005 ยุคนี้ไม่มีภิกษุณี
อ.จักรกฤษณ์ มาถึงเรื่องของการบวชในศาสนาพุทธโดยตรง เมื่อสักครู่เรากล่าวถึงศาสนาทั่วๆ ไป มีแบบเทวนิยม อเทวนิยม มาพูดถึงการบวชในศาสนาพุทธแบบเถรวาท ที่ท่านอาจารย์สุจินต์ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่า บวชเพื่ออะไร เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าการบวชในศาสนาพุทธ เพื่อที่จะละ สละจากเพศคฤหัสถ์โดยสิ้นเชิง เพื่อที่จะประพฤติพระธรรมวินัยให้ถูกต้องโดยเคร่งครัด ประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส แล้วก็ไม่ได้ต้องการฐานันดรศักดิ์ใดๆ เลย ไม่มี เป็นเพศที่สูง สูงด้วยคุณธรรม แต่ไม่ใช่สูงด้วยฐานันดรศักดิ์ ดังนั้นการบวชไม่ได้เข้ามาที่จะแสวงหาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น การบวชในพระพุทธศาสนาก็คือการละโดยประการทั้งปวง ตรงนี้มีคำตรัสของพระพุทธองค์ที่อยากจะยกขึ้นมาเป็นหลัก อันนี้คือหลักในการพิจารณาของนักบวชทุกประเภท ทั้งภิกษุ ภิกษุณีในสมัยก่อน
ในพรหมจริยสูตร พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ชัดเจน อยากจะกล่าวตรงนี้ให้ชัดๆ สักนิดหนึ่งว่า พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อลวงประชาชนก็หามิได้ เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์คือการอวดอ้างวาทะก็หามิได้ เพื่อความปรารถนาว่าชนจงรู้จักเราด้วยอาการดังนี้ก็หามิได้ โดยแท้ตถาคตอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อสังวร เพื่อละ เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อดับกิเลส คำตรัสของท่านในเรื่องนี้ชัดเจนว่า การที่บวชเข้ามาละทุกอย่าง ละสิ่งที่คฤหัสถ์ประพฤติปฏิบัติทุกอย่าง เพื่อขัดเกลาอย่างยิ่ง เป็นการละฝ่ายเดียวชัดเจน ดังนั้นเราเข้าใจได้แน่นอนว่า การบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อการละ การขัดเกลากิเลส
ดังนั้นเมื่อเอามาเปรียบเทียบกับสิทธิของทางตะวันตกที่ว่าสิทธิมนุษยชน จะมาเปรียบเทียบกันอย่างไร อธิบายให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อเปรียบกับกฎหมายแล้ว มี ๓ ประเด็นที่ควรจะเข้าใจให้ชัดเจน ประเด็นแรกก็คือการบวชไม่ใช่สิทธิ์ แต่เป็นการสละสิทธิ์ สละสิทธิ์โดยประการทั้งปวงในเพศฆราวาส สละสิทธิ์หมด ดังนั้นจึงเห็นว่ากฎหมายเลือกตั้งก็บอกว่า นักบวชไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกตั้ง ชัดเจน
อ.อรรณพ สละทุกอย่างแม้กระทั้งสิทธิ์ในความเป็นประชาชน
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ คือสิทธิที่สละ ไม่อย่างนั้นก็จะขัดสิทธิมนุษยชน เพราะว่าทำไมนักบวชไปเลือกตั้งไม่ได้
อ.อรรณพ นี้คือผู้ที่จะบวชเป็นผู้ที่สละ
อ.จักรกฤษณ์ สละแล้ว
อ.อรรณพ ต้องสละสิทธิ์อย่างเช่น สละสิทธิ์ในการที่จะทำนิติกรรมในเรื่องของพินัยกรรม ในเรื่องของมรดกอะไรทั้งหลายต้องสละไปแล้ว สละสิทธิ์ในความเป็นคฤหัสถ์ตรงนั้นไป
อ.จักรกฤษณ์ ตนเองประกาศแล้วว่าสละทุกอย่าง ทรัพย์สมบัติ บ้านเรือนทุกอย่าง แล้วจะกลับไปทำอย่างนั้นได้อย่างไรใช่ไหม นั่นคือการสละสิทธิ์ สละสิทธิ์ทุกอย่าง แล้วก็ในเรื่องกฎหมายแพ่งก็ยังมีว่ารับมรดกไม่ได้ แต่ตอนนี้ยังมีบางประเด็นที่จะต้องมาแก้ไข ปรับให้ตรงกับตามพระธรรมวินัย แต่กฎหมายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้มรดกก็ยังรับไม่ได้ แล้วก็ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างที่เป็นภิกษุก็ต้องตกเป็นของวัด กฎหมายก็ยังเขียน คือการแสดงให้เห็นถึงว่าการเข้ามาบวชคือการสละสิทธิ์โดยสิ้นเชิง กฎหมายเขียนตรงนี้ชัดเจนมาก ประเด็นที่สองที่ควรจะตระหนักให้ชัดเจนคือ การบวชเป็นเพียงเสรีภาพเท่านั้น เสรีภาพที่ใครจะบวชก็ได้ ใครไม่บวชก็ได้ ถ้าบวชเข้ามาแล้ว ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เข้ามาเปลี่ยนโน่นแก้นี่ หรือต้องการที่จะได้รับการรับรองต่างๆ นานา อันนี้ไม่ใช่เสรีภาพที่ถูกต้อง เสรีภาพที่บวชก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระธรรมวินัยว่าอย่างไรก็ต้องไปตามนั้น
ของเราภิกษุณีไม่มีแล้ว ท่านก็จะไปตั้งภิกษุณีขึ้นมาแล้วบวช นั่นไม่ใช่เสรีภาพตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแน่นอน เพราะท่านเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ถูกต้อง กล่าวไว้ดีแล้ว มีเหตุมีผลทุกประการ ที่อาจารย์ทุกท่านได้อธิบายมาตั้งแต่ต้น เข้ามาก็จะต้องมีเสรีภาพที่จะนับถือก็ต้องเคารพปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ยกตัวอย่างแม้ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก พระไม่มีผู้หญิงมีแต่ผู้ชาย แล้วก็มีการโต้เถียงกัน แต่เขาบอกว่านั่นเป็นความประสงค์ของพระเจ้า เป็นกฎของพระเจ้า ไม่มีใครเถียง ฉะนั้นให้เห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นเสรีภาพแล้วอยู่ในกรอบของเขา ในศาสนาไหนเขามีความประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น
อ.อรรณพ อย่างนั้นคือเอาแบบใช้ง่ายๆ คิดกันง่ายๆ
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ดังนั้นเสรีภาพมีเข้ามานับถือและก็ต้องประพฤติปฏิบัติตาม ของเราพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ต้องเข้าใจว่าเถรวาทคืออะไร เถรวาทต้องตรงตามพระธรรมวินัยทุกประการ ตั้งแต่คำสอน ตั้งแต่ทำการสังคายนามาตั้งแต่ต้น ส่วนมีการแยกเป็นนิกายต่างๆ ในการสังคายนาครั้งที่สอง มีการแยกออกเป็น ๑๘ นิกาย ในอรรถกถาท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า นิกายอื่นแตกไป ก็ถือว่าแตกไป แต่ว่านิกายที่ไม่แตกก็คือเถรวาท เพราะว่าตามธรรมวินัยโดยตลอด และท่านก็เขียนว่า ๑๘ นิกายที่แตกไปทำลายคำสอนแค่ไหน อันนี้มีชัดเจน ขออนุญาตกล่าวตรงนี้เพิ่มเติมให้เห็นความสำคัญ
ในปรมัตถทีปนีอรรถกถา ปัญจปกรณ์ อรรถกถาวัตถุอารัมภบท ท่านกล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า คำว่านิกาย ๑๘ นิกายก็ดี ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูลก็ดี เป็นชื่อของนิกายที่กล่าวมาแล้วเหล่านั้น อนึ่งบรรดานิกาย ๑๘ นิกายเหล่านั้น ๑๗ นิกายบัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่แตกแยกกันมา ส่วนเถรวาทบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นนิกายที่ไม่แตกกัน
อ.อรรณพ ไม่แตกกัน
อ.จักรกฤษณ์ คือเป็นหลักประพฤติปฏิบัติเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือนั้นแตกกัน และท่านก็กล่าวว่า การที่แยกออกเป็นหลายๆ นิกายก็คือการทำลายสังคยานาเดิม
อ.อรรณพ เมื่อไม่ยอมรับก็แยกตัวไป
อ.จักรกฤษณ์ หมายความว่าท่านไม่รับพระธรรมวินัย ท่านบอกว่าทำลายอรรถและธรรมในพระวินัย ชัดเจนเลยว่าไม่ใช่ มาเข้าบริบทของที่อาจารย์คำปั่นได้กล่าวถึงนานาสังวาส อันนี้ชัดเจนเพราะว่าไม่ตรงตามพระวินัยก็ไปเรียบร้อยแล้ว
อ.อรรณพ มีความคิดความเชื่อเป็นลัทธิเขาไป
อ.จักรกฤษณ์ ก็ทำให้เห็นว่า การที่เขาจะอ้างสิทธิหรือเสรีภาพมาบวชเป็นภิกษุณี
อ.อรรณพ จะบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเถรวาทนี้ เป็นไปไม่ได้แล้ว
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ มันเป็นไปไม่ได้แล้ว การไปทำอย่างนั้นก็คือการทำลายพระธรรมวินัย ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์สุจินต์ได้กล่าวชัดเจนว่า นี่ทำลายพระศาสนาตรงไหน นี่แหละ ทำลายพระธรรมวินัยชัดเจน แล้วก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านกล่าวไว้ว่า ต่อไปไม่มีท่านแล้ว สิ่งใดที่จะเป็นพระศาสดาแทนพระองค์
ท่านก็กล่าวไว้ในพระสูตรสูตรหนึ่ง ท่านกล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ พระธรรมและพระวินัยอันใดที่เราได้แสดงไว้แล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่เธอทั้งหลาย โดยกาลที่ล่วงไปแห่งเรา พระธรรมและพระวินัยอันนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ แล้วปัจจุบันนี้ใครคือศาสดาของพวกเรา ก็คือพระธรรมวินัย แล้วตอนนี้เราทำอะไรกันอยู่ เคารพพระธรรมวินัยไหม ไปทำอะไร ไปแก้ ไปเปลี่ยนแปลง ไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง นี่ก็คือการไม่เคารพพระศาสดา ที่ทำๆ อยู่ไม่มีใครเคยกล่าวถึงความสำคัญตรงนี้ ที่ท่านตรัสเอาไว้ว่า ปัจจุบันนี้พระธรรมวินัยก็คือศาสดาของทุกคน ตอนนี้ไม่มีใครคำนึงถึงตรงนี้ จะพยายามทำให้ได้สิทธิต่างๆ ที่ได้มา
อ.อรรณพ โดยไม่คำนึงถึงพระธรรมวินัย
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ไม่คำนึงถึงพระธรรมวินัยเลย ตรงนี้จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ก็ที่เราสนทนากันมาเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพใช่ไหม ว่าการบวชไม่ใช่สิทธิ์ เป็นการสละสิทธิ์ เป็นเสรีภาพ แต่ต้องอยู่ในกรอบ ทั้งนี้ประเด็นที่สำคัญคือว่าการบวชเพื่ออะไร สมัยก่อนบวชตามพุทธานุญาต เพื่อที่จะหลุดพ้น เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส ไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ นั่นคือหลักการ ปัจจุบันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า อันนี้เป็นคำถามที่ต้องตั้งขึ้นมา ว่าบวชเพราะอยากบวช แต่ว่าวัตถุประสงค์จริงๆ เข้าใจตรงนี้ไหม เมื่อการบวชเป็นวัตถุประสงค์ในการที่จะเพื่อการพ้นทุกข์อย่างเดียว เพื่อที่จะศึกษาพระธรรมวินัยไปถึงการพ้นทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าถ้าจะขัดขวางต่อการบวชก็คือการบิดเบือนพระธรรมคำสอน หรือการสอนสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย นั่นคือการปิดกั้นในเรื่องเสรีภาพการนับถือศาสนาพุทธที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่ว่าห้ามบวช หรือไม่ใช่ว่าห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การที่นำพระธรรมคำสอนมาบิดเบือน ทำให้เสียหาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ตรงนี้คือการทำลายเสรีภาพของการนับถือศาสนาพุทธที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่อย่างอื่น
ดังนั้นในเวลาการวิเคราะห์กฎหมายสิทธิมนุษยชนกับศาสนาพุทธ และ การบวชก็ต้องดูในบริบทนี้ ที่อ้างว่าเขาถูกกีดกัน ไม่ได้รับการรับรองไม่ให้บวช ไม่ใช่เป็นไปตามหลักที่ว่ากีดกันไม่ให้เขาได้เข้าถึงคุณธรรม ได้มีความเข้าใจถูกต้องจนไปสุดท้ายก็คือการบรรลุกัน ใช่ นี่คือการกีดกันที่สำคัญที่สุด แต่คนมองไม่ค่อยเห็น ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่มาก
อ.อรรณพ เรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องหลักๆ เลย ในเรื่องความเข้าใจผิดในพระธรรม
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ อย่างที่ยกตัวอย่างท่านที่ต้องการบวชเป็นภิกษุณี ท่านที่สนใจพุทธศาสนา ท่านก็ไปสำนักปฏิบัติต่างๆ
อ.อรรณพ เอาอะไรมาสอนก็ไม่รู้
อ.จักรกฤษณ์ ถ้าเข้าใจจริงๆ ท่านก็จะทราบว่าภิกษุณีไม่มีแล้ว ใช่ และการประพฤติปฏิบัติพระธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช ท่านต้องเข้าใจตรงนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสำนักปฏิบัติต่างๆ ไม่ได้อธิบายให้เข้าใจถึงตรงนี้เลย ท่านถึงมาทำสิ่งที่ขัดต่อพระวินัย ทำลายพระศาสนาอย่างชัดเจน ทุกวันนี้กลับมาให้เห็น
อ.อรรณพ อันนี้หลายเด้ง
อ.จักรกฤษณ์ เป็นเรื่องที่เสียหายเยอะ
อ.อรรณพ จะบวชภิกษุณีก็ละเมิดพระวินัย แล้วเข้ามาสอนอะไร เพราะมีความคิดที่ในเรื่องธรรมวินัยที่ผิดทาง
อ.จักรกฤษณ์ ไม่ถูกต้อง ซึ่งก็มีหลักฐาน ไปเจอว่าก็มีที่ท่านที่อ้างว่าท่านบวชเป็นภิกษุณี มีท่านหนึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนก็มาโพสต์รูปลงในเฟซบุ๊ก แต่งกายเป็นภิกษุณี แล้วก็มีชื่อเสียง คนก็รู้จัก เคยบวชชีมาก่อน แล้วมาบวชเป็นศิษย์ภิกษุณี ซึ่งก็มีชื่อเสียง คนก็รู้จักเยอะ ก็มาลงในเฟซบุ๊ก บอกว่ากำลังจะไปทำบุญที่วัดทางภาคอีสาน ขอบิณฑบาตค่าน้ำมันรถ ให้โอนเข้าบัญชีมา นี่คือเริ่มให้เห็นว่า ถ้าความเข้าใจไม่ถูกต้องแต่แรก เข้ามาบวชคือการทำลายพระศาสนาชัดเจน เพราะอ้างตัวเองว่าเป็นภิกษุณี ตรงนี้ก็ไปบวชจากศรีลังกามา เข้ามาอยู่ในเมืองไทย แล้วก็มาโพสต์ลงเฟซขอค่าน้ำมันรถไปทำบุญที่วัดทางภาคอีสาน เลยไม่ได้ช่วยสืบทอดพระศาสนา แต่กลับมาทำลาย
อ.อรรณพ ทำลายพระธรรมวินัย
อ.จักรกฤษณ์ แล้วองค์เดียวกันนี้
อ.อรรณพ อย่าเรียกองค์เลย
อ.จักรกฤษณ์ คนเดียวกันนี้ก็ไปทำบุญที่วัดที่กำแพงเพชร ไปลอยอยู่ในน้ำไปแสดงอภินิหาร ลอยอยู่ในกลางน้ำ ๑๐ นาที แล้วมีหนังสือพิมพ์ลง ทำสมาธิเพื่อที่จะอวดอิทธิฤทธิ์อะไร แล้วอ้างตัวเองว่าเป็นภิกษุณี เริ่มก็ไม่ต่างกับปัจจุบันที่เราเห็น แล้วจะบวชเข้ามาช่วยพระศาสนาอย่างไร
อ.อรรณพ เข้ามาช่วยกันทำลาย เพราะถ้าเป็นภิกษุที่อลัชชีก็ทำลาย แล้วเป็นผู้หญิงเข้ามาแต่งกายอย่างนี้ ยิ่งทำลาย
อ.จักรกฤษณ์ พระธรรมวินัยก็ไม่มั่นคง ไม่มีความเห็นถูก พอเข้ามาไม่ใช่ช่วยพระพุทธศาสนาแล้ว ช่วยกันทำลายให้เร็วขึ้น ตรงกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ทุกประการ
อ.อรรณพ พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู พระองค์ทรงทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น
อ.จักรกฤษณ์ อันนั้นก็เลยไปหน่อย มันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
อ.อรรณพ แต่พุทธบริษัทที่เหลือถ้ามีความเข้าใจ แล้วก็ดำรงพระธรรมวินัยก็ทำกันตามกำลัง อย่างที่เราคุยกันอยู่
อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ในแง่กฎหมายก็ชัดเจนว่า การบวชเป็นภิกษุณีให้ชัดๆ ไม่ใช่สิทธิมนุษยชน ที่อ้างสิทธิสตรีอะไรต่างๆ นั้นไม่ใช่แน่นอน เป็นเสรีภาพที่ท่านจะนับถือ แต่ต้องอยู่ภายใต้พระธรรมวินัยให้ถูกต้อง มิฉะนั้นก็เป็นการทำลายพระธรรมวินัย
อ.อรรณพ อาจารย์จักรกฤษณ์ก็ได้ให้ความชัดเจนว่า สิทธิคืออะไร เสรีภาพคืออะไร และจะอ้างสิทธิเสรีภาพมาเพื่อที่จะไปเปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย และจะไปบวชให้เป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาในธรรมวินัย เป็นไปไม่ได้เลย ทีนี้อาจารย์จริยาท่านก็ร่างกฎหมายมามาก จะมีโอกาสที่จะมีวันใดวันหนึ่งหรือไม่ ที่จะต้องมีการผลักดันให้มาร่างกฎหมายที่ค้านกับพระธรรมวินัยที่จะให้ผู้หญิงอ้างสิทธิเสรีภาพที่อาจารย์จักรกฤษณ์ได้พูดไปแล้ว ที่จะให้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายในเรื่องของการบวช จะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่
อ.จริยา การร่างกฎหมายจะต้องเข้าใจว่า เวลาที่เราจะร่างกฎหมาย อย่างที่เราเคยได้สนทนากันไปแล้ว ไม่ว่าจะร่างกฎหมายอะไร ท่านผู้ร่างจะต้องมีความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ อย่างดี เป็นต้นว่า ถ้าเราจะร่างกฎหมายคณะสงฆ์ ก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของพระธรรมวินัยว่าพระภิกษุคือใคร แล้วเราก็จะได้ร่างกฎหมายให้เป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น ดิฉันเรียกสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะเหตุที่ว่าถ้าเราไม่รู้จักพระธรรมวินัยเลย ไม่เคยศึกษาเลย เราก็จะเขียนโดยความคิดของเราเอง โดยความเข้าใจของเราเอง กลับมาที่กฎหมายที่จะให้มีภิกษุณีสงฆ์ มีภิกษุณี เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วว่า ภิกษุณีได้หมดไปแล้ว และบ้านเราก็ไม่เคยมีวงศ์ภิกษุณีเลย ภิกษุนี้จะมีได้อย่างไร ถ้าดิฉันเป็นผู้ร่าง ดิฉันก็จะต้องบอกว่าจะร่างอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าจะร่างกฎหมายให้ขัดกับพระธรรมวินัยเป็นไปไม่ได้ กฎหมายอะไรก็ตามที่จะเขียนเกี่ยวกับพระธรรมวินัย แม้กฎหมายคณะสงฆ์ที่ปัจจุบัน ท่านผู้ร่างท่านก็คำนึงถึงพระธรรมวินัยเนืองๆ อยู่ในช่วงเวลาที่ร่าง แต่บางครั้งเหตุการณ์เปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่พระธรรมวินัยแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่า ถ้ามีผู้ที่จะให้ร่างกฎหมายให้มีภิกษุณี ก็คือการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ให้รองรับภิกษุณีเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าผู้ร่างเข้าใจดีว่า ภิกษุณีไม่มีแล้วในขณะนี้ และประเทศไทยไม่เคยมีวงศ์ภิกษุณี
อ.อรรณพ เป็นที่ชัดเจนที่สุดว่า ในความเป็นนักกฎหมายและเป็นผู้ที่จะร่างกฎหมาย ต้องร่างกฎหมายให้ถูกต้องตามความจริงตามธรรม ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ก็ต้องตามธรรมวินัยเท่านั้น ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ ปิดท้ายประเด็นนี้สักนิดหนึ่ง
ความเสมอภาค พุทธศาสนาหรือว่าพระผู้มีพระภาค ทรงให้ความเสมอภาคกับบุคคลทั้งหลาย ทั้งชายทั้งหญิงหรือราชามหากษัตริย์ ถึงยาจก อย่างไร เพราะจะมีคนเข้าใจผิด เช่น ในยุคนั้น ในอินเดียสมัยนั้นมีการให้ความสำคัญของเพศหญิง เพศชายต่างกัน หรือวรรณะอะไรต่างกัน ในคำสอนตามพระพุทธศาสนา มีความเสมอภาคอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกคำ ไม่ว่าจะเป็นในสมัยโน้นหรือสมัยไหนๆ ก็ตาม มีหญิงมีชาย มีพระมหากษัตริย์ มียาจก มีพ่อค้าคฤหบดี ทั้งหมดความจริงคืออะไร เพราะฉะนั้นความจริงเป็นความจริง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนจากขอทานให้เป็นพระมหากษัตริย์ เสมอภาคหรือเปล่า หรือจะต้องไปทำได้ ใครเกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่คำว่าสิทธิ จริงๆ แล้วคืออะไร สิทธิของมนุษย์และสิทธิของสิ่งอื่นมีหรือเปล่า เพราะฉะนั้นแต่ละคำเป็นสากลซึ่งไม่เปลี่ยน ไม่ใช่ว่าเฉพาะกาลสมัย หรือว่าไม่ใช่แต่เฉพาะกลุ่มบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ต้องรู้ความจริงว่า สิทธิก็คือความสามารถเฉพาะตนที่จะเป็นอย่างนั้น เช่น เกิดเป็นมนุษย์จะให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม
อ.อรรณพ ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เสมอภาคหรือไม่ ในเมื่อเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่อบายภูมิ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่าถ้ากล่าวถึงธรรม ธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ธรรมเป็นธรรม ธรรมที่เป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล เสมอกัน จัดธรรมที่เป็นอกุศลไปเสมอกับธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างถ้าเราศึกษาให้เข้าใจจริงๆ เราจะรู้ว่า กว่าจะได้รู้ความจริงที่จะให้สัตว์โลกได้เข้าใจความจริง ต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริงนานมาก
เพราะฉะนั้นที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา สำหรับผู้ที่ได้สะสมความเข้าใจที่จะเข้าใจถูก สามารถที่จะรู้แจ้งความจริง ละคลายกิเลส เป็นพระอรหันต์ได้ และสำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ก็ต้องต่างกันใช่ไหม เสมอภาคกันได้ไหม ตามความเป็นจริงของแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิ์เฉพาะตนที่เกิดจากเหตุปัจจัย ที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายจะพูดถึงเรื่องเสรีภาพ พูดถึงเรื่องเสมอภาคก็ตามแต่ ก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าหมายความถึงอะไร มนุษย์เกิดเป็นมนุษย์ มีสิทธิ์เป็นมนุษย์ มีเสรีภาพของแต่ละมนุษย์แต่ละหนึ่งคน เท่ากันหรือเปล่า ก็แล้วแต่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ซึ่งธรรมไม่ได้ขัดกับสิ่งใดเลย เพราะว่าจริงตลอดทุกกาลสมัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอะไร แต่ว่าถ้าไม่ได้ศึกษาโดยถ่องแท้โดยเข้าใจจริงๆ ก็จะมีคำหลายคำซึ่งเกิดจากความไม่รู้ และไม่สามารถที่จะทำให้เป็นไปอย่างที่คิดได้ อย่างเสรีภาพของภิกษุมีหรือเปล่า แต่ความเป็นภิกษุก็คือความเป็นภิกษุ มีสิทธิ์ที่จะเป็นภิกษุ ตามที่เป็น อย่างเช่นรับอาหาร บิณฑบาต ศึกษาธรรม แสดงธรรม และมีเสรีภาพของภิกษุที่จะทำอะไร เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วในพระธรรมวินัยลึกซึ้งกว่านั้น ภาวะที่เสรี ที่อิสระต้องพ้นจากกิเลส
อ.อรรณพ อันนี้เป็นอะไรที่ลึกซึ้ง แล้วก็ควรค่าอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษากันต่อไป เพราะว่าพระธรรมวินัยละเอียดลึกซึ้ง จะใช้เวลาสั้นๆ แล้วจะเข้าใจทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ แม้ในคำว่าเสรีที่เป็นธรรม ก็ควรที่จะศึกษากันต่อไป
ท่านอาจารย์ เสรีภาพตามกิเลส เห็นไหม กิเลสอยากจะให้มีเสรีภาพอย่างไรก็ให้เป็นเสรีภาพอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นเสรีภาพตามกิเลส แต่ธรรมที่เป็นเสรีต้องพ้นจากกิเลส เป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง
อ.อรรณพ แล้วถ้าเป็นธรรมที่เป็นเสรีที่พ้นจากกิเลสจริงๆ ก็จะไม่ไปมีอกุศลที่ไปล่วงสิทธิของผู้อื่นหรือว่าจะไปเปลี่ยนแปลงความจริง เช่นเปลี่ยนแปลงพระวินัย จะบวชเป็นภิกษุณีให้ได้ในสมัยนี้ ก็เป็นไปไม่ได้
ท่านอาจารย์ เมื่อพ้นจากกิเลสแล้ว ใครจะทำอะไรผู้นั้นได้ เห็นไหม เป็นพระอรหันต์แล้ว ใครจะทำอะไร เพราะว่าเป็นการพ้นจากกิเลส พ้นจากการกระทำชั่วทุกชนิด เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นเสรีภาพจริงๆ ก็ต้องมีความเข้าใจว่าเสรีภาพของกิเลสด้วยความไม่รู้ ก็เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ และก็พิจารณาไตร่ตรอง เสรีภาพของชนชั้นหนึ่งกับเสรีภาพของอีกเผ่าหนึ่งก็ต่างกัน ในสมัยโบราณคนกินคน มีใช่ไหม
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ เป็นเสรีภาพหรือเปล่าที่จะกิน
อ.อรรณพ ก็คิดกันไป
ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่ละเอียด แต่เป็นเรื่องที่จริง ตรง ยิ่งเข้าใจ ยิ่งรู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า แม้แต่คำที่เราใช้กัน ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย พูดคำที่ไม่รู้จักสักคำ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมก็รู้ว่าคืออะไร แม้แต่จะรู้ก็ยังต้องอาศัยผู้ที่อบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เหลือเลย ไม่ว่าจะเรื่องโลกสมัยก่อนสมัยนี้ สันติภาพ เสรีภาพ สิทธิอะไรต่างๆ ตามความเป็นจริงนั้นคืออะไร
อ.อรรณพ ก็ต้องเป็นการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ จึงจะเข้าใจในแต่ละคำไม่ว่าจะเป็นคำในภาษาบาลี หรือที่เรามาใช้กันสิทธิเสรีภาพ ความละเอียดลึกซึ้งของสภาพธรรมที่เป็นสิทธิคืออะไร ที่เป็นเสรีภาพคืออะไร
ท่านอาจารย์ สิทธิของกุศล สิทธิของอกุศล อกุศลมีสิทธิไหม
อ.อรรณพ เขาก็เกิดก็เป็นไปตามนั้น
ท่านอาจารย์ สิทธิของเขาคือเป็นอกุศล
อ.อรรณพ เป็นอกุศล เป็นสภาพของเขาอย่างนั้น เป็นความเป็นไป
ท่านอาจารย์ จะบอกอกุศลว่า ไม่ให้สิทธิ์คุณเป็นอกุศลได้
อ.อรรณพ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสนทนาพิเศษในเรื่องยุคนี้มีภิกษุณีได้หรือไม่ ก็เป็นอันสรุปกันชัดเจนว่า ยุคนี้สมัยนี้ไม่มีภิกษุณีในธรรมวินัยแน่นอน ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจน