003 การบวชตามพระธรรมวินัย
อ.อรรณนพ การบวชในยุคนี้ส่วนใหญ่ที่เป็นไปตามประเพณี ไปตามความเชื่อ ไม่ว่าจะบวชหน้าไฟ บวชแทนคุณพ่อแม่ หรือว่าเป็นชายไทยก็ควรจะบวชตามขนบประเพณี หรืออื่นๆ ตามที่คิดที่เชื่อกัน หรือจะบวชก่อนแต่งงานก่อนแต่งงานผู้ชายไทยก็บวช หรือว่าบางทีก็บวชสะเดาะเคราะห์ หรือว่าบวชเพราะว่าป่วยเป็นโรคอะไรต่างๆ ไปบวชจะได้มีอานิสงส์หายจากโรคอะไรอย่างนี้ การบวชตามประเพณีความเชื่ออย่างนี้ ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ บวชเพื่อหายโรค คิดดู ด้วยความต้องการหายโรคต่างหากจึงบวช เพราะฉะนั้นไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจแล้วทำไมบวช ทำอย่างอื่นก็ได้ ไปหาหมอก็ได้ ใช่ไหม รักษาสุขภาพให้ดีๆ ทำไมไปบวชเพื่อหายโรค ไปบวชแล้วไม่หายหรอก โรคกิเลสเพิ่มขึ้น
อ.อรรณพ สะเดาะเคราะห์ก็มี บวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ สะเดาะเคราะห์คืออะไร
อ.คำปั่น ก็เป็นความคิด ความเห็นของผู้ที่ไม่รู้ความจริงว่า ประสบกับเหตุการณ์อย่างนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจในชีวิตประจำวัน ก็คิดว่าจะต้องไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อที่จะให้พ้นจากตรงนี้ เขาก็เรียกกันว่าสะเดาะเคราะห์ ซึ่งตามความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตามความจริงเป็นเหตุเป็นผลว่า เมื่อเหตุมีแล้วผลก็ต้องมีตามความเป็นไปของธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจความจริง จะไม่ทำอะไรในสิ่งที่ผิดแน่นอน แต่เพราะไม่รู้ความจริง จึงไปทำอะไรที่ผิดไปจากพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อสนทนามาถึงตรงนี้ก็คงเริ่มที่จะเห็น เริ่มที่จะเข้าใจว่า การที่บวชเพียงตามประเพณี ตามความเชื่อ โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่าการบวชคืออะไร ไม่มีความรู้เรื่องพระธรรมวินัยเลย ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร แต่ก็เป็นการที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อมด้วยความที่ไม่เข้าใจทั้งจุดประสงค์ และเมื่อบวชไปแล้วจะประพฤติอย่างไร ก็จะมีการประพฤติผิดพระวินัยตามมาเยอะแยะ
อีกอย่างก็คือบวชเพื่อการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป เพราะในปัจจุบันเมื่อบวชแล้วก็ได้เรียนทั้งทางโลกทางธรรม
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดก็คือด้วยความต้องการ ต้องการทั้งหมด เหมือนอย่างเมื่อสักครู่นี้ ขอย้อนไปเรื่องเคราะห์นิดหนึ่ง เคราะห์มาจากไหน ต้องมีต้นเหตุใช่ไหม ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นก็ต้องมีสาเหตุหรือปัจจัย หรือเหตุที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเคราะห์มาจากไหน ทำไมไม่คิด ทำไมไม่เข้าใจในเหตุในผล เพียงแต่เดาเอาว่าเคราะห์ร้ายก็ต้องไปบวช เคราะห์ร้ายมาจากการกระทำที่ไม่ดีหรือเปล่า ถ้าทำดีจะเคราะห์ร้ายหรือ เพราะฉะนั้นเมื่อเคราะห์ร้ายเกิดจากการทำไม่ดี ก็ทำดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเคราะห์ร้ายต่อไป ไม่ดีหรือ เห็นไหม ถ้าเป็นเหตุเป็นผลก็ง่ายๆ ธรรมดา ตรงตัว มาจากไหน เหตุมาจากไหน เหตุมาจากการกระทำที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าจะให้พ้นเคราะห์ก็ทำความดีจะได้พ้นจากผลของความไม่ดีที่ทำต่อไปข้างหน้าด้วย
แต่สิ่งที่ได้ทำแล้วได้ใครๆ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเคราะห์ร้ายเกิดแล้วเป็นผลของการที่จะทำไม่ดี เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจให้รู้ว่าถ้าจะให้ดีก็คือว่า ไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะจะได้ไม่มีเคราะห์ร้ายข้างหน้า แล้วทำไมไม่ทำ แต่กลับไปทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเหตุว่าไม่รู้ คิดว่าสิ่งนั้นจะทำให้หมดเคราะห์ได้อย่างไร
อ.อรรณพ ยิ่งจะเพิ่มเคราะห์
ท่านอาจารย์ ก็นั่น เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ถ้าเราศึกษาธรรมโดยละเอียด จะเห็นความชัดเจนของพระมหากรุณาที่ทรงแสดงให้พ้นจากความเข้าใจผิด ความหลงผิด การประพฤติผิด แม้แต่การบวช ทำดีกับบวช อย่างที่คุณวิชัยว่า สนธนาธรรมแล้วก็กล่าวถึงความประพฤติต่างๆ ที่ถูกต้องขัดเกลากิเลส เหมือนบวชไหม เพราะปะวะชะก็คือการสละ ละ ขัดเกลากิเลส
เพราะฉะนั้นขัดเกลากิเลสเมื่อไหร่ก็เหมือนบวชเมื่อนั้น ทำไมไม่ทำความดีเป็นการขัดเกลากิเลส แต่กลับจะไปบวชโดยไม่รู้ว่าเป็นบาป เพราะว่าไม่เข้าใจว่าบวชต้องสำหรับผู้ที่เข้าใจพระธรรมแล้วต่างหาก ถ้ายังไม่เข้าใจพระธรรมเลย ถามว่าทำไมบวช บอกไม่รู้ คนที่ทำอะไรด้วยความไม่รู้ คิดดู เหมือนคนตาบอดไหม ถ้าใช้คำว่าไม่รู้ บวชเพราะอยากบวชอีก ก็ไม่รู้อีกว่าบวชคืออะไร เพราะอยากเท่านั้นเอง ก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเพื่อไม่ให้ตาบอด ไม่ให้หลงผิด ไม่ให้เข้าใจผิด ทุกข้อทุกประการมีความละเอียดอย่างยิ่ง และตรงเหตุตรงผลอย่างยิ่ง
อ.อรรณพ เดี๋ยวนี้คนอาจจะบวช เพราะว่าบวชแล้วก็ได้เรียนทั้งธรรมไปด้วย แล้วก็ได้เรียนทั้งวิชาทางโลกไปด้วย แล้วปัจจุบันนี้ทางภาครัฐก็รับรองการเรียน จะเทียบเท่ากับวุฒิทางโลก เช่นเทียบเท่ากับปริญญา สำหรับผู้ที่จบเปรียญ ซึ่งอาจารย์คำปั่นน่าจะช่วยเสริมตรงนี้ได้ เพราะอาจารย์ก็เคยได้บวชเป็นสามเณรมา ได้เป็นเหรียญประโยค ๙ ขอเชิญอาจารย์คำปั่น
อ.คำปั่น เป็นการตั้งต้นผิด เพราะว่าการบวชจริงๆ ก็คือเพื่อที่จะศึกษาพระธรรม อบรมปัญญา ขัดเกลากิเลส อันนี้เป็นจุดประสงค์ที่ถูกต้อง แต่ว่าที่ทำ ก็ไม่รู้เลยว่าบวชคืออะไร อันนี้เป็นตัวอย่างของความไม่รู้ว่าบวชคืออะไร
ท่านอาจารย์ ตอนนั้นบาปแล้วใช่ไหม
อ.คำปั่น ใช่ ไม่รู้ก็บาปแล้ว ไม่รู้ว่าบวชคืออะไร ไม่รู้ว่าสามเณรคือใครด้วย คือมีแต่ความไม่รู้เต็มไปหมดเลย เวลาเข้าไปแล้วก็ไม่รู้พระวินัยก็ทำผิดมาก พออาจารย์ให้เรียนอะไรก็เรียน พอเรียนสอบได้เปรียญ ๓ เทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก็ไปเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เรียนทางโลก ซึ่งจริงๆ ก็ผิดพระวินัยแล้ว พระภิกษุ สามเณร จะมาเรียนวิชาทางโลกไม่ได้เลย เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นโทษด้วย พอสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ตอนนั้นเรียนม.๖ ยังไม่จบ สอบได้เปรียญ ๕ เทียบเท่าม.๖ ก็เข้าต่อมหาวิทยาลัย ในนั้นสอนอะไร นอกจากวิชาการทางโลก ก็เรียนทางโลกต่อไปอีก ก็เป็นการเพิ่มพูนความไม่รู้ ไม่ได้ศึกษาในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโทษจริงๆ ซึ่งนี่คือความอันตรายจริงๆ ของความไม่รู้ ที่เข้าไปแล้วไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำในฐานะที่เป็นเพศบรรพชิต แต่กลับมีความประพฤติที่ไม่แตกต่างอะไรกับคฤหัสถ์เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นโทษจริงๆ
พอได้มาศึกษาพระธรรมแล้ว จึงรู้ว่าสิ่งที่เคยทำมาทั้งหมดผิดพระวินัย เพราะว่าไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นพอได้เริ่มรู้แล้ว ก็ยิ่งจะเพิ่มพูนความมั่นคงและความจริงใจในการที่จะศึกษาเพื่อความเข้าใจจริงๆ จะไม่กลับไปทำในสิ่งที่ผิดอย่างนั้นอีกแล้ว
อ.อรรณพ การที่สังคมอาจจะเป็นทางระบบการศึกษาของประเทศ ก็มีความเห็นว่าเพื่อจะยกระดับของการที่บวชเป็นพระภิกษุให้มีความรู้ในเรื่องของทางโลกด้วย จะได้ทันสมัย มิฉะนั้นก็จะเหมือนกับว่าศึกษาแต่ธรรมวินัยก็เลยจะตามโลกไม่ทัน และในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปมาก เพราะฉะนั้นการที่ได้รู้วิชาทางโลกด้วยแล้วก็เทียบเท่า ก็เป็นการที่จะยกระดับภิกษุหรือผู้ที่เป็นสามเณรแล้วเข้าไปบวชจะได้มีความรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ภาษาอังกฤษบ้าง คอมพิวเตอร์บ้าง อะไรศาสตร์ต่างๆ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่การบวชตามธรรมวินัยทุกประการ ใช่ไหม ตั้งแต่บวชเพื่อจะเข้าใจธรรมก็ไม่มี ไม่ได้ศึกษาธรรม บวชที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ล่วงพระวินัย เพราะเหตุว่าไปศึกษาทางโลก เพราะคิดว่าเป็นการทันสมัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีใครทันสมัยยิ่งกว่าพระองค์ รู้ไหมว่าสมัยคืออะไร ถ้าไม่ศึกษาธรรมไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยสักคำเดียวที่เราใช้ พูดคำที่ไม่รู้จักตลอด จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้วถึงจะรู้ว่าแม้แต่คำว่า สมัย สะมะยะก็คือขณะหนึ่ง ขณะหนึ่งเดี๋ยวนี้เอง เดี๋ยวนี้กำลังเป็นสมัยหนึ่ง เกิดแล้วดับแล้ว ใครทันสมัยที่จะเข้าใจขณะนั้นว่าไม่ใช่เราเป็นธรรม ไม่มีใครทัน ใช่ไหม
แต่เพราะเหตุว่า ไม่เข้าใจเรื่องความต่างกันของพระธรรมวินัยว่า เป็นการขัดเกลาก็กลับไปตามกิเลส แทนที่จะให้ขัดเกลากิเลสทุกอย่างหมด กลายเป็นตามกิเลส คฤหัสถ์ทำอะไร คฤหัสถ์มีกิเลสมาก สามเณร พระภิกษุก็ตามกิเลสของคฤหัสถ์ ทำเหมือนกันเลย แล้วอย่างนี้จะเป็นภิกษุและสามเณรในพระธรรมวินัยได้หรือ ไม่มีอะไรที่เป็นการแสดงว่าขัดเกลากิเลส เพราะถามว่าบวชทำไมก็ไม่ถูกแล้ว ใช่ไหม บวชแล้วทำอะไรก็ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นเหมือนกับการลักขโมยเพศของบรรพชิตมา เพื่อที่จะลวงคนอื่น เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องน่าคิดว่าจะบวชหรือจะบาป อันนี้ชัดเจน ค่อยๆ ไตร่ตรอง และก็ไม่ใช่ไปคิดถึงจำนวนมากหรือปริมาณมาก เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เพื่ออะไร บริวาร ละแล้วซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ บริวารและสุข ใช่ไหม แต่นี่กลับไปหาบริวารเพื่ออะไร
เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็เป็นไปตามกิเลส ซึ่งเป็นโทษอย่างยิ่ง คฤหัสถ์ไม่เป็นโทษเลย เพราะเปิดเผยว่าเป็นคฤหัสถ์ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ พร้อมด้วยการที่จะศึกษาพระธรรมและพระวินัยเพื่อขัดเกลากิเลส ไม่มีการขัดเกลากิเลสให้เห็น มีแต่การตามกิเลสและเพิ่มกิเลสอย่างคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ใครก็ตามเป็นบรรพชิต เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ตามที่ไม่ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลส ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย เป็นโทษอย่างยิ่ง
อ.วิชัย ก็จะเห็นถึงอัธยาศัยที่ต่างกันจริงๆ ดังนั้นถ้ามีความสนใจศึกษาที่จะเรียนวิชาการต่างๆ ก็ควรที่จะเป็นคฤหัสถ์ไม่ใช่บรรพชิต เพราะว่าความเป็นคฤหัสถ์สามารถที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ได้ จะเรียนวิชาการต่างๆ ศึกษาเรื่องของไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องของภาษาต่างๆ ก็เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ที่สามารถกระทำได้ทุกอย่าง พร้อมกับการได้ศึกษาพระธรรมด้วย แต่ความเป็นบรรพชิตคือเป็นผู้ที่สละ แล้วก็รู้ตามความเป็นจริงว่าวิชาการใดๆ จะเหมือนกับวิชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะมีทุกกาลสมัย การอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่อุบัติเกิดขึ้นได้แสนยาก ดังนั้นการที่มีบุคคลที่เห็นคุณของพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ก็มีความใส่ใจที่จะสนใจศึกษาพระธรรมและประพฤติขัดเกลากิเลสตามธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง นี้คือแสดงถึงความเป็นบรรพชิตอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยอย่างยิ่ง
อ.อรรณพ ถ้าจะไปโยงเพื่อจะให้ผู้ที่บวชมาศึกษาวิชาทางโลกด้วย ก็ไปโยงถึงมงคลข้อศิลปะ ความเป็นผู้มีศิลปะ ซึ่งในมงคลข้อนั้นก็แสดงศิลปะทุกอย่างเป็นมงคล เราก็เลยบอกว่านี่ไง ภิกษุก็ต้องมีมงคลข้อนี้
ท่านอาจารย์ มงคลสำหรับพระภิกษุหรือสำหรับทุกคน
อ.อรรณพ สำหรับทุกคน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคฤหัสถ์ควรมีมงคลข้อไหน
อ.อรรณพ ควรมีมงคลทุกข้อ
ท่านอาจารย์ ควรมีมงคลทุกข้อ บรรพชิต ถ้าจะกล่าวถึงสิปปะ คือศิลปะ ความสามารถ ไม่ใช่หลังบวชแล้วไปเรียน อันนี้สำคัญ คือว่าชาวบ้านที่มีความสามารถต่างๆ สามารถที่จะปรุงอาหารถวายพระภิกษุ หรือว่าถ้าเป็นคฤหัสถ์ที่เป็นผู้ชาย มีความรู้ความสามารถและก็จะขัดเกลากิเลส ก็สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต แต่ความสามารถนั้นยังเป็นประโยชน์ได้ตามพระธรรมวินัย แต่ต้องตามพระธรรมวินัย เพราะเป็นการขัดเกลากิเลส จะไปอาสาชาวบ้านสร้างบ้านสักหลังได้หรือไม่ มีศิลปะ สร้างเก่ง ได้ไหม ตั้งบริษัทก่อสร้างได้ไหม
อ.อรรณพ ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมาใช้ทั่วๆ ไป ต้องพิจารณาว่า คำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าละเอียด ครบถ้วน ตรง ลึกซึ้ง แม้แต่ข้อความใดที่แสดงไว้ในมงคล เป็นมงคลทั้งหมดไม่เว้นกับใครเลย แต่ในเพศไหน
อ.อรรณพ อันนี้สำคัญ ไม่งั้นก็จะไปเอาพระธรรมมาล้มล้างพระวินัย เพราะว่าศึกษาไม่ดี ไม่เข้าใจ อย่างเช่นในเรื่องมงคลว่าด้วยสิปปะ แต่ในบรรดาสิปปะทั้งหลาย ศิลปะทั้งหลาย ความรู้ทั้งหลาย ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นความรู้ที่สูงสุดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการบวชเพื่อที่จะมีการศึกษาทางโลกควบคู่ไปด้วย ก็ไม่เป็นการบวชตามพระธรรมวินัยเช่นกัน
ท่านอาจารย์ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนศึกษาพระธรรมวินัย
อ.อรรณพ เพราะมัวแต่ไปศึกษาทางโลก
ท่านอาจารย์ แล้วก็บวชมาเพื่ออะไร
อ.อรรณพ แต่สถาบันการศึกษาให้การรับรอง
ท่านอาจารย์ ทำไมต้องการการรับรองจากสถาบันการศึกษา สละแล้วไม่ใช่หรือ
อ.อรรณพ สึกแล้วจะได้มาเทียบวุฒิ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบวชเพื่อสึก ไม่ใช่บวชเพื่อที่จะศึกษาพระธรรมวินัย ขัดเกลากิเลส
อ.อรรณพ ใช่
ท่านอาจารย์ แต่บวชเพื่อประโยชน์ของตนเอง บาปไหม
อ.อรรณพ จึงไม่ใช่เป็นการบวชตามพระธรรมวินัย แล้วก็มีความเสียหาย มีโทษขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็อย่าชักชวนกันบาป แต่ต้องให้เข้าใจถูกต้อง ขัดเกลากิเลส
อ.อรรณพ อีกประเด็นหนึ่ง การบวชตามการโฆษณา ชวนเชิญ ซึ่งก็จะเป็นตามวาระหรือว่าตามโอกาสของทางวัดบ้าง หรือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือเพื่อที่จะไปปฏิบัติธรรมกัน เพื่อจะอุทิศคุณความดีให้กับบุคคลนั้นบุคคลนี้ต่างๆ แล้วก็คิดว่าเป็นการสืบทอดพระศาสนา ซึ่งก็จะเป็นจุดที่ผมว่าน่าจะสนทนา เพราะว่าจะเป็นการระดมกันมาบวชที่เป็นจำนวนมากๆ เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป้าหมายสูงสุดก็เป็นล้านอะไรแบบนี้
เพราะฉะนั้นการบวชโดยที่มีการโฆษณาชวนเชิญกันให้มาบวชกันเยอะๆ เพื่อที่จะมาร่วมกันทำความดี แล้วก็จะได้อุทิศส่วนกุศลให้กับบุคคลที่เราอยากจะอุทิศให้
ท่านอาจารย์ แค่ผู้ที่มาบวชเพื่อร่วมกันทำความดี ถามว่าสึกแล้วเข้าใจธรรมไหม ไม่เข้าใจ แล้วเป็นความดีหรือ ความดีอะไร
อ.อรรณพ ก็ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เริ่มบวชว่า บวชทำไม บวชเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่จุดประสงค์ ไม่ใช่การขัดเกลากิเลส ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย
อ.อรรณพ กราบเรียนตรงๆ ว่า การกะเกณฑ์กันมาบวชเป็นการดูหมิ่นการบวช เป็นการไม่เคารพยำเกรงพระศาสดาอย่างไร ที่เกณฑ์กันมาบวช
ท่านอาจารย์ เป็นการบาป เพราะไม่เข้าใจว่าบวชคืออะไร แล้วทำ ทุกอย่างที่ทำด้วยความไม่รู้ บุญหรือบาป
อ.อรรณพ ไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งบุคคล ยังเกณฑ์กันมาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนที่ไปบวชก็ไม่รู้ก็บาป คนที่ชวนคนอื่นให้ไปบวชโดยเขาไม่เข้าใจพระธรรมวินัย ก็ต้องเป็นบาปทั้งหมด
อ.อรรณพ ก็ไม่เป็นการเคารพยำเกรงในพระศาสดาเลย เพราะเห็นการบวชเป็นเรื่องสบายๆ มาบวชกันแล้วก็ดูว่าดี
ท่านอาจารย์ ที่สำคัญที่สุดคือต้องตรงและจริงใจ แค่คำว่า บวชทำไม ตอบไม่ได้ควรบวชไหม ตอบว่าบวชเพื่อที่จะได้อุทิศส่วนกุศล ควรบวชไหม ยังไม่ได้ทำความดีอะไรเลย แล้วจะอุทิศอย่างไร แล้วระหว่างบวชก็ไม่ได้ทำความดีตามที่ต้องทำในเมื่อเป็นบรรพชิตภิกษุสามเณร
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นการที่จะอุทิศส่วนกุศล ซึ่งก็บอกอยู่แล้วอุทิศส่วนที่เป็นกุศล เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นกุศลคุณความดีจริงๆ ซึ่งถ้าเป็นความเข้าใจถูก ก็จะเป็นไปในการที่จะมีการปรุงแต่งให้เกิดการทำความดี และความดีนั้นก็น้อมอุทิศให้กับบุคคลต่างๆ ได้
ท่านอาจารย์ แล้วลองคิดถึงความจริง บวชต้องเสียเงินเสียทองไหม
อ.อรรณพ เสีย
ท่านอาจารย์ แล้วประโยชน์ที่ได้รับหลังจากบวชแล้ว อยู่ไหน
อ.อรรณพ ถ้าไม่ได้มีการศึกษาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ท่านอาจารย์ ก็เปล่าประโยชน์ เหมือนละลายในแม่น้ำไปหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะว่าบวชแล้วก็ไม่รู้ว่า ธรรมคืออะไร แล้วก็ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยด้วย เป็นโทษอย่างยิ่ง และก็เสียประโยชน์อย่างยิ่งด้วย เสียเงินเสียทองโดยไร้ประโยชน์
อ.อรรณพ อีกอย่างหนึ่ง อีกรูปแบบหนึ่งของการบวช ก็คืออาจจะเป็นผู้ที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมบ้างแล้ว พระธรรมวินัยแล้ว ก็เป็นผู้ที่ดูเหมือนว่ามีศรัทธาที่อยากจะให้ก้าวหน้าในทางธรรมยิ่งขึ้น เพราะอยู่ในเพศคฤหัสถ์ก็เป็นความคับแคบ เพราะถ้าได้บวชเป็นพระภิกษุเพราะใฝ่ใจในธรรมอยู่แล้ว อย่างนี้ท่านอาจารย์จะมีความเห็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ยังไม่บวชได้ไหม เพื่อที่จะทดลองว่ามั่นคงจริงๆ หรือเปล่าศรัทธาจริงๆ หรือเปล่า ใส่ใจจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าทุกคนไม่มีการห้ามว่ารักษาศีลได้เพียงเท่านั้นข้อ แต่ละหนึ่งคนจะขัดเกลากิเลสโดยการที่รักษาศีลได้ตามความเป็นจริง ด้วยใจจริงว่าจะเป็นไปได้กี่ข้อ ๕ ข้อก็ได้ ถ้าศึกษาวินัยหรือเสขียวัตรก็จะเห็นได้ว่า คฤหัสถ์สามารถที่จะมีศีลเกิน ๕ ข้อ ใครๆ ก็ได้
เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปบวช ดูใจตัวเอง อย่าเพิ่งบวช แล้วก็รักษาศีลตามที่ทรงบัญญัติไว้ ๒๒๗ ข้อ ลองดูว่าทำได้ไหม ถ้าไม่ใช่อัธยาศัยจริงๆ ทำไม่ได้ ก็ไม่บวช
อ.อรรณพ อันนี้ผมขอแย้งนิดหนึ่ง เพราะมีบางคนที่ผมรู้จัก เขาไม่ทานอาหารหลังเที่ยงมาเป็นปกติ เป็นหลายปีเลย เขาก็เลยคิดว่าเขาเหมาะสมที่จะไปบวช แล้วทุกวันนี้เขาก็บวช เพราะว่าเขาก็สามารถที่จะมีการไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยง เป็นต้น
ท่านอาจารย์ แล้วเข้าใจพระธรรมหรือเปล่า
อ.อรรณพ เขาบอกว่าเขาก็สนใจ แล้วได้ไปบวช จะได้มีเวลาศึกษาธรรมให้มาก
ท่านอาจารย์ บวชแล้วเข้าใจหรือเปล่า
อ.อรรณพ อันนั้นก็เป็นส่วนบุคคล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าบวชแล้วไม่เข้าใจ คิดแต่เพียงว่าไม่รับประทานอาหารเวลาวิกาลแค่นั้นเอง แล้วก็บวชได้ ทำไมตั้งเยอะแยะไป คนที่เขาเป็นอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการจะบวช บวชเพื่อศึกษาพระธรรมอันดับแรก เพราะว่าถ้าไม่มีพระธรรมจะบวชทำไม จะรักษาพระวินัยเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเข้าใจความละเอียดของธรรมของกิเลสที่จะต้องขัดเกลา
อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นการบวชที่เป็นความอยากบวช แต่เข้าใจเอาว่าเป็นศรัทธา แม้กระนั้นก็ยังไม่ใช่เป็นการบวชตามพระธรรมวินัย
ท่านอาจารย์ ถ้าศึกษาธรรม ศรัทธาต้องเป็นกุศล ถ้าไม่รู้เป็นศรัทธาได้ไหม
อ.วิชัย ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้แล้วบวช แล้วจะบอกว่าศรัทธา เป็นไปไม่ได้เลย เป็นอกุศลที่ไม่รู้ และอยากบวชสองอย่าง คือเพราะไม่รู้ แล้วก็อยากด้วย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ศรัทธา
อ.วิชัย ขออนุญาตนิดหนึ่งเกี่ยวกับที่อาจารย์อรรณพยกตัวอย่างบุคคลที่ไม่รับประทานอาหารตอนเย็น
อ.อรรณพ หลังเที่ยง
อ.วิชัย จริงๆ แล้วสิกขาบทอื่นๆ ก็มีอีกมากเลย ไม่ใช่เพียงเข้าใจว่าตนเองประพฤติได้อย่างนั้น คือไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงแล้ว คิดว่ามีอุปนิสัย แต่อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าเข้าใจธรรมหรือเปล่า เข้าใจสิกขาบทอื่นๆ บ้างไหม ว่าทั้งหมดไม่ใช่เพื่อที่จะตนเองได้ประพฤติตามเท่านั้น แต่เห็น อกุศลที่พอกพูนมากขึ้นในแต่ละวันของความเป็นคฤหัสถ์ จึงมีอัธยาศัยที่จะขัดเกลาหรือประพฤติตามสิกขาบทอย่างบรรพชิตได้ ดังนั้นไม่ใช่เป็นข้อหนึ่งข้อใดทั้งหมด ภิกษุต้อสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหมดที่พระองค์บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพียงข้อหนึ่งข้อใด
อ.อรรณพ เพราะว่าจริงๆ ถ้าสมมติว่าผู้ที่สมาทานอุโบสถศีลก็ไม่ทานอาหารหลังเที่ยงอยู่แล้ว แต่อย่างนั้นก็ไม่ใช่เป็นบรรพชิตใช่ไหม อันนี้ก็ต้องต่างกัน
อ.คำปั่น ไม่ใช่บรรพชิต ถึงแม้คฤหัสถ์ท่านเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น ท่านก็สมาทานศึกษา น้อมประพฤติตาม โดยที่ไม่ได้มุ่งหวังอย่างอื่นเลย ไม่ได้ประกาศให้คนอื่นได้รู้ด้วย ทั้งหมดก็คือเพื่อขัดเกลากิเลส แต่ว่าในฐานะของความเป็นคฤหัสถ์ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งว่าสำหรับในเรื่องของการบวช แม้ในสมัยพุทธกาลเอง ซึ่งก็มีพระดำรัสที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การบวชเป็นเรื่องยาก ซึ่งก็มีข้อความในธรรมบท