รายการบ้านธัมมะ พระธรรมวินัยกับกฎหมาย ครั้งที่ 2


    รายการบ้านธัมมะ พระธรรมวินัยกับกฎหมาย ครั้งที่ ๒

    สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการบ้านธัมมะ โดยมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังคงค้างการสนทนาพิเศษในหัวข้อ พระธรรมวินัยกับกฎหมาย ในเรื่องของกฎหมาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทไว้ว่า ตัวกฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความยุติธรรม อีกความหมายหนึ่งของความยุติธรรมก็คือความถูกต้องสมควรนั่นเอง เพราะฉะนั้นการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยนั้น จึงต้องคำนึงถึงความถูกต้อง สอดคล้องกับพระธรรมวินัยด้วย ซึ่งในวันนี้อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านก็ยังคงอยู่กับพวกเรา ได้แก่ คุณจริยา เจียมวิจิตร คุณจักรกฤษณ์ เจนเจษฎาและคุณวิชัย เฟื่องฟูนวกิจ โดยมีอาจารย์อรรณพเป็นผู้ดำเนินรายการ ความลึกซึ้งทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามชมกันได้เลย

    อ.จักรกฤษณ์ พระธรรมวินัยคือ การที่เกี่ยวข้องกับความดีงามทั้งหลายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งสิ่งไม่ดีท่านก็อธิบายไว้ ดังนั้นในการใช้กฎหมายต่างๆ เราก็จะต้องดูหลักตรงนี้ ส่วนที่เป็นส่วนที่ดีอย่างไร ส่วนไม่ดีอย่างไร เอามาปรับใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ศีล ๕ ข้อ ข้อแรกปาณาติบาตคือห้ามฆ่าสัตว์ ในพระธรรมวินัยท่านอธิบายละเอียดเลยว่า องค์ประกอบของการฆ่าสัตว์มีอย่างไรบ้าง กฎหมายก็คล้ายๆ กันก็คือ นำหลักนี้มาพิจารณาว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะต้องมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้วินิจฉัยว่า นั่นเป็นการกระทำความผิดไหม ยกตัวอย่างเช่น ในพระธรรมวินัยท่านบอกว่า การฆ่าสัตว์ สัตว์นั้นต้องมีชีวิต เป็นต้น อันนี้เป็นองค์ประกอบที่หนึ่ง อันที่สองก็มีเจตนาที่จะทำให้สัตว์นั้นตายไปหรือว่าล่วงไป เป็นองค์ประกอบย่อยๆ ซึ่งในการบังคับใช้กฎหมายใช้หลักนี้ได้เลย ในการพิจารณาองค์ประกอบของความผิด ดังนั้นพระธรรมวินัยจะให้ประโยชน์มาก เพราะจะมีความละเอียดรอบคอบ

    เมื่อกล่าวลึกลงไปถึงพระวินัยเองเป็นบทบัญญัติ ที่กำหนดว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ สิ่งใดเป็นอาบัติ พระวินัยท่านก็ไม่ใช่บัญญัติเพียงหลักเท่านั้น แต่ท่านให้รายละเอียดด้วย ซึ่งตรงนี้อาจารย์วิชัยจะได้ให้รายละเอียดในส่วนนี้ ซึ่งกฎหมายเองก็สอดคล้องกัน เพราะว่าจะต้องมีหลักการ มีประเด็นย่อย มีข้อยกเว้น พระวินัยจะเอื้อในการใช้กฎหมายทั่วๆ ไป จะไม่มีโทษใดๆ เลย ถ้ามีความรู้ทางพระวินัยแล้วก็มาใช้กฎหมาย แล้วก็สอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์จริยาได้กล่าวว่า กฎหมายต้องสอดคล้องกับพระวินัย พระวินัยเป็นหลัก กฎหมายจะผิดแผกหรือว่ามีอะไรที่แตกแยกไปจากพระวินัย ต้องมาพิจารณาแล้วว่ามีอะไรผิดปกติไหม เป็นหลักการที่ใช้ได้เลย

    ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย โดยเฉพาะส่วนของการบังคับใช้กฎหมายกล่าวโดยรวม สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในการนำมาพิจารณากฎหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และได้ประโยชน์จริงๆ ตรงนี้สำคัญที่สุด อันนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจรรโลงการบังคับใช้กฎหมายได้เป็นอย่างดี

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นพระธรรมวินัยจึงเป็นหลักในการที่จะได้อาศัยในการที่จะกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆ อย่างเช่นในเรื่องของกฎหมาย ก็มีความสอดคล้อง เหมาะสมกับความจริง จริงๆ

    อ.วิชัย ได้ฟังในช่วงแรกที่อาจารย์จริยากล่าวถึงขั้นตอนของการที่จะมีกฎหมายมาบังคับใช้ ซึ่งพระวินัยก็มีขั้นตอนเหมือนเมื่อมีเหตุการณ์คือความประพฤติไม่สมควรของพระภิกษุ ก็จะมีการเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาขึ้นมาว่า การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แล้วได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงทราบ แต่ก็ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา ที่เป็นผู้ถูกโจทย์ แล้วก็รับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ นี่สำคัญคือต้องมีการประชุมสงฆ์ทุกครั้งในการที่จะมีการบัญญัติสิกขาบท

    ดังนั้นเมื่อมีการประชุมสงฆ์แล้ว พระองค์ก็ตรัสสอบถามว่า เธอกระทำอย่างนั้นจริงหรือ ภิกษุที่ถูกโจทย์นั้นก็ทูลรับว่าจริง พระองค์จึงตรัสตำหนิติเตียนโดยอเนกปริยายว่า สิ่งนั้นไม่ควรทำ ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่กิจของสมณะ การกระทำของเธอนั้นไม่ได้เป็นเหตุให้บุคคลที่ยังไม่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใส หรือเพื่อความเป็นอย่างอื่นของบุคคลที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่ขัดเกลาอะไร สั่งสมกิเลสโดยประการต่างๆ แล้วจึงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ แต่ละข้อๆ พระองค์อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ประโยชน์ของการบัญญัติพระวินัยคืออะไร

    อ.อรรณพ อาจารย์ยกตัวอย่างสักบางประการ

    อ.วิชัย อย่างเช่นเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ทั้งหมดจะมี ๑๐ ประการด้วยกัน

    อ.อรรณพ ด้วยความรับว่าดี แม้ในทางกฎหมายก็ต้องให้เป็นที่ยอมรับใช่ไหม อย่างเช่นอาจารย์จริยากล่าวให้ฟัง แต่ยิ่งพระวินัยที่ละเอียด พระองค์ก็เพื่อให้รับว่าดี

    อ.วิชัย เพราะว่าเมื่อบัญญัติสิกขาบทแล้ว ภิกษุทุกรูปต้องประพฤติตามสิกขาบททั้งหมด เพราะเป็นการยอมรับกันทั้งหมดของหมู่สงฆ์ในครั้งโน้น ดังนั้นภิกษุใดก็ตามที่จะมีการอุปสมบทมาเป็นภิกษุรุ่นหลังๆ ก็ต้องเคารพในมติร่วมกันในครั้งโน้นที่พระองค์บัญญัติ โดยมีภิกษุสงฆ์ยอมรับทั้งหมดเลย

    อ.อรรณพ อันนี้ต้องจำไว้เลยว่า ถ้ามาบวชแล้วก็ต้องเคารพ

    อ.วิชัย ถูกต้อง

    อ.อรรณพ จากการที่พระองค์ท่านทรงบัญญัติพระวินัยตั้งแต่ปาราชิกลงมาถึงทุกกฏ เพื่อการยอมรับของสงฆ์ แต่ถ้าไม่ยอมรับ อันนี้เป็นปัญหาที่เราจะได้คุยกันต่อ ที่เรารู้กันอยู่

    อ.วิชัย ประการที่สอง ก็คือเพื่อความอยู่สำราญของสงฆ์ ดังนั้นมีภิกษุจำนวนมาก ถ้าภิกษุใดจะปรารถนากระทำสิ่งใดก็ได้ นี่คือความไม่ผาสุกแล้วใช่ไหม เพราะภิกษุที่มีศีลท่านก็มีคุณธรรมมีความดี แต่ภิกษุที่ทุศีลก็มีเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อมีการบัญญัติสิกขาบทขึ้นมา ภิกษุทุกรูปประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัย เว้นในสิ่งที่ไม่สมควรที่จะให้มีการล่วงละเมิดสิกขาบท การอยู่ร่วมกันของภิกษุทั้งหลายก็อยู่ด้วยความผาสุก นี้คือประการที่สอง แต่ละข้อมีประโยชน์ทุกข้อและรัดกุมมาก เพราะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้แสดงเอาไว้

    อ.อรรณพ พระศาสนาจะมั่นคงต่อไปก็ด้วยพระวินัยที่ศึกษาดีแล้ว เคารพแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตาม

    อ.วิชัย ถ้าจะกล่าวแต่ละข้อ แต่ความละเอียดก็สามารถที่จะให้ศึกษาได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่นเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ เพื่อความผาสุกของหมู่สงฆ์ เพื่อข่มภิกษุผู้เก้อได้ยาก ถ้ามีสิกขาบทเมื่อไหร่ ภิกษุไหนที่ประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทก็สามารถที่จะกล่าวว่า สิกขาบทนี้พระองค์บัญญัติไว้แล้วไม่ใช่หรือ ที่จะให้ภิกษุนั้นบวชในภายหลังใช่ไหม แต่ว่าในครั้งโน้นมีการบัญญัติไว้แล้ว และมีการยอมรับกันของหมู่สงฆ์แล้ว ก็สามารถมีสิกขาบทที่จะไปข่มภิกษุที่ทุศีลได้ ข้อต่อไปคือเพื่อความเป็นอยู่ผาสุกของภิกษุที่มีศีล ภิกษุที่มีศีลก็อยู่อย่างสบายมากเลย เพราะต่างก็ประพฤติตามสิกขาบททั้งหมด แล้วการบัญญัตินี้เพื่อเป็นเหตุให้ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดความเลื่อมใส ถ้าภิกษุทั้งหลายประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย คนที่ไม่เลื่อมใสรู้ความประพฤติของภิกษุเช่นนั้นเกิดความเลื่อมใส เพราะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส และยังให้บุคคลที่เลื่อมใสแล้วเกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้น

    อ.อรรณพ มั่นคงขึ้น

    อ.วิชัย ถูกต้อง และเป็นการป้องกันความเสื่อมเสีย ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้ามีการล่วงละเมิดสิกขาบทใช่ไหม การติเตียน การที่จะถูกจองจำ ถูกลงโทษโดยประการต่างๆ ในปัจจุบันก็มี ถ้าประพฤติตามสิกขาบทก็จะป้องกันไว้

    อ.อรรณพ ถ้าประพฤติตามพระวินัยนั้นไม่ผิดกฎหมายแน่ๆ

    อ.วิชัย ถูกต้อง แล้วก็กำจัดความเสื่อมเสีย ความเสียหายที่จะบังเกิดในอนาคต ถ้ามีการล่วงละเมิดสิกขาบท ไม่แสดงคืน ไม่กระทำให้ถูกต้อง ตายจากอัตภาพนั้นก็เกิดในอบายภูมิ และข้อต่อไปก็คือ เพื่อความดำรงมั่นของพระสัทธรรม พระสัทธรรม ธรรมของผู้สงบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามีการบัญญัติสิกขาบทก็สามารถที่จะรู้ว่า ถ้าใครล่วงละเมิดสิกขาบท แสดงว่าบุคคลนั้นไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการทำลายพระสัทธรรม

    อ.อรรณพ จึงสอดคล้องกับมีพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ มิฉะนั้นพระองค์ท่านปรินิพพานไปเพียงพระชนมายุได้แค่ ๘๐ พรรษา พระศาสนาจะยั่งยืนมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีพระวินัย

    อ.วิชัย ประการสุดท้ายก็ถือตามพระวินัย เพราะเป็นเครื่องนำออกจากอกุศลทั้งหมดเลย อย่างที่เรากล่าวในช่วงแรกว่า พระวินัยทั้งหมดเป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลส ดังนั้นที่บัญญัติไม่ใช่ประสงค์อย่างอื่น เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทุกรูปที่จะประพฤติเพื่อการขัดเกลากิเลสทั้งหมด

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เราสนทนามาก็คือ พระธรรมวินัยมีประโยชน์อย่างไร ทั้ง ๑๐ ประการที่อาจารย์วิชัยกล่าว ที่พระองค์ท่านตรัส หรือว่าประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ในการที่จะร่างกฎหมาย ในการที่จะพิจารณาความถูกต้องของคดีความต่างๆ เป็นต้น เรื่องอื่นในอาชีพอื่นด้วย อะไรด้วย ก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น

    ถ้าในมุมกลับบ้างว่า กฎหมายบ้านเมืองก็ดี หรือว่าสังคมของผู้ที่ไม่ได้เป็นภิกษุก็คือพุทธบริษัทที่เป็นอุบาสก อุบาสิกา หรือในสมัยก่อนก็ใช้คำว่า อาณาจักร ก็คืออาณาจักรกับพุทธจักร พุทธจักรก็คือในเรื่องของคณะสงฆ์ จะเรียนสนทนาว่า ศาสนจักรกับอาณาจักร มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกัน ก่อนที่เราจะได้พิจารณาแนวทางการแก้ความไม่ถูกต้อง การละเมิดพระธรรมวินัย กฎหมายต่างๆ ก็ต้องไตร่ตรองถึงเรื่องในอดีต ซึ่งท่านทำมาโดยความละเอียดถี่ถ้วน ด้วยความชอบธรรมต่างๆ อยากจะเรียนสนทนาว่า ในส่วนของความเกี่ยวข้อง อาณาจักรคือทางฝ่ายของคฤหัสถ์ จะมีส่วนเกื้อกูลอุปการะ สนับสนุนทางฝ่ายพุทธจักรคือฝ่ายคณะสงฆ์อย่างไร จะขออาจารย์วิชัยเล่าให้ฟังพอสังเขปว่า ตั้งแต่ในอดีตทางฝ่ายอาณาจักร มีส่วนสนับสนุนในการที่จะธำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างไรบ้าง

    อ.วิชัย ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงแสดงธรรมเป็นอันมากและเป็นพระศาสดา ภิกษุทุกรูปที่เข้ามาบวชก็ต้องมีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบัญญัติเช่นไรก็ประพฤติตามอย่างนั้น แต่เมื่อถึงกาลสมัยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มีท่านพระมหากัสสปะก็ได้ทราบว่า มีภิกษุแก่รูปหนึ่ง สุภัททะ กล่าวจ้วงจาบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดมปรินิพพานก็ดีแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาว่ากล่าวว่า นี้สมควรแก่เธอทั้งหลาย นี้ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย เราประสงค์กระทำสิ่งไหนก็กระทำสิ่งนั้น ไม่กระทำสิ่งใดก็ไม่กระทำสิ่งนั้น พระมหากัสสปะได้ยินอย่างนั้นก็รู้ว่า ในอนาคตกาล ธรรมจะเสื่อมถอย อธรรมจะรุ่งเรือง อวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย

    ดังนั้น จึงมีการที่จะให้ภิกษุร่วมกันกระทำสังคายนาธรรมวินัย เพื่อความธำรงมั่นของพระสัทธรรม เพื่อให้รู้ว่าพระธรรมคำสอนนี้ที่พระองค์แสดงธรรมตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อความดำรงมั่นอย่างไร ก็ต้องมีการแสดงให้มีความชัดเจนว่า ในส่วนของพระวินัยปิฎกเป็นอย่างไร พระสุตตันปิฎกเป็นอย่างไร พระอภิธรรมปิฎกเป็นอย่างไร

    ดังนั้นทางฝ่ายอาณาจักรผู้มีศรัทธา ในสมัยนั้นก็จะมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระราชา และมีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ดังนั้นทราบความประสงค์ ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็กราบเรียนพระคุณเจ้าทั้งหลายว่า ประสงค์ให้ข้าพระองค์กระทำอย่างไร พระภิกษุ พระเถระในครั้งนั้นก็กล่าวว่า จะกระทำสังคายนาธรรมวินัย ก็ให้เตรียมที่เพื่อจะทำพระวินัย ในส่วนของของฝ่ายคฤหัสถ์คือฝ่ายอาณาจักรก็รู้กาลอันควรว่า ควรที่จะมีการกระทำ มีการจัดที่ทางต่างๆ หรือแม้ถึงที่สุดก่อนหน้านั้นก็จะมีการบูรณะอารามต่างๆ ในอาณาจักรของพระองค์ นี่คือเป็นการช่วยเหลือทางศาสนจักร สนับสนุนด้วย

    ดังนั้นการที่จะรักษาธรรมวินัยก็คือให้มีพระธรรมวินัยนั้นดำรงอยู่ อันนี้คือเป็นส่วนประการหนึ่ง คือในสมัยที่จะมีการกระทำสังคยานาครั้งที่หนึ่ง โดยมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน

    อ.อรรณพ มีฝ่ายอาณาจักรโดยพระเจ้าอชาตศัตรู ที่กรุงราชคฤห์ แควันมคธในครั้งนั้น แล้วต่อมาอย่างเช่นสมัยที่เราควรจะกล่าวถึงยิ่งก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ท่านทรงเป็นฝ่ายอาณาจักรที่สนับสนุนฝ่ายพุทธจักรอย่างไร

    อ.วิชัย ท่านมีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา ก็มีการทำนุบำรุงมากมาย อัญญเดียรถีย์ทั้งหลายก็เสื่อมจากลาภสักการะ เพราะพระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนามาก อัญญเดียรถีย์ในครั้งนั้นก็ปลอมบวชเป็นภิกษุเป็นจำนวนมากเลย คือบวชเอง เป็นภิกษุเองเลย

    อ.อรรณพ เพื่อจะได้ลาภสักการะ

    อ.วิชัย แต่บวชแล้วไม่กล่าวตามธรรมวินัย กล่าวตามลัทธิของตนเอง ทำให้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่านี่ไม่ใช่ภิกษุ ก็เลยไม่กระทำอุโบสถกรรมถึง ๗ ปี

    อ.อรรณพ ข้อความที่อาจารย์กล่าวมานี้ว่าบวชเข้ามาแล้ว แต่กล่าวลัทธิตามความเห็นของตนซึ่งเป็นลัทธินอกพระพุทธศาสนา แล้วก็สอนอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มาบวชเป็นภิกษุในพระศาสนานี้ แต่ไม่ได้มีความคิด แล้วก็ความเข้าใจที่เป็นพุทธศาสนาเลย

    อ.วิชัย ดังนั้นการที่จะรู้ แล้วก็เข้าใจว่าใครเป็นภิกษุหรือไม่ใช่ภิกษุ พระเจ้าอโศกมหาราชในครั้งนั้นได้ศึกษา ได้ฟังพระธรรมวินัยจากพระโมคัลลีบุตรติสสะเถระว่า รู้ว่าธรรมวินัยคืออะไร จึงให้ภิกษุที่ว่าคิดเป็นภิกษุรวมเป็นพวกๆ ไว้และกั้นม่าน และสอบถามว่ามีวาทะหรือว่ากล่าวไว้อย่างไร แต่ละท่านก็กล่าวตามลัทธิของตนเอง

    อ.อรรณพ แล้วเป็นอย่างไร

    อ.วิชัย พระเจ้าอโศกมหาราชรู้ว่านี้ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย เพราะกล่าวลัทธิไม่ตรงตามที่ท่านเข้าใจที่ศึกษามาแล้ว จึงประทานผ้าขาวให้สึกออกไปเสีย เพราะไม่ใช่ภิกษุ ดังนั้นถ้าภิกษุใดที่กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิภัชชวาที คือกล่าวจำแนกแจกแจงธรรมตามความเป็นจริง นั่นแหละคือเป็นธรรมวินัย พระองค์ก็ทราบว่านั่นแหละคือภิกษุ

    ในสมัยนั้นพระองค์ให้บุคคลที่ไม่ใช่ภิกษุออกจากความเป็นเพศของภิกษุถึง หกหมื่นรูป นี่เห็นถึงอาณาจักรมีส่วนช่วยมาก เพราะลำพังของภิกษุทั้งหลายก็เหมือนกับศึกษาปฏิบัติตามธรรมวินัย แต่คนมาปลอมบวช ก็เลยจะเป็นประเด็นที่เราจะได้สนทนาต่อไป

    อ.อรรรพ เพราะฉะนั้นทางฝ่ายอาณาจักรคือบ้านเมืองจะปล่อยไม่ได้เลย และถ้าผู้บริหารบ้านเมืองในยุคนั้น ถ้ายุคนั้นสมัยนั้นเป็นกษัตริย์ ท่านก็จัดการ โดยเฉพาะถ้าท่านเข้าใจพระธรรมวินัย ท่านก็ทรงจัดการด้วยพระองค์ท่าน แล้วก็อำมาตย์ เสนาบดีทั้งหลาย ในยุคนี้สมัยนี้เป็นผู้ปกครอง เป็นรัฐบาล ถ้ามีความเข้าใจธรรมจะเป็นประโยชน์มาก เฉกเช่นเดียวกับในสมัยครั้งพุทธกาล

    อ.วิชัย สำคัญคือมีความเข้าใจธรรม ถึงจะรู้ว่าใครเป็นภิกษุหรือไม่ใช่ภิกษุ ใครกล่าวตามธรรมวินัยหรือบิดเบือนธรรมวินัย

    อ.อรรณพ พระพุทธสาสนาก็สืบต่อจากทางอินเดียมาเจริญรุ่งเรืองที่ศรีลังกาในกาลต่อไป ก็เช่นเดียวกันที่ท่านพระมหินทร์เถระ ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านก็มาที่ศรีลังกา ท่านก็รอเวลาจนกว่าพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะจะได้ขึ้นครองราชย์ และท่านก็ได้รู้ว่าพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นผู้ที่เหมาะควร ที่จะยกย่องเชิดชูพระศาสนาในลังกาทวีปให้เป็นไปได้ ท่านก็ยังต้องอาศัย

    อ.ธนากร จะเห็นได้ว่า ถ้ามีโอกาสได้ศึกษาพระวินัยแต่ละข้อ สิกขาบทที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้น เพื่ออนุเคราะห์ภิกษุทั้งหลาย นั้นบริสุทธิ์ บริบูรณ์พร้อมด้วยเหตุและผล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของพุทธบริษัททั้งหมด ทั้งภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัทที่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยว่า สิกขาบทแต่ละข้อนั้นเป็นไปด้วยความเข้าใจธรรมและขัดเกลาละคลายกิเลสจนถึงความเป็นพระอรหันต์ และนอกจากนี้ ตัวสิกขาบทเองเมื่อภิกษุสามารถประพฤติปฏิบัติตามแล้ว ชื่อว่าเป็นความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นพุทธบริษัททั้งหมดที่มีความรู้ความเข้าใจดังกล่าว จึงมีส่วนร่วมในการปกป้องและดูแลรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่ต่อไป นี่คือเนื้อหาสาระในช่วงแรก พักกันสักครู่ เดี๋ยวกลับไปติดตามชม เนื้อหาในช่วงถัดไป

    กลับเข้าสู่ช่วงที่ ๒ ของรายการบ้านธัมมะ คงได้ทราบกันไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอโศกมหาราชและพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะนั้น ล้วนแต่ทรงเป็นผู้รอบรู้ทั้งในพระธรรมและพระวินัย จึงทรงมีความสามารถในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน แม้แต่บูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในอดีต ก็ล้วนแต่ทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา ด้วยความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากการสนทนาในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามชมได้ในช่วงที่ ๒ ของรายการบ้านธัมมะ

    อ.อรรณพ ไม่นานมานี้ได้ฟังอาจารย์จักรกฤษณ์ท่านยกตัวอย่าง สมัยปลายอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ ในเรื่องของการที่ฝ่ายอาณาจักรจะไม่ทอดทิ้งฝ่ายศาสนจักรเลย แต่จะทำการทะนุบำรุงพระศาสนา ขอเรียนอาจารย์ได้อธิบาย เพราะจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าอันนี้จะใกล้เราก็คือในสมัยปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ ก็มีเหตุการณ์ที่น่าจะได้ทราบกันจริงๆ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ในส่วนที่อาจารย์วิชัยกล่าวจะเป็นประวัติในประเทศอินเดีย ลังกา พอใกล้เข้ามาพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาในสุวรรณภูมิ กษัตริย์ในอดีตท่านก็ทะนุบำรุง ดูแลพระพุทธศาสนาตลอดมา ก็มีการสังคายนาครั้งแรก พระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ท่านเริ่มที่จะสังคายนาพระไตรปิฎก อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยทั้งศาสนจักรและอาณาจักรก็ได้เริ่มที่จะช่วยกันสืบทอดพระศาสนาต่อมา อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็มีอีกหลายครั้ง อยากจะกล่าวในจุดที่พระมหากษัตริย์เราทางฝ่ายอาณาจักรมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระศาสนามากอย่างมาก แล้วก็เป็นคุณูปการกับชาวพุทธปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มในช่วงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลองนึกสภาพตอนนั้น

    อ.อรรณพ บ้านเมืองเราแตกย่อยยับ

    อ.จักรกฤษณ์ ทุกหัวระแหงแทบจะไม่มีสภาพที่จะเป็นบ้านเมืองเลย โจรต่างๆ มากมาย ท่านก็เริ่มกอบกู้หลังจากเราเสียกรุงศรีอยุธยามาแล้ว ท่านก็เริ่มกอบกู้สภาพบ้านเมือง แต่ท่านก็ไม่ทิ้งพระศาสนา ทำให้เห็นถึงภาระกอบกู้ชาติก็คงลำบาก ลำบากมาก ท่านก็ยังไม่ทิ้งพระศาสนา ท่านก็กอบกู้พระศาสนา ในสมัยนั้นก็รวบรวมพระไตรปิฎก คำสอนต่างๆ มา เพื่อที่จะให้ภิกษุ แล้วก็ชาวพุทธได้ศึกษา ได้สืบทอดพระศาสนาด้วย ท่านก็ทะนุบำรุงอย่างดีในสมัยนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวพุทธ พระพุทธศาสนาโดยตรง ก็คือปรากฏว่ามีกบฏ ตอนนั้นท่านพยายามกอบกู้ แล้วก็รวบรวมชาติแผ่นดิน ก็มีกบฏเกิดขึ้นในทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นกบฏที่แปลกเหมือนกัน เพราะผู้ที่ตั้งตัวเป็นกบฏเป็น

    อ.อรรณพ พระภิกษุ

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นพระภิกษุ ถ้าได้ศึกษาในอดีต ได้เรียนประวัติศาสตร์กันในเรื่องชุมนุมเจ้าพระฝาง ถ้าใครได้เรียนประวัติศาสตร์ก็จะเห็นตรงนี้ ว่ามีชุมนุมเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นภิกษุเกือบทั้งหมดตั้งตัวเป็นใหญ่ ตอนนั้นก็ทำสิ่งไม่ดีต่างๆ นานา ท่านก็ได้อธิบายว่าชุมนุมเจ้าพระฝาง ภิกษุที่อยู่ในชุมนุมได้กระทำสิ่งชั่วช้าลามก ผิดพระวินัย แล้วก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ปล้น ทำสิ่งที่ไม่ใช่ตามพระวินัยเลย ท่านก็ได้ทำการยกทัพไปปราบ ไปปราบชุมนุมพระเจ้าฝาง เพราะแม่ทัพนายกองต่างเป็นภิกษุหมดเลย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นถึงอย่างนั้น แล้วท่านก็มีพระราชดำรัส ซึ่งอยากจะกล่าวสักเล็กน้อยว่าท่านกล่าวอย่างไรบ้าง เมื่อท่านปราบกบฏนี้แล้ว ท่านก็บอกว่า พระสงฆ์บรรดาอยู่ฝ่ายเหนือเป็นพรรคพวกไอ้เรือนพระฝาง ก็คือตั้งตัวกบฏ เป็นพรรคพวกพระฝางทั้งสิ้น ถืออาวุธ ปืนรบศึก ไม่น่าเป็นไปได้ เป็นพระ พระภิกษุถืออาวุธ ถือปืน ปล้นเอาทรัพย์สิน สิ่งของของชาวบ้าน นอกจากนั้นยังดื่มสุราเมรัย ส่องเสพอนาจารด้วยสีกา ทำทุกอย่าง ท่านก็บอกว่าต้องจตุปาราชิกาบัติต่างๆ ก็คือปาราชิกแล้ว หมดสภาพที่จะเป็นพระภิกษุแล้ว ขาดจากสิกขาบทในพระพุทธศาสนา แล้วก็ล้วนลามก ทั้งหมดทั้งก๊ก จะละไว้ให้คงอยู่ในสมณเพศฉะนี้ไม่ได้ ท่านก็ชี้ให้เห็นเลยว่า ไม่ได้แล้วอย่างนี้ทำให้พระศาสนาเสื่อม ท่านก็มีรับสั่งกับก๊กที่ปราบได้ว่าให้สึกออกไป แล้วใครรับสารภาพก็จะลดโทษให้ ยังมีคุณงามความดีอยู่ก็ให้รับราชการได้ ก็ยังทรงมีพระเมตตา

    อ.อรรณพ คือให้ลาสิกขา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ส่วนที่ไม่รับสารภาพก็ให้มีการสอบสวน ให้ได้ความว่ากระทำผิดอะไรบ้างแล้วก็ลงโทษไปตามกฎหมายบ้านเมืองตอนนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วงพระศาสนามาก ขึ้นไปปราบเองเลย เป็นส่วนที่ท่านใช้ความพยายามทุกอย่างที่จะกอบกู้พระศาสนา

    ส่วนในการทะนุบำรุงพระศาสนาที่ให้รุ่งเรืองไป ผมอยากจะใช้คำที่ทรงตรัสไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่านมีความรักพระศาสนาเพียงใด แสดงออกจากพระราชดำรัสของท่าน ท่านบอกว่า ขอพระพุทธเจ้าทั้งปวงจงตั้งสติอารมณ์ปรนนิบัติ ตั้งอยู่ในพระจตุปาริสุทธิศีล สังวรวินัยบัญญัติให้บริบูรณ์ คืออยากให้พระภิกษุ

    อ.อรรณพ ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ อย่าให้พระศาสนาของพระองค์เศร้าหมองเลย ทำสิ่งใดไม่ดีก็จะเศร้าหมองแก่พระศาสนา แม้นพระผู้เป็นเจ้าจะขัดสนด้วยวัตถุปัจจัยทั้ง ๔ ประการนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ท่านจะขัดสนอุปกรณ์ใช้สอยปัจจัยต่างๆ ท่านก็จะเป็นธุระอุปถัมภ์ให้

    อ.อรรณพ ปวารณา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ปวารณาว่าจะดูแล ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมีศีลบริบูรณ์ในพระศาสนาแล้ว มีศีลในพระศาสนาสมบูรณ์แล้ว แม้จะปรารถนามังสะ เนื้อ คือหมายถึงแม้ปรารถนามังสะ รุจิระ เลือดของพระองค์ พระองค์ก็อาจจะเชือดเนื้อและโลหิตออกมาเป็นทานได้ แสดงให้เห็นว่าท่านมีความศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง แม้เนื้อแม้เลือดท่านก็บริจาคให้ได้ ถ้าพระภิกษุประพฤติปฏิบัติสมบูรณ์ในพระธรรมวินัย

    อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ไพเราะมาก ชี้ให้ลูกหลานได้เห็นว่า ท่านมีคุณูปการอย่างไรต่อพระศาสนา ไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลย ท่านเหนื่อยยากตอนนั้น ย้อนกลับไปบ้านเมืองสมัยนั้นเป็นอย่างไร พระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจะนำมาบอกกล่าวชาวพุทธเราปัจจุบันได้รับทราบกัน ว่าบุพกษัตริย์ของเราเหนื่อยยาก ดูแลพระศาสนามาอย่างไร นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

    อ.อรรณพ ชัดเจนมาก

    อ.จักรกฤษณ์ ชัดเจนในเรื่องของพระมหากษัตริย์ในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนนี้อาจารย์อรรณพมีอะไรจะเสริมหรือไม่ ก่อนที่จะไปต่อ

    อ.อรรณพ เชิญได้เลย

    อ.จักรกฤษณ์ สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์เรา ท่านดูแล ทะนุบำรุงต่อ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนยุคจากสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้วบ้านเมืองจะเรียบร้อย ช่วงนั้นก็ยังแตกสาแหรกกันอยู่ มีก๊ก มีเหล่า มีอะไรต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย แล้วประวัติศาสตร์ก็ชี้ให้เห็นว่าช่วงนั้นพระภิกษุก็ยังไม่ได้อยู่ในธรรมวินัยกันเลย

    อ.อรรณพ ในธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ ยังไม่ได้ประพฤติตามสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติมา ไม่มี ทำสิ่งที่ไม่ดีหลายอย่าง ในช่วงสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชของเรา ท่านก็ทำภารกิจ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็ทะนุบำรุงพระศาสนา โดยท่านทำสังคายนาด้วย ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ก็คือพยายามรวบรวมคำสอนต่างๆ ให้ชาวพุทธมีโอกาสได้ศึกษา ได้เล่าเรียน อีกทางหนึ่งท่านก็เห็นถึงความไม่ถูกต้องของภิกษุ ซึ่งเป็นผู้นำของพุทธบริษัท ว่ายังมีทำผิดอะไรหลายๆ เรื่อง ท่านก็เป็นห่วงกังวล ถึงกระทั่งออกกฎหมายมาเลย สมัยก่อนนั้นไม่มีกฎหมายที่จะมาบังคับพระอะไร ตอนนั้นท่านเป็นห่วงมาก

    ในยุคนั้นก็มีการรวบรวมการออกกฎหมาย เรียกว่ากฎหมายตรา ๓ ดวง กฎหมายทั่วไป ก็มีกฎหมายเกี่ยวกับภิกษุสงฆ์มาด้วย ท่านเรียกว่ากฎพระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในกฎหมายตรา ๓ ดวง ในกฎหมายตรา ๓ ดวงเป็นประวัติศาสตร์ที่เราน่าจะศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นความห่วงใยของพระมหากษัตริย์เราตั้งแต่ต้นรัชกาลต่อพระศาสนาอย่างไร แล้วท่านก็ได้บรรยายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นในกฎหมาย ให้เห็นว่าเกิดอะไรกันขึ้นในช่วงนั้น แล้วท่านก็กำหนดโทษโดยใช้โทษที่เป็นโทษทางฝ่ายราชอาณาจักร คือใช้พระราชอำนาจในการที่จะลงโทษผู้ที่กระทำความผิด ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยต้นรัชกาล

    กฎหมายที่เป็นกฎหมายตรา ๓ ดวงที่เรียกว่ากฎกระทรวง ท่านออกมา ๑๐ ฉบับ จะเป็นช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีเศษเป็นช่วงๆ ๑๐ ฉบับท่านก็จะออกมาแต่ละฉบับ มีเหตุผล มีสาเหตุ มีบทบัญญัติโดยละเอียด ซึ่งตรงนี้เบื้องต้นก็คือ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทางฝ่ายราชอาณาจักรไม่เคยทอดทิ้งพระพุทธศาสนาเลย ท่านไม่เคยทอดทิ้ง ท่านดูแลอุปถัมภ์ค้ำชู ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้พระพุทธศาสนาของเราสามารถสืบทอดต่อไปยังชนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ ซึ่งกฎหมายนี้ถ้าจะลงในเนื้อ ในรายละเอียด ก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าจะได้กล่าวมีอยู่ ๑๐ ฉบับ แต่จะสามารถที่จะสรุปย่อๆ แล้วก็ชี้ประเด็นให้เห็นแต่ละประเด็นๆ แล้วก็เทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ได้

    อ.อรรณพ ปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ซึ่งก็น่าจะได้กล่าวถึง จะกล่าวทีละฉบับ อาจารย์อรรณพมีอะไรที่จะอธิบายปลีกย่อยอะไร เราก็จะได้สนทนาในรายละเอียด แต่ก่อนอื่นอยากจะกล่าวถึงความสำคัญที่ท่านกล่าวเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งเป็นผู้นำพุทธบริษัทว่าท่านกล่าวว่าอย่างไร มีกฎหนึ่งที่ยกขึ้นมาก่อนว่า ท่านกล่าวเกี่ยวกับพระปาติโมกข์คือพระวินัยของพระภิกษุว่าสำคัญอย่างไร ซึ่งตรงนี้สามารถที่จะยกขึ้นมาชี้ให้เห็นได้ ท่านกล่าวไว้ว่าพระปาติโมกข์สังวรณ์วินัยนี้ชื่อว่าพระศาสนา ก็คือพระวินัยคือชื่อพระศาสนา ถ้าพระภิกษุยังทรงพระปาติโมกข์บริบูรณ์อยู่ตราบใด ชื่อว่าพระศาสนายังตั้งอยู่ ณ ตราบนั้น ก็เป็นสิ่งที่ท่านสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ

    อ.อรรณพ พระวินัยเป็นรากแก้ว

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ พระวินัยเป็นรากแก้ว ซึ่งน่าจะตรงกับที่จะเป็นพุทธบัญญัติไว้ ซึ่งได้จดไว้ ก็น่าจะยกขึ้นมาชี้ให้เห็นประโยชน์ของพระวินัยที่เราชาวพุทธน่าจะทราบเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ปรากฎในพระไตรปิฎกหรืออรรถกถา ซึ่งไม่แน่ใจ ก็ขอยกตรงนี้ มีคำบาลีและคำแปลด้วย ซึ่งสำคัญมาก ท่านบัญญัติไว้ว่า วินโย นาม พุทธสาสนสฺส อายุ, วินเย ฐิเต พุทธสาสนํ ฐิตํ โหติ นี้เป็นพระบาลีที่กล่าวไว้แปลว่า ชื่อว่าวินัยเป็นอายุของพระศาสนา เมื่อวินัยดำรงอยู่พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ ซึ่งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชของเรา เรียกได้ว่าท่านมีความรู้ ความรอบรู้ในพระธรรมวินัย ท่านถึงยกตรงนี้มาไว้ในกฎหมายแล้วก็เขียนไว้ชัดเจนถึงความสำคัญของพระวินัย ในนี้เป็นพระปาติโมกข์สำคัญแค่ไหน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่ท่านเน้นเลยว่า พระวินัยของภิกษุมีความสำคัญมาก กล่าวไว้ในกฎของพระสงฆ์

    อ.วิชัย ตรงนี้ก็สำคัญมาก กล่าวถึงว่าวินัยหรือพระวินัย ก็คือเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าปาติโมกข์ต้องรู้ว่าใครเป็นผู้บัญญัติ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อมีพระบัญญัติ มีคำสอน มีผู้ปฏิบัติตามพระบัญญัติ ซึ่งพระบัญญัติทั้งหมดเป็นไปเพื่อจะนำกิเลสทั้งหลายออกไป ดังนั้นแน่นอนว่าพระธรรมต้องค่อยๆ อันตรธานไป แต่ตราบใดที่ยังมีพระวินัยบัญญัติที่บัญญัติโดยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีคนศึกษาและประพฤติตาม พระธรรมวินัยก็ยังดำรงอยู่เป็นอายุของพระศาสนา เพราะยังมีคำสอนอยู่ก็คือพระปาติโมกข์

    อ.อรรณพ ขออาจารย์วิชัยให้ความรู้พระปาติโมกข์ เพราะว่าเรายังไม่มีคำอธิบาย

    อ.วิชัย ปาติโมกขะก็คือพ้นจากการตกไป เพราะถ้าประพฤติตามปาติโมกข์หรือสิกขาบททั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ดีแล้ว ก็เป็นเหตุให้พ้นจากอบายภูมิ แล้วนำไปซึ่งการพ้นจากวัฏฏะด้วย จุดประสงค์ไม่ลืมว่า ทรงแสดงธรรมหรือบัญญัติสิกขาบทเพื่อขัดเกลากิเลส เพราะกิเลสนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดในอบาย ความไม่ดีงามทั้งหมดเกิดจากกิเลส ดังนั้นถ้าประพฤติตามสิกขาบททั้งหลาย ประพฤติตามพระปาติโมกข์ ก็เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส และเป็นเหตุให้พ้นจากอบายภูมิ

    อ.อรรณพ เชิญอาจารย์จักรกฤษณ์

    อ.จักรกฤษณ์ ดีมากๆ เลย ก็ย้อนกลับมาที่กฎพระสงฆ์ เอาฉบับที่สำคัญๆ แล้วก็ปรับกับสถานการณ์ปัจจุบันของเราเองอย่างไร สมัยนั้นเป็นอย่างไร กฎข้อที่หนึ่ง ตอนนั้นออกเมื่อปีพศ ๒๓๒๕ เป็นฉบับแรก ตอนนั้นท่านกล่าวไว้ในกฎหมายว่า แลทุกวันนี้อาณาจักรทั้งปวงบางพวก ให้มีพระมหาเวสสันดรชาดกนี้ มิได้มีความสังเวชเลื่อมใส ในส่วนนี้น่าจะแปลว่ามีการเทศน์พระเวสสันดรชาดก โดยเทศน์ไม่ได้มีความสังเวช มีความเลื่อมใส ไม่เป็นธรรมคาราวะ ฟังเอาแต่ถ้อยคำตลกคะนอง

    อ.จริยา เทศน์แบบสนุก

    อ.อรรณพ เกิดตั้งแต่ในยุคนั้นเลย

    อ.จักรกฤษณ์ อันหาผลประโยชน์มิได้ พระสงฆ์ผู้แสดงนั้นบางจำพวกมิได้เล่าเรียนพระไตรปิฏก อันนี้สำคัญ บวชแล้วไม่ได้ร่ำเรียน ได้แต่เนื้อความแปลร้อยเป็นกาพย์กลอน แล้วก็มาสำแดงเป็นถ้อยคำตลกคะนองหยาบช้า เห็นแต่ลาภสักการะเลี้ยงชีวิต มิได้คิดที่จะร่ำเรียนสืบไป ทำให้พระศาสนาฟั่นเฟือนเสื่อมสูญ ชวนกันประมาทในพระธรรมเทศนา อันนี้ท่านกล่าวไว้เบื้องต้นก่อนที่จะออกข้อบังคับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้ ซึ่งอาจารย์อรรณพจะกล่าวถึงปัจจุบันก็ได้ว่า มีสถานการณ์อะไรที่ใกล้เคียงกันก็คือ การแสดงธรรมเทศนา บางแห่งบางที่ไม่ได้เป็นไปด้วยความเคารพ ไม่ได้เป็นไปด้วยความเลื่อมใส ไม่ทำให้เกิดความสังเวช ซึ่งอาจารย์วิชัยอาจจะกล่าวในรายละเอียดว่าสังเวชเป็นอย่างไร ก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้น ซึ่งเราก็รู้ด้วย

    อ.อรรณพ สังเวชคือเตือนให้ระลึกได้ในทางกุศล สังเวชคือเตือนให้ระลึกได้ที่จะเป็นกุศล ที่จะเป็นปัญญา

    อ.วิชัย เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงนั่นเอง

    อ.อรรณพ ปัญญานั่นเอง แปลว่าสังเวช สังเวคะ

    อ.จักรกฤษณ์ ซึ่งตรงกับความประสงค์คือ ธรรมเทศนาก็เพื่อที่จะให้เกิดปัญญานั่นเอง

    อรรณพ อันนี้ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาอะไร ตลกคะนอง ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ซึ่งอันนี้เป็นโทษมาก ท่านก็กำหนดเป็นกฎหมายขึ้นมาว่า ภิกษุผู้ใดไม่ประพฤติตามที่ท่านกำหนดว่า ห้ามเทศน์ แสดงธรรมเทศนาในลักษณะนี้ แต่แสดงไปด้วยความเคารพ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของชาวพุทธ ถ้าไม่ประพฤติตามก็ให้เอาตัวผู้ที่ละเมิดนั้นมาลงโทษ ตามโทษที่ท่านได้กำหนดไว้ มิหนำซ้ำญาติโยม พระสงฆ์ เณร เถระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ช่วยกันรับผิดด้วย

    อ.อรรณพ ทั้งสองฝ่าย

    อ.จักรกฤษณ์ ท่านไม่ได้ปล่อยเจาะจงเฉพาะคนนั้น

    อ.จริยา ผู้สนับสนุน

    อ.จักรกฤษณ์ ผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งจริงๆ เป็นอัจฉริยภาพของพระองค์ที่ว่า คนทำผิดแล้วเอาคนนั้นไป คนอื่นก็ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่คนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมรับผิดกับเขาด้วย ซึ่งตรงนี้ท่านก็ได้ระบุเอาไว้ในกฎข้อแรกเลย นี้เป็นเรื่องการแสดงธรรมเทศนา

    ต่อมาเป็นกฎอีกข้อหนึ่งที่อยากจะยกขึ้นมาให้ได้รับทราบกันว่า ในพระศาสนาเอง ท่านมีความเป็นห่วงในการกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ท่านก็จะ กำหนดให้ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบในเบื้องต้นคือพระอุปัชฌาย์อาจารย์ จะต้องเป็นคนดูแลรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นหน้าที่โดยตรง ก็จะต้องดูแลให้พระภิกษุที่อยู่ในความปกครอง หรือว่ามาพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ท่านดูแลรับผิดชอบประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ท่านก็ได้กำหนดเลยว่า ผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ เมื่อบวชพระภิกษุแล้วมีลูกศิษย์ลูกหาต้องดูแล ไม่ใช่ปล่อยปะละเลยให้ไปทำผิดอะไรต่างๆ ในกฎข้อนี้ท่านก็เลยยกในส่วนนี้ขึ้นมาเป็นกฎหมายด้วย

    แล้วก็บอกว่าภิกษุทุกวันนี้ละเลยพระวินัยเสีย มิได้ระวังตักเตือน สั่งสอน กำชับว่ากล่าว ท่านบวชเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ให้ศิษย์อยู่ในนิสัยในหมู่คณะสงฆ์ ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ดูแล เที่ยวปล่อยปละละเลยให้ ลูกศิษย์เที่ยวไปตามอำเภอใจ ทำมารยา รักษาศีล ภาวนา ทำกิริยาให้คนเลื่อมใสนับถือ อันนี้ปล่อยไปเลย สำแดงความรู้ อวดอิทธิฤทธิ์ เป็นอุตริมนุสธรรมอันเป็นกล โกหก ตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ เป็นคนที่ไปพบผู้วิเศษ มีวิชามาจากในแดนไกล ในนี้ท่านกล่าวมาจากถ้ำ เขาอะไร เป็นผู้วิเศษมา แล้วท่านก็ได้บอกตรงๆ เลยว่าทำให้แผ่นดินและพระศาสนาจราจล เพราะเหตุพระสังฆราชาคณะ อธิการผู้ใหญ่ ผู้น้อย มิได้เอาใจใส่ตักเตือน ว่ากล่าวตามพระธรรมวินัย

    อ.ธนากร ได้ฟังอย่างนี้แล้วก็เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ ซึ่งนอกจากจะทรงทำนุบำรุงประเทศชาติบ้านเมืองและประโยชน์ส่วนรวมในทุกๆ ด้านแล้ว ยังทรงมีความห่วงใยในพระพุทธศาสนา ทรงรอบรู้ทั้งในพระธรรมและพระวินัย จึงทรงสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ให้สามารถดำรงสืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราชาวพุทธและชาวไทยที่จะต้องดำรงรักษาความถูกต้องของพระพุทธศาสนาให้สืบทอดต่อไป

    เนื้อหายังไม่จบ ต้องติดตามชมในสัปดาห์หน้าว่า ในประเด็นดังกล่าวนั้นจะมีการอธิบายขยายความอย่างไร อย่าพลาดชม ท่านใดสนใจศึกษาทั้งพระธรรมและพระวินัย ขอเชิญได้ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ตามที่อยู่ที่ปรากฏบนหน้าจอขณะนี้ หรือทางเว็บไซต์ www dhammahome.com แล้วตอนนี้มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้จัดตั้ง ชมรมบ้านธัมมะ มศพ. เพื่อทำดีและศึกษาพระธรรม ท่านใดสนใจสมัครเป็นสมาชิกดังกล่าว ขอเชิญติดต่อกลับมาได้ตามที่อยู่ข้างล่างนี้

    แล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายของรายการบ้านธัมมะ ธรรมะเตือนใจก่อนจบรายการวันนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า พระธรรมและพระวินัยที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาแทนพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพานแล้ว วันนี้ผม ธนากร นรวชิรโยธิน พร้อมด้วยทีมงานรายการบ้านธัมมะ ขอลาท่านผู้ชมไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ


    หมายเลข 10742
    11 ต.ค. 2569