ที่ทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง
ลองคิดดู ย้อนกลับไปสมัยพุทธกาลพระนครสาวัตถีตอนเช้าตรู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต คิดภาพ มีพระภิกษุเดินตาม อากัปกิริยาอาการทั้งหมดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระภิกษุทั้งหลายเป็นศากยะบุตร เป็นผู้ที่จะขัดเกลากิเลส โดยเห็นคุณประโยชน์ของการที่จะประพฤติตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นจะไม่มีการที่จะคึกคะนองหรือว่าจะไปทำอย่างอื่นได้เลย เพราะฉะนั้นอย่างที่เราคิดถึงยังไม่ต้องไปถึงภิกษุ แค่สามเณร สามเณรนี่ต้องต่ำกว่าภิกษุ เพราะว่าไม่สามารถที่จะถึงความเป็นภิกษุได้ตามพระวินัยบัญญัติ หรือแม้ว่าจะมีอายุมากแล้ว แต่เป็นผู้ตรง ก็ไม่บวชเป็นพระภิกษุ ไม่อุปสมบท แต่ก็สามารถที่จะรู้ตนเองได้ว่า เพียงแค่ขัดเกลากิเลสอย่างสามเณรก็แสนยาก ที่จะต้องประพฤติเหมือนพระภิกษุทุกอย่าง เพียงแต่ว่าไม่ได้อาบัติตามที่พระภิกษุต้องอาบัติทันทีที่ประพฤติผิดพระวินัย สามเณรก็มีพระวินัยของสามเณร แล้วก็จะต้องมีการที่มีเสขิยวัตร คือความประพฤติทางกาย ทางวาจา ในชีวิตประจำวันเหมือนภิกษุทุกประการ ไม่ประพฤติได้ไหม
อ.วิชัย ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ว่าแค่บวชเป็นสามเณรพอแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะสนุกสนานอย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ สามเณรก็ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครชักชวน เชื้อเชิญ เพราะว่าทุกคนเห็นความที่พระศาสนาเป็นสิ่งที่สูงยิ่ง ละเอียดยิ่ง ขัดเกลาอย่างยิ่ง ต้องเห็นแก่ประโยชน์จริงๆ จึงสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้
เมื่อรู้อย่างนี้คนยุคนั้นไม่กล้าที่จะบวชอย่างคนยุคนี้ ที่จะไปชักชวนกันเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน ไม่มีในพระธรรมวินัย ที่เมืองไทยเราตอนนี้ทั้งภิกษุและสามเณรใช่ไหมที่บวชกันเยอะๆ เพื่ออะไร เห็นไหม เมื่อไม่มีความเคารพในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวเมืองสาวัตถี ชาวเมืองเวสาลี เห็นพระสัมมาส้มพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยพระภิกษุ มีความเคารพยิ่งอย่างไรว่าเป็นเพศที่ต่างกัน ตนเองไม่สามารถที่จะละอาคารบ้านเรือนอย่างนั้นได้ จึงมีศรัทธาที่จะอนุเคราะห์ บำรุงพระภิกษุ เพื่อที่ท่านจะได้ศึกษาธรรม ประพฤติด้วยความเบาสบาย ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น มีที่อยู่ มีอาหาร มียารักษาโรค มีจีวรเครื่องนุ่งห่มพอควร เห็นไหม เพียงพอสำหรับบรรพชิต ถ้าภิกษุที่ต้องการอย่างคฤหัสถ์นี้ก็ไม่ใช่ละ เพราะคฤหัสถ์ลองนับเสื้อผ้าดู ทุกคนก็ต้องมีมากกว่าบรรพชิตแน่ แล้วจะกลับให้เป็นอย่างนั้นตลอดชีวิต เห็นไหม ขัดเกลาไม่ใช่ขัดเกลาวันเดียว แต่ว่าขัดเกลาตลอดชีวิต เพราะเหตุว่าตั้งใจแล้วที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต
เพราะฉะนั้นถ้าคฤหัสถ์ใดก็ตาม ไม่เห็นค่าของพระรัตนตรัย ที่จะไปเป็นพระภิกษุโดยเต็มไปด้วยกิเลสอย่างคฤหัสถ์ คนนั้นคิดว่าทำได้ แต่ผู้ที่เห็นค่าอย่างยิ่งรู้เลยว่าคฤหัสถ์ทำไม่ได้ ถ้าจิตใจไม่ได้สะสมมาเป็นอุปนิสัยใหญ่ที่จะสละอาคารบ้านเรือน ทรัพย์สินเงินทอง ความสนุกสนานทุกอย่าง และขัดเกลากิเลสเหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนอื่นถ้าพระภิกษุนั้น ประพฤติตามพระธรรมวินัยทุกข้อ ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระอรหันต์หรือว่าไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะความประพฤติไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้เลยว่า ผู้นี้ไม่ใช่บรรพชิต
เพราะฉะนั้นเป็นการยาก เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์เห็นบรรพชิตแล้วกราบไหว้ด้วยความเคารพ ยิ่งเข้าใจพระธรรมวินัยมากเท่าไหร่ ความเคารพในเพศบรรพชิตก็ยิ่งมากเท่านั้น แต่ว่าถ้าไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ไม่ใช่ผู้ที่จะดำรงพระศาสนา แต่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในเรื่องของธรรมและในเรื่องของวินัยด้วย เพราะเหตุว่าทำไมรักษาพระวินัยไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าใจพระธรรม ถ้าเข้าใจพระธรรมมากเท่าไหร่ ก็จะต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในการที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเท่านั้น
เพราะฉะนั้นการบวชไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ใครก็ทำได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นเพศนี้เดินมาต้องรู้ว่าผู้นี้มีอัธยาศัยใหญ่ ที่สละอาคารบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ ศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลส เพื่อตนเองและเพื่อดำรงพระศาสนา จึงได้รับการเคารพจากคฤหัสถ์ แต่ถ้าผู้ใดไม่เป็นอย่างนี้จะเคารพไหม เคารพอะไร เพราะเคารพต้องเคารพในคุณความดี แต่ถ้าไม่มีคุณความดีพอที่จะดำรงเพศบรรพชิต แต่กลับทำลาย โดยไม่รักษาพระวินัย และก็ไม่ศึกษาพระธรรมด้วย แล้วเคารพอะไร เคารพผู้ที่ทำลายพระศาสนาอย่างนั้นหรือ
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของคนหนึ่งคนใด ที่จะกล่าวถึงพระพุทธศาสนาง่ายๆ เมืองไทยเป็นเมืองที่มีพระพุทธศาสนาเจริญมาก รุ่งเรืองมากจริงหรือเปล่า ต้องเป็นผู้ที่ตรง ไม่ใช่ว่าเขาชมเรา เราก็เลยทำอะไรก็ไม่รู้ให้เข้าชมมาก แต่ว่าไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย อย่างการบวชจะเห็นได้ว่ายุคนี้สมัยนี้ ไม่ใช่เป็นไปตามพระธรรมวินัยเลย การบวชเป็นการสละ เป็นผู้สงบจากความติดข้อง ต้องไม่ลืม เป็นผู้สงบจากความติดข้อง แต่ตอนที่จะบวชเป็นอย่างไร มีมหรสพต่างๆ พยายามที่จะเพิ่มความวิจิตรพิศดารให้มากขึ้น มีการบวชสามเณร ขี่ช้าง ขี่ม้า หรือการอุปสมบทก็ตาม ไม่มีในพระธรรมวินัยทั้งหมดแล้วเราทำอะไร เราเป็นผู้ที่ชื่นชม ในผู้ที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือว่าเป็นผู้ที่เห็นว่า สมควรที่จะให้บุคคลที่จะชื่อว่าชาวพุทธได้ตื่นจากการหลับใหล ไม่เข้าใจพระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรม เพียงแค่เห็นผู้ที่ครองผ้า ใช้คำว่า กาสาวพัสตร์หมายความว่าอย่างไร
อ.คำปั่น ผ้าย้อมน้ำฝาด
ท่านอาจารย์ เท่านั้นเองใช่ไหม ผ้ากาสาวพัตร์ แต่ว่าผ้าย้อมน้ำฝาดถ้าไม่มีคุณความดีก็เหมือนคนที่ใส่ผ้าย้อมน้ำฝาดอื่นๆ ไม่ได้มีความต่างกันเลย เพราะฉะนั้นต่างกันที่คุณสมบัติ คุณธรรม ความรู้ความเข้าใจที่เหนือกว่าคฤหัสถ์ ด้วยเหตุนี้ก่อนอื่นคฤหัสถ์ควรที่จะเริ่มเข้าใจถูกต้องว่า พระภิกษุคือใคร มิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีภิกษุในพระธรรมวินัย
อ.อรรณพ ซึ่งก็ควรที่จะสนทนากันในยุคปัจจุบันนี้ด้วยว่า ยุคปัจจุบันนี้ การบวชต่างๆ ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย แล้วก็มีความหลากหลายตามความคิด ความเชื่อต่างๆ กันไป เช่น การบวชหน้าไฟ ใช่ไหม ก็ทำกันอยู่ เพราะคิดว่าจะสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปได้ อาจารย์จะมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ว่า การบวชหน้าไฟที่ทำ เขาทำกันอย่างไร แล้วก็จะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปได้ไหม
อ.วิชัย ต้องแยกเป็นส่วนๆ ไป ว่าการบวชอย่างที่เรากล่าวในช่วงต้น หมายถึงเป็นไปเพื่อการสละจริงๆ จากความติดข้อง ความยินดีพอใจในความเป็นเพศคฤหัสถ์สู่ความเป็นบรรพชิต
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก็เห็นแล้วใช่ไหม ว่าผู้บวชมีความประสงค์อะไรที่จะบวช ผิดตั้งแต่ความประสงค์ ผิดก็ต้องว่าผิด ไม่มีใครที่จะไปเอาบุญกุศลของคนอื่นมาเป็นของตนได้ หรือว่าจะไปอนุโมทนาในบุญกุศล ก็ต้องรู้ว่าบุญกุศลคืออะไรๆ ความตรง ความจริงใจ ที่ผู้นั้นจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต
อ.วิชัย ดังนั้นถ้าวัตถุประสงค์ของการบวชก็ต่างกันแล้ว ใช่ไหม กับครั้งพุทธกาลที่มีความจริงใจที่จะสละ ไม่ใช่ว่ามุ่งที่จะบวชโดยอาศัยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง อย่างเช่น บวชที่จะอุทิศส่วนกุศลให้บุคคลอื่น ซึ่งจริงๆ คุณความดีทั้งหมดไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้ เพราะว่าบุคคลนั้นไม่รู้จักว่าบวชคืออะไร ไม่รู้จักการสละ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักวินัย แต่พอถึงกาลก็จะมาบวชแล้วเพื่อที่จะอุทิศกุศลให้แก่คนตาย เป็นกุศลหรือเปล่า
ทั้งหมดให้เห็นถึงความจริงของพระธรรมว่า กุศลคือความดีงามที่เกิดขึ้นเป็นไปในการให้ก็ได้ หรือเป็นไปในการที่จะงดเว้นทุจริต หรือเป็นไปในการที่จะสนทนาธรรม ศึกษาธรรม และก็สามารถที่จะอุทิศความดีงามที่เป็นกุศลธรรมให้บุคคลอื่นได้รับรู้ ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้เกิดกุศลจิตอนุโมทนาในส่วนกุศลนั้น ดังนั้นจุดประสงค์ของการบวชก็ต่างกันออกไปแล้วในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ทำตามๆ กันด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ถึงวัตถุประสงค์ของการบวชจริงๆ
อ.อรรณพ กลายเป็นประเพณีไป
ท่านอาจารย์ แล้วใครดีใจ คิดดูผิดตั้งแต่ต้นเลย ใครดีใจ ดีใจเรื่องอะไร ยังไม่เห็นมีความดีตรงไหนที่จะอนุโมทนา เพราะว่าผู้บวชก็ไม่ได้เข้าใจธรรม แล้วก็ทำพิธีให้ทุกคนร่วมกันรื่นเริง ดีใจนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เห็นไหมเพราะไม่เข้าใจความจริงว่า กุศลธรรมจะเป็นอกุศลธรรมไม่ได้ และความดีใจด้วยความไม่รู้ ความดีใจด้วยความไม่รู้เป็นกุศลไม่ได้
เพราะฉะนั้นคิดว่าจะไปทำกุศลกันหรือ ใครๆ ที่กำลังดีใจก็ทำพิธีรื่นเริงมหรสพต่างๆ ขี่ช้างบ้าง ขี่ม้าบ้าง คนเห็นก็ดีใจนั่นบุญหรือ เพราะไม่รู้จักบุญ คิดว่าดีใจเป็นบุญ แต่ดีใจอย่างนั้นด้วยความไม่รู้ เป็นอกุศลแน่นอน
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการบวชแทนคุณพ่อแม่ หรือเป็นการที่ บวชเพื่อที่จะเพราะเป็นชายชาวพุทธ อันนี้จะเป็นจุดที่มีการเกณฑ์กันบวช ในเมื่อเกิดเป็นผู้ชายในพุทธศาสนา สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ควรที่จะบวช ท่านอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ธรรมเนียมนี้มาแต่ไหน
อ.อรรณพ ยุคนี้
ท่านอาจารย์ สมัยโน้นมีไหม ท่านอนาถบิณฑิกะท่านมีบุตรชายไหม
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ ท่านให้บุตรท่านบวชหรือเปล่า ท่านจะได้ดีใจอย่างนั้นหรือ เพราะท่านรู้ว่าการบวชเป็นเรื่องสูงยิ่ง ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรม และเคารพโดยการที่จะศึกษาธรรมให้เข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนอนุโมทนา ยินดีด้วยที่เขาเห็นโทษของกิเลส ก็สามารถที่จะละอาคารบ้านเรือนด้วยความสมัครใจ แต่ไม่ใช่ไปด้วยการให้เขาบวช
เพราะฉะนั้นการบวชหน้าไฟหรือการบวชต่างๆ เขาเต็มใจ เขาเข้าใจธรรม เขาขัดเกลากิเลสหรือว่าคนอยากให้เขาบวช เขาก็บวช แล้วก็น่าแปลก ไปอยากให้คนอื่นบวช ตัวเองบวชหรือเปล่า ถ้าตัวเองไม่บวชเพราะอะไร ถ้าเป็นผู้หญิงก็บวชไม่ได้แน่ แต่ถ้าเป็นผู้ชาย ทำไมไม่บวชเอง ไปให้เขาบวช
อ.อรรณพ ก็คงไม่อยากจะบวช
ท่านอาจารย์ ตัวเองไม่อยากบวช แต่ให้คนอื่นบวช แล้วคนอื่นก็ไม่อยากบวชใช่ไหม แต่เขาให้บวชก็บวช นี่อะไรกัน เพราะฉะนั้นธรรมเนียมทั้งหมด ลองสาวไปถึงในครั้งพุทธกาล ทำเนียมอย่างนี้มีไหม
อ.อรรณพ ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เเล้วธรรมเนียมนี้มาจากไหน มาจากการไม่ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ ว่า ผู้ที่บวชต้องเป็นผู้ที่ตรงแล้วก็จริงใจ และมีความเข้าใจธรรม สามารถที่จะดำรงเพศบรรพชิตได้ จึงสมควรบวช
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นการบวชในยุคนี้ที่ส่วนใหญ่ที่เป็นไปตามประเพณีไปตามความเชื่อ ไม่ว่าจะบวชหน้าไฟ บวชแทนคุณพ่อแม่ หรือว่าเป็นชายไทยก็ควรจะบวชตามขนบประเพณี หรืออื่นๆ ตามที่คิดที่เชื่อกัน บวชก่อนแต่งงาน ก่อนแต่งงานก็บวชผู้ชายไทย หรือว่าบางทีก็บวชสะเดาะเคราะห์ก็มี หรือว่าบวชเพราะว่าป่วยเป็นโรคอะไรต่างๆ ไปบวชจะได้มีอานิสงส์หายจากโรคอะไรอย่างนี้ การบวชตามพระประเพณีความเชื่อ อย่างนี้ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ บวชเพื่อหายโรค คิดดู ด้วยความต้องการหายโรคต่างหากจึงบวช