007 กรณีธรรมกาย


    อ.อรรณนพ หมดความเป็นภิกษุเมื่อต้องปาราชิกแล้ว ไม่ต้องมีใครมาตัดสิน เรียนอาจารย์จริยาอีกครั้ง ถ้าเมื่อปราชิกแล้วจำเป็นต้องให้มีสำนักพุทธฯ หรือมีมหาเถรสมาคมมาพิจารณาตัดสินไหม

    อ.จริยา ถ้าเรามองด้านพระธรรมวินัย ปราชิกแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเวลามีกฎหมายขึ้นมา อย่างกฎหมายคณะสงฆ์ก็พยามยามที่จะเอื้อเฟื้อต่อพระวินัย แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการทางโลก หรือกระบวนการการที่จะปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องมีกระบวนการ ก็คือการที่จะพิจารณาโทษกับพระที่กระทำผิด เพราะว่าพระที่กระทำผิดก็ไม่ได้เป็นพวกที่มีความผิดชัดแจ้ง หรือว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ก็ไม่มีใครทราบ จึงจะต้องมีกระบวนการขั้นตอนของการที่จะพิจารณาโทษและภิกษุเหล่านั้น ในการพิจารณาโทษ ถ้าปล่อยไปตามขั้นตอนการพิจารณาปกติ ก็อาจจะเนิ่นช้า แต่เมื่อมหาเถรสมาคมได้ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาโทษธัมมชโย พิจารณาแล้ว หน้าที่ของมหาเถรสมาคมก็ต้องเร่งรัดการพิจารณาให้พิจารณาไปโดยเร็ว เพราะว่าเมื่อพิจารณาโทษไปแล้ว ถ้าสมมติว่าพิจารณาแล้วปราชิก บ้านเมืองก็ต้องเข้ามาดำเนินการในเรื่องการที่ผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองจะได้รับตัวไป แต่เมื่อตัวไม่มี ในขั้นตอนการพิจารณา ก็พิจารณาไปได้เลย ก็เป็นการพิจารณาตัดสินไปได้เลย ถ้าไม่พบตัวของผู้ที่กระทำผิด แต่การที่ต้องมีอย่างนี้เพราะเหตุที่ว่า การกระทำผิดไม่ได้จะมีแต่เฉพาะการกระทำผิดชัดแจ้ง มีทั้งกรณีกระทำผิดซึ่งยังคลุมเครืออยู่ ก็ต้องมีการพิจารณา ซึ่งคิดว่าก็ต้องมีขั้นตอนการพิจารณาอยู่ แต่ว่าอย่างที่เมื่อสักครู่สนทนากันช่วงแรก กฎหมายมาตรานี้ กฎหมายในเรื่องการนิคหกรรม ก็อาจจะต้องมีการแก้ไขว่า ในกรณีที่ความผิดชัดแจ้ง ปาราชิกตามพระวินัย ควรที่จะมีขั้นตอนอีกหรือไม่ ควรจะต้องยุติในชั้นมหาเถรสมาคม

    อ.อรรณพ หมายความว่าถ้ายังไม่ชัดแจ้ง ก็ควรที่จะมีการร่วมกันพิจารณา

    อ.จริยา ใช่

    อ.อรรณพ แต่ถ้าเป็นที่ปรากฏเป็นที่เด่นชัด ชัดแจ้งทั้งการออกสื่อ ทั้งโดยคดีความทั้งหลาย ใช่ไหม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนอะไรอีก

    อ.จริยา ใช่

    อ.อรรณพ เพื่อที่จะให้การรักษาพระธรรมวินัยและชาติบ้านเมืองได้เร็วที่สุด ที่จะระงับความไม่ดีงามทั้งหลาย กราบเรียนท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านอาจารย์มีความเห็นเรื่องการสวดมนต์จะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาวพุทธหรือไม่ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่กล้าที่จะเข้าไปดำเนินการ

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การสวดมนต์คืออะไร และใครสวดมนต์ คนที่ทำผิดแล้วก็สวดมนต์ สวดมนต์ทำไม เพราะเหตุว่าการสวดมนต์หมายความถึงการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ด้วยความเข้าใจที่เห็นว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด แล้วก็มีความเข้าใจยิ่งขึ้นเพื่อละคลายกิเลส แต่การที่คนที่อยู่ที่ธรรมกาย นุ่งห่มสีเหลือง แล้วก็มานั่งเวียนกันสวดมนต์ นั่นไม่ใช่สวดมนต์ นั่นเป็นการกระทำสิ่งที่จะขัดขวางเจ้าหน้าที่ เพราะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองสวดมนต์ ถ้าสวดมนต์ไม่ใช่ว่าไปนั่งกลางตลาดหรือการถนน กลางหนทางหรือที่ไหนเลย แต่ว่าสวดมนต์ก็คือว่าขณะใดก็ตามที่ได้ฟังพระธรรมเข้าใจ แล้วระลึกถึงคำนั้น เพื่อที่จะไม่ลืม เพื่อที่จะเข้าใจชัดเจนขึ้น เพื่อประพฤติปฏิบัติตาม

    เพราะฉะนั้นการที่คนที่ธรรมกายทำอย่างนั้นไม่ใช่สวดมนต์ เพราะถามว่าสวดทำไม ป้องกันอะไร มีความผิดหรือ ถ้าไม่มีความผิดจะต้องทำอย่างนั้นทำไม เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ก็ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การเข้าใจธรรม ไม่ใช่การที่จะไตร่ตรองพระธรรมให้เข้าใจ เพื่อขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการขัดเกลากิเลสจะมานั่งอย่างนั้นไม่ได้เลย

    อ.อรรณพ อันนี้ชาวพุทธ ประชาชนทั่วไปจะได้มีความเข้าใจถูกว่า การสวดมนต์คืออะไร แล้วเพียงแค่มาสวดๆ กัน เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นการเคารพในพระธรรมเลย ที่เอามาสวด

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจถูกต้อง โจรทั้งหลายก็นุ่งห่มสีเหลืองแล้วก็สวดมนต์ นั่นหรือสวดมนต์ ไม่ว่าที่ไหน โจรทั้งหลายทำได้ ถ้าคนอื่นเข้าใจว่าเขาสวดมนต์ แต่ต้องรู้ว่าเขาเป็นโจร เขาไม่ได้สวดมนต์ จุดประสงค์ของการพูดคำที่เขาไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ไม่ใช่การทบทวนความรู้ ความเข้าใจถูกที่จะขัดเกลากิเลสหรือละกิเลส เพราะขณะนั้นเป็นการกระทำด้วยกิเลส ด้วยการต่อต้าน

    อ.อรรณพ ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงใช้คำรุนแรงว่า มหาโจร ในพระศาสนาที่อาจารย์คำปั่นได้กล่าวไว้ห้าประการ

    ท่านอาจารย์ เพราะว่านุ่งห่มสีเหลือง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระภิกษุที่เราใช้คำว่า จีวร แต่ผ้านั้นจะอยู่ในร้านหรืออยู่ที่ไหน อยู่ที่คนไม่มีคุณธรรม ไม่มีความเข้าใจธรรม ผ้านั้นก็ไม่ใช่จีวรหรือผ้ากาสาวพัสตร์ของพระภิกษุ เป็นแต่เพียงผ้าเหลืองที่เอามาหุ้ม นุ่งห่ม แล้วก็ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย และก็ทำด้วยกิเลส

    อ.อรรณพ เลยเป็นมหาโจร โจรที่ยิ่งใหญ่ เพราะทำลายพระธรรมวินัย

    ท่านอาจารย์ เพราะลวงคนอื่นโดยอาศัยพระธรรมวินัยในฐานะที่เข้าใจว่าเขาเป็นสาวก คือผู้ศึกษาธรรม ปฏิบัติตามธรรม

    อ.อรรณพ นี่คือคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเรามาพูดกันเอง แล้วก็ไม่ได้มีจิตที่จะไปว่าร้ายหรืออะไรทั้งสิ้น แต่เพื่อประโยชน์ เพื่อที่จะเป็นคำเตือน สำหรับผู้ที่หลงผิดไป ถ้าจะได้ความเข้าใจถูกก็จะเป็นประโยชน์ หรือว่าชาวพุทธทั่วไปก็จะได้เข้าใจถูกว่าอะไรคือวัด และใครคือพระภิกษุ และอะไรไม่ใช่

    เรียนอาจารย์จักรกฤษณ์ อาจารย์จะช่วยพูดให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่า กรณีธรรมกายเป็นความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองและพระพุทธศาสนาอย่างไร

    อ.จักรกฤษณ์ ในทางด้านพระพุทธศาสนาชัดเจนมากว่า ก่อให้เกิดความเสียหายมากๆ เป็นการย่ำยีพระธรรมวินัย เป็นการปฏิบัติที่ดึงเอาพระธรรมวินัยมาใช้ในทางที่ไม่ได้ถูกต้อง ซึ่งทำให้เสียหายอย่างยิ่ง เมื่อกล่าวถึงการกระทำที่นั่งสวดมนต์กันเป็นกลุ่ม เพื่อที่จะขัดขวางเจ้าพนักงาน เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย เพราะว่าเจ้าพนักงานก็จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ถูกการขัดขวางโดยอาศัยรูปแบบมาใช้ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เกิดความถูกต้องเลย เป็นการผิดกฎหมาย

    อ.อรรณพ ผิดกฎหมายด้วย

    อ.จักรกฤษณ์ ผิดด้วย

    อ.อรรรณพ ไม่ได้ถูกต้องตามพระธรรม

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ แล้วในการที่เข้ามาเป็นกลุ่มบุคคลของธรรมกาย จะมีการจัดการที่ดี เพราะหลายปีมาแล้ววัดธรรมกายเขามีระบบการจัดการที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงานบุคคล การจัดการสถานที่ต่างๆ ในเรื่องนี้ก็เหมือนกัน มีการจัดการที่เป็นรูปแบบ แล้วก็มีการจัดการที่ทางรัฐเข้าไปดำเนินการได้ยาก แสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่อันตรายมาก

    อ.อรรณพ ในสำนักธรรมกายเป็นสถานที่ที่มีกลุ่มคนที่กระทำการขัดขวาง เจ้าหน้าที่

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นระบบ เป็นรูปแบบ ซึ่งตามกฎหมายที่ยกออกมาสองกฎหมายซึ่งอาจจะมาเทียบเคียงได้ว่า การกระทำในลักษณะนี้ผิดกฎหมาย ทางธรรมเป็นมหาโจร เป็นซ่องโจรด้วย เพราะว่าไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย ทางกฎหมายก็เหมือนกัน ก็เป็นซ่องโจรด้วย แล้วก็มีกฎหมายอีกอันหนึ่งเรียกว่ากฎหมายอั้งยี่ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะกระทำความผิด ก็เป็นอั้งยี่คือมีสมาชิกที่ดูแลกิจการต่างๆ เพื่อที่จะทำความผิดกฏหมาย เป็นระบบทั้งยี่ กฎหมายอาญาก็มีโทษ ซ่องโจรคือการที่มาร่วมกันเพื่อที่จะกระทำความผิดต่อกฎหมาย ก็มีลักษณะเป็นช่องโจรเป็นกลุ่มบุคคลที่มารวมกัน

    ดังนั้นในแง่ของกฎหมายเอง การกระทำลักษณะอย่างนี้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายที่เขาดำเนินการกันมาถูกต้องแล้ว มีการสอบสวน มีการไต่สวน ได้ข้อมูลหลักฐานเอามาพิจารณาว่ามีมูลเหตุในการกระทำความผิดไหม เมื่อมีมูลก็ดำเนินการที่จะออกหมายจับธัมมชโย เจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะเข้าไปดำเนินการจับกุม แต่ปรากฏว่าก็ถูกการขัดขวางจากกลุ่มบุคคล เป็นองค์กรในลักษณะนี้ก็มีความผิด เหมือนเป็นอั้งยี่ซ่องโจรตามกฎหมายทีเดียว

    อันนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งการขัดขืนต่อกฎหมายในลักษณะนี้ เป็นการท้าทายอำนาจรัฐ ซึ่งในเรื่องนี้มีตัวอย่างเกิดขึ้นมาหลายรูปแบบ จะขออนุญาตกล่าวสั้นๆ ว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสิน ตอนนั้นมีพระที่รวมตัวกันพระภิกษุเป็นกองทัพ หัวหน้ากองทัพ แม่ทัพก็เป็นพระภิกษุ ซึ่งไม่ใช่เป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย สร้างกองทัพขึ้นมาเพื่อที่จะปล้นสะดม ทำต่างๆ ที่ผิดกฎหมาย จนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชท่านขึ้นไปปราบเป็นพระภิกษุ อันนี้เป็นอันหนึ่งที่อ้างพระธรรมวินัยที่จะรวมกลุ่ม แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    อ.อรรณพ ไม่ต่างกันเลย

    อ.จักรกฤษณ์ ไม่ต่างกันเลย มีตั้งแต่สมัยโน้น สมัยรัชกาลที่หนึ่งก็มีกบฏชื่อกบฏอ้ายดีกับพวก ก็ไปบวชเป็นพระภิกษุ แล้วก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไปเรียนคุณวิเศษ แล้วอ้างอุตริว่าตัวเองมีคุณวิเศษ รวบรวมสมัครพรรคพวก

    อ.อรรณพ ประวัติศาสตร์เข้ามาแข็งแรงกว่า

    อ.จักรกฤษณ์ จะแรงกว่า เข้ามาในพระราชวังจนทราบถึงพระองค์ ท่านถึงดูว่าต้นเหตุมาจากพระภิกษุที่อวดอุตริมนุษย์ธรรม และรวบรวมพรรคพวกคิดการใหญ่จะก่อกบฏ แล้วก็ออกกฎหมายเป็นกฎพระสงฆ์ฉบับที่ ๓ ออกมาว่า ให้พระอุปัชฌาย์ดูแลพระภิกษุให้ดี อย่าให้ทำการอย่างนี้ขึ้นมาอีก อันนี้มี นี่ลักษณะเดียวกัน สมัยรัชกาลที่ ๕ ก็มีกบฏขึ้นมาชื่อกบฏผู้มีบุญ นายศิลา วงศ์สิน อันนี้ก็เป็นสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้ก็อ้างว่าตัวเองเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยได้เข้ามารวบรวมสมัครพรรคพวกประมาณหกพันคนก่อกบฏ ท่านต้องออกไปปราบ นี่อ้างพระพุทธศาสนาเป็นฐานที่รวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะทำการต่อต้าน ทำการผิดกฎหมาย

    สมัยปีสองพันห้าร้อย สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นก็มีกบฏเรียกว่ากบฏผีบุญ กบฏนี้ก็ลักษณะเดียวกันก็คือแอบอ้างว่า ตัวเองมีฤทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ แล้วก็เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาด้วย ก็สร้างกลุ่มชาวบ้านเข้ามา แล้วก็รวบรวมทรัพย์สินไปทำผิดกฎหมายหลายอย่าง ก็ต้องเข้าไปปราบ ธรรมกายก็ลักษณะไม่ต่างกัน ก็อวดอ้างคุณวิเศษ อ้างว่าตนเองเป็นต้นธาตุต้นธรรม

    อ.อรรณพ เป็นต้นตอของพระพุทธเจ้า

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ เป็นต้นตอ อ้างอิทธิฤทธิ์ต่างๆ อ้างคุณวิเศษแล้วก็บิดเบือนพระธรรมคำสอนให้คนหลงในบุญ หลงในสวรรค์ รวบรวมทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งผิดพระวินัย

    อ.อรรณพ รู้สึกว่าจะเป็นวงกว้าง แผ่กระจายไปมากกว่าผีบุญ หรืออะไรต่างๆ

    อ.จักรกฤษณ์ อันนี้เป็นแบบอันตรายมากกว่า เพราะว่าไม่ได้ออกมาชัดเจนในลักษณะแต่ก่อน แต่นี้แทรกซึม แทรกซึมอย่างไร เพราะว่าอวดอ้างเสร็จก็จะรวบรวมสมัครพรรคพวกก็จะมีสมาชิกต่างๆ แทรกเข้าไปในฐานการเมืองก็มี ไปทำเกี่ยวข้องกับทางด้านการเมือง เข้าไปในหน่วยงานราชการ มีฐานสมัครพรรคพวก แม้แต่ในเถรสมาคมเองก็มีการกล่าวอ้างว่าเข้าไปครอบงำได้ เราก็จะดูว่าการจัดการทำไมมันเนิ่นช้า หรือว่ามีอุปสรรคต่างๆ ในการจัดการ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาแทรกซึมเข้าไปครอบงำ อันนี้อันตรายกว่ากบฏสมัยก่อนเยอะ เพราะว่าซึมลึกเข้ามาจนเกือบจะครอบงำทั้งหมดแล้ว

    อ.อรรณพ ทุกภาคส่วนต่างๆ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ แล้วก็ชาวพุทธเราก็ไม่ได้ตระหนักตรงนี้ว่ามีความอันตรายต่อพระพุทธศาสนา

    อ.อรรณพ ยังไม่เห็นอันตราย

    อ.จักรกฤษณ์ ยังไม่เห็นอันตราย

    อ.อรรณพ มหันตภัย ยังไปสนับสนุน บางส่วนก็ไปสนับสนุน เพราะเห็นว่าอย่างไรก็พระพุทธศาสนา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ส่วนไม่น้อยเห็นว่า ไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวเรื่องพระ คือเป็นเรื่องของพระไป ตรงนี้อันตรายมาก เพราะเขาขาดความเข้าใจในพระธรรมวินัย ไม่รู้ว่าพวกนี้ทำลายพระธรรมวินัยเพียงใด ถ้าเกิดสุดท้ายไม่มีใครขึ้นมาพูด ไม่มีใครขึ้นมาโต้แย้ง ต่อต้าน ชี้ให้เห็น ตราบนั้นก็จะกลายเป็นลัทธิหนึ่งที่อ้างพระพุทธองค์มาเป็นหลัก แล้วก็สอนคำสอนที่บิดเบือนทั้งหมด ก่อให้เกิด ตัวอัตตา สร้างอัตตาขึ้นมา ตัวตนขึ้นมา แทนที่จะละ ขัดเกลากิเลส ความไม่รู้ ความโลภต่างๆ นี่สร้างความโลภขึ้นมาจากการทำบุญทำทาน แล้วก็อุปโลกน์ตัวเองขึ้นว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ก็สร้างอัตตาขึ้นมาให้ยึดถือ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่พระธรรมคำสอนทั้งหมด ถ้าปล่อยอย่างนี้ไปก็จะไม่เหลือแล้ว คำสอนของพระพุทธศาสนาก็จะไม่เหลือที่จะให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราได้เข้าใจคำสอนที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร ตรงนี้อันตรายที่สุด อันตรายมากๆ

    อ.อรรณพ กรณีธรรมกายจะต้องเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งทางภาครัฐ แล้วก็ทางพระศาสนา ทางอาณาจักรและศาสนจักรต้องร่วมกันจัดการอย่างเร่งด่วนอย่างไร

    อ.จักรกฤษณ์ ฝ่ายภาครัฐก็ต้องดำเนินคดีอย่างเร่งรัด

    อ.อรรณพ ยังไม่สามารถดำเนินการให้เรียบร้อย

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ อุปสรรคจากความไม่เข้าใจของชาวพุทธส่วนใหญ่ ตรงนี้ภาครัฐต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า พระธรรมวินัยเป็นอย่างไร และธัมมชโยกับพวกนี้เป็นอย่างไร ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ใช่พระในพระธรรมวินัยแล้ว การจัดการก็ต้องเป็นเหมือนบุคคลธรรมดา เป็นโจร เป็นซ่องโจร ซึ่งตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ ซึ่งรัฐยังอ่อนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ตรงนี้ ไม่ทำความเข้าใจ

    อ.อรรณพ จุดหนึ่งก็คือว่าดูเหมือนยังมีความเกรงใจกัน แล้วก็อยากจะมีความสุภาพกัน เช่นยังเรียกว่าพระ เรียกว่าวัดพระธรรมกาย แต่จริงๆ เป็นสำนักธรรมกาย หรือว่าเป็นกลุ่มคนที่ประพฤติผิดกฎหมายและพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นซ่องโจรก็ไม่ผิด

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นอั้งยี่ซ่องโจร

    อ.อรรณพ เป็นอั้งยี่ซ่องโจร แต่คนยังเกรงใจ

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นวัฒนธรรมของเราที่สืบมานานแล้วว่า เราต้องยกย่องสถานะของภิกษุ ตรงนี้ถูก แต่คนที่ไม่ใช่ภิกษุ แล้วอาศัยความเป็นภิกษุ อาศัยสิ่งที่สูง สิ่งที่ประเสริฐเอามาใช้

    อ.อรรณพ ใช้ภาพลักษณ์ความเป็นภิกษุ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ อันนี้เราไม่รู้ว่าจะกล่าวว่ามีความชั่วแค่ไหนในลักษณะนี้ ดังนั้นต้องเข้าใจให้ถูก เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ธรรมกายเป็นอย่างไร ทางรัฐก็ต้องจัดการเด็ดขาด แล้วก็คงไม่มีการถอนฟ้องแบบที่เคยทำ ถ้าเกิดดำเนินคดีแล้ว ซึ่งการถอนฟ้องในลักษณะนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะว่าเมื่อเป็นคดีอาญาแผ่นดินแล้วก็ดำเนินคดีแล้ว ก็จะไม่มีการถอนฟ้อง เพราะต้องพิสูจน์ความผิดให้ถึงที่สุด ใช่ไหม ผิดก็ต้องว่าผิด ถูกก็ต้องว่าถูก แต่ถ้าเป็นความเสียหายของบุคคลธรรมดาทั่วไป ทางผู้เสียหายเขาถอนฟ้องได้เป็นเรื่องบุคคล แต่นี้เป็นเรื่องอาญาแผ่นดิน ดังนั้นการถอนฟ้องเป็นเรื่องผิดปกติ การดำเนินคดีของธัมมชโยและพรรคพวกก็ต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในด้านนั้นไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรน เพราะทำความเสียหายแก่รัฐอย่างมาก

    อีกด้านหนึ่งก็คือทำความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นชัดเจน ให้เห็นถูกต้องว่าพระภิกษุในพระธรรมวินัยท่านเป็นอย่างไร ให้เห็นได้ถูกต้อง ดังนั้นเขาก็จะเริ่มที่จะไม่สนับสนุน อันนี้ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งที่จะช่วยให้ภาครัฐดำเนินการได้สำเร็จยิ่งขึ้น ในส่วนพระศาสนาเองหน้าที่ของมหาเถรสมาคมก็ตรงนี้มีหน้าที่หลักที่กำหนดไว้ในกฎหมายคือรักษาพระธรรมวินัย ตอนนี้รักษาพระธรรมวินัยอยู่หรือเปล่า ถ้ารักษาธรรมวินัยก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ใช่ไหม

    อ.อรรณพ ถ้าไม่รักษาพระธรรมวินัย มีการปกป้องบุคคลที่ปราชิกแล้ว เหล่าภิกษุนั้นก็มีอาบัติด้วย แล้วก็ทำลายพระธรรมวินัยด้วย

    อ.จักรกฤษณ์ ทำลายพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน

    อ.อรรณพ ดังนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องของความเป็นโทษกันไปหมด

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นโทษไปหมด เพราะว่าไม่เข้าใจพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง นำมาซึ่งความเสียหายอย่างมาก

    อ.อรรณพ ในกรณีธรรมกาย ก็คงจะต้องเป็นการดำเนินการของทางบ้านเมืองแล้วก็ทางฝ่ายพุทธบริษัทที่เคารพพระธรรมวินัยต่อไป แต่จะเรียนอาจารย์จริยา แล้วก็กราบเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า กรณีธรรมกายจะเป็นอุทาหรณ์ที่จะเตือนชาวพุทธให้มีความสำนึกที่จะศึกษาและรักษาพระธรรมวินัยไว้ เพราะแม้จัดการกับกรณีธรรมกายได้ แต่ก็อาจจะมีคนที่มีความคิดอย่างนี้ แล้วก็ทำอย่างนี้ๆ ๆ ๆ เหมือนกับที่อาจารย์จักรกฤษณ์ท่านได้ลำดับมาตั้งแต่ปลายอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน ก็มีคนที่อ้างพระธรรมวินัย บวชเป็นภิกษุ แล้วก็ซ่องสุมอะไรอย่างนี้ อาจารย์จะมีข้อคิดเตือนใจอะไรให้กับท่านผู้ชมที่ได้รับชมรับฟัง

    อ.จริยา เมื่อเกิดกรณีที่กระทำผิดพระวินัยขึ้น สาเหตุที่เกิดคือกรณีของธรรมกายเป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยผู้ที่ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย จึงได้หลงผิด เข้าใจผิดในสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูก ไม่ว่าจะเป็นกรณีอวดอ้างเรื่องการทำบุญ เรื่องอะไรต่างๆ ซึ่งถ้าผู้ที่ศึกษาพระธรรมวินัยเข้าใจแล้ว ก็ย่อมรู้ว่าบุญคืออะไร ไม่ใช่บุญอยากได้บุญ ทำสิ่งนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นคิดว่าเมื่อเกิดกรณีอย่างนี้แล้ว ถ้าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือมหาเถรสมาคมตระหนักในเรื่องความไม่เข้าใจในพระธรรมวินัย การที่ประชาชนขาดการศึกษาพระธรรมวินัยเป็นเรื่องที่สำคัญ ก็จะต้องพยายามหาสิ่งเหล่านี้ทดแทน ไม่ใช่ตั้งสำนักปฏิบัติ แล้วประชาชนไม่รู้อะไรเลย คือต้องให้ความรู้ในเรื่องการศึกษาพระธรรมวินัยให้ชัดเจนว่า ประชาชนทุกคนที่บอกว่าเป็นพุทธศาสนิกชนต้องศึกษาพระธรรมวินัย แต่จะศึกษาได้อย่างไร ถ้าผู้ที่บริหารบ้านเมืองหรือในมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเองถ้าไม่ได้ตระหนักและก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยเลย ก็ไม่สามารถจะทำได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ดิฉันคิดว่า ต้องเร่งให้ภาครัฐโดยเฉพาะสำนักพุทธ ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง

    อ.อรรณพ กรณีธรรมกาย จะเป็นอุทาหรณ์สอนใจ เตือนใจชาวพุทธว่า ควรจะเป็นไปอย่างไรดี สำหรับอนาคตของพระศาสนา

    ท่านอาจารย์ ทุกกรณีไม่ว่ากรณีธรรมกาย หรือกรณีใดก็ตาม พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ด้วยความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ด้วยการไม่ศึกษาและไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นชาวพุทธที่จะดำรงรักษาพระศาสนา ก็ต้องเห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้าไม่ศึกษาธรรมให้เข้าใจ พระศาสนาก็ล่มสลาย อันตรธาน

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นชาวพุทธ ชื่อว่าชาวพุทธ เป็นคนพุทธก็เป็นผู้ที่ต้องมีปัญญา พุทธะเป็นความรู้ ความตื่นจากความไม่รู้ แล้วก็เบิกบาน ถ้ารู้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่ศึกษาพระธรรมวินัยไม่ใช่ชาวพุทธ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิต แต่เป็นเหตุที่จะเห็นโทษของการปล่อยปละละเลย ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นทางผู้ที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองโดยตรง หรือว่าเป็นประชาชน ชาวพุทธทั่วไป ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัย เพราะพระธรรมวินัยมีคุณค่าสูงส่ง ถ้าไม่มีพระธรรมวินัยแล้ว ความเป็นชาติจะอยู่กันอย่างไร ก็อยู่อย่างด้วยกุศลที่มากมาย ก็มีแต่ความเสื่อม เพราะฉะนั้นการสนทนาพิเศษในวันนี้ก็ทำให้เราได้มีความเข้าใจ ทั้งในเรื่องของกฎหมายและพระธรรมวินัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ควรค่าแก่การพิจารณา แล้วก็ได้ศึกษาธำรงรักษาพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเป็นหลักของสังคมชาติบ้านเมืองต่อไป

    ในวันนี้ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ท่านอาจารย์จริยา เจียมวิจิตร ท่านอาจารย์จักรกฤษณ์ เจนเจษฎาและอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย ขอบคุณครับ


    หมายเลข 10810
    10 ก.ค. 2569