พระธรรมวินัยกับกฏหมาย 003


    อ.อรรณพ อาจารย์จักรกฤษณ์พิจารณาคดีความอยู่เรื่อยๆ การเข้าใจธรรมวินัยเป็นประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดีความอย่างไรบ้าง

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นประโยชน์มาก แต่กล่าวในเบื้องต้นก่อน เพราะพระธรรมวินัยคือ การที่เกี่ยวข้องกับความดีงามทั้งหลายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งสิ่งไม่ดีท่านก็อธิบายไว้ ดังนั้นในการใช้กฎหมายต่างๆ เราก็จะต้องดูหลักตรงนี้ ส่วนที่เป็นส่วนที่ดีอย่างไร ส่วนไม่ดีอย่างไร เอามาปรับใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ศีล ๕ ข้อ ข้อแรกคือห้ามฆ่าสัตว์ ในพระธรรมวินัยท่านอธิบายละเอียดเลยว่า องค์ประกอบของการฆ่าสัตว์มีอย่างไรบ้าง กฎหมายก็คล้ายๆ กันก็คือ นำหลักนี้มาพิจารณาว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะต้องมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และวินิจฉัยว่า นั่นเป็นการกระทำความผิดไหม ยกตัวอย่างเช่น ในพระธรรมวินัยท่านบอกว่า การฆ่าสัตว์ สัตว์นั้นต้องมีชีวิต เป็นต้น อันนี้เป็นองค์ประกอบที่หนึ่ง อันที่สองก็มีเจตนาที่จะทำให้สัตว์นั้นตายไปหรือว่าล่วงไป เป็นองค์ประกอบย่อยๆ ซึ่งในการบังคับใช้กฎหมายใช้หลักนั้นได้เลย ในการพิจารณาองค์ประกอบของความผิด ดังนั้นพระธรรมวินัยจะให้ประโยชน์มากเพราะจะมีความละเอียดรอบคอบ

    เมื่อกล่าวลึกลงไปอีกถึงพระวินัยเองเป็นบทบัญญัติ ที่กำหนดว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ สิ่งใดเป็นอาบัติ พระวินัยท่านก็ไม่ใช่บัญญัติ เป็นเพียงหลัก แต่ท่านให้รายละเอียดด้วย ซึ่งตรงนี้อาจารย์วิชัยจะได้ให้รายละเอียดในส่วนนี้ ซึ่งกฎหมายเองก็ก็สอดคล้องกัน เพราะว่าจะต้องมีหลักการ มีประเด็นย่อย มีข้อยกเว้น พระวินัยจะเอื้อในการใช้กฎหมายทั่วๆ ไป จะไม่มีโทษใดๆ เลย ถ้ามีความรู้ทางพระวินัยแล้วก็มาใช้กฎหมาย แล้วก็สอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์จริยาได้กล่าวว่า กฎหมายต้องสอดคล้องกับพระวินัย พระวินัยเป็นหลัก กฎหมายจะผิดแผกหรือว่ามีอะไรที่แตกแยกไปจากพระวินัย ต้องมาพิจารณาแล้วว่ามีอะไรผิดปกติ เป็นหลักการที่ใช้ได้เลย

    ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย โดยเฉพาะส่วนของการบังคับใช้กฎหมายกล่าวโดยรวม สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในการนำมาพิจารณากฎหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และได้ประโยชน์จริงๆ ตรงนี้สำคัญที่สุด อันนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจรรโลงการบังคับใช้กฎหมายได้เป็นอย่างดี

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นพระธรรมวินัยจึงเป็นหลักในการที่จะได้อาศัยในการที่จะกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆ อย่างเช่นในเรื่องของกฎหมาย ก็มีความสอดคล้อง เหมาะสมกับความจริง จริงๆ

    อ.วิชัย ได้ฟังในช่วงแรกที่อาจารย์จริยากล่าวถึงขั้นตอนของการที่จะมีกฎหมายมาบังคับใช้ ซึ่งพระวินัยก็มีขั้นตอนเหมือนเมื่อมีเหตุการณ์คือความประพฤติไม่สมควรของพระภิกษุ ก็จะมีการเพ่งโทษติเตียนโพทนาขึ้นมาว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แล้วได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงทราบ แต่ก็ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา ที่เป็นผู้ถูกโจทย์ แล้วก็รับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ นี่สำคัญคือต้องมีการประชุมสงฆ์ทุกครั้งในการที่จะมีการบัญญัติสิกขาบท ดังนั้นเมื่อมีการประชุมสงฆ์แล้วพระองค์ก็ตรัสสอบถามว่า เธอกระทำอย่างนั้นจริงหรือ ภิกษุที่ถูกโจทย์นั้นก็ทูลรับว่าจริง พระองค์จึงตรัส ตำหนิติเตียนโดยอเนกปริยายว่า สิ่งนั้นไม่ควรทำ ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่กิจของสมณะ การกระทำของเธอนั้นไม่ได้เป็นเหตุให้บุคคลที่ยังไม่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใส หรือเพื่อความเป็นอย่างอื่นของบุคคลที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่ขัดเกลาอะไร สั่งสมกิเลสโดยประการต่าง แล้วจึงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการประโยชน์ของการบัญญัติพระวินัยคืออะไร

    อ.อรรณพ อาจารย์ยกตัวอย่างสักบางประการ

    อ.วิชัย อย่างเช่นเพื่อความรับว่าดีของสงฆ์ ทั้งหมดจะมี ๑๐ ประการด้วยกัน

    อ.อรรณพ ด้วยความรับว่าดี แม้ในทางกฎหมายก็ต้องให้เป็นที่ยอมรับใช่ไหม อย่างเช่นอาจารย์จริยากล่าวให้ฟัง แต่ยิ่งพระวินัยที่ละเอียด พระองค์ก็เพื่อให้รับว่าดี

    อ.วิชัย เพราะว่าเมื่อบัญญัติสิกขาบทแล้ว ภิกษุทุกรูปต้องประพฤติตามสิกขาบททั้งหมด เพราะเป็นการยอมรับกันทั้งหมดของหมู่สงฆ์ในคณะนี้ ดังนั้นภิกษุใดก็ตามที่จะมีการอุปสมบทมาเป็นภิกษุรุ่นหลังๆ ก็ต้องเคารพในมติร่วมกันในครั้งโน้นที่พระองค์บัญญัติ โดยมีภิกษุสงฆ์ยอมรับทั้งหมดเลย

    อ.อรรณพ อันนี้ต้องจำไว้เลยว่า ถ้ามาบวชแล้วก็ต้องเคารพ

    อ.วิชัย ถูกต้อง

    อ.อรรณพ จากการที่พระองค์ท่านทรงบัญญัติพระวินัยตั้งแต่ปาราชิกลงมาถึงทุกกฏ เพื่อการยอมรับของสงฆ์ แต่ถ้าไม่ยอมรับอันนี้เป็นปัญหาที่เราจะได้คุยกันต่อ ที่เรารู้กันอยู่

    อ.วิชัย ประการที่สอง ก็คือเพื่อความอยู่สำราญของสงฆ์ ดังนั้นมีภิกษุจำนวนมาก ถ้าภิกษุใดจะปรารถนากระทำสิ่งใดก็ได้ นี่คือความไม่ผาสุกแล้วใช่ไหม เพราะภิกษุที่มีศีล ท่านก็มีคุณธรรมมีความดี แต่ภิกษุที่ทุศีลก็มีเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อมีการบัญญัติสิกขาบทขึ้นมา ภิกษุทุกรูปประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัย เว้นในสิ่งที่ไม่สมควรที่จะให้มีการล่วงละเมิดสิกขาบท การอยู่ร่วมกันของภิกษุทั้งหลายก็อยู่ด้วยความผาสุก นี้คือประกาศที่สอง แต่ละข้อมีประโยชน์ทุกข้อและรัดกุมมาก เพราะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้แสดงเอาไว้

    อ.อรรณพ พระศาสนาจะมั่นคงต่อไปก็ด้วยพระวินัยที่ศึกษาดีแล้ว เคารพแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตาม

    อ.วิชัย ถ้าจะกล่าวแต่ละข้อ แต่ความละเอียดก็สามารถที่จะให้ศึกษาได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่นเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ เพื่อความผาสุกของหมู่สงฆ์ เพื่อข่มภิกษุผู้เก้อได้ยาก ถ้ามีสิกขาบทเมื่อไหร่ ภิกษุใดที่ประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทก็สามารถที่จะกล่าวว่า สิกขาบทนี้พระองค์บัญญัติไว้แล้วไม่ใช่หรือ ที่จะให้ภิกษุนั้นบวชในภายหลังใช่ไหม แต่ว่าในครั้งโน้นมีการบัญญัติไว้แล้ว และมีการยอมรับกันของหมู่สงฆ์แล้ว ก็สามารถมีสิกขาบทที่จะไปข่มภิกษุที่ทุศีลได้ ข้อต่อไปคือเพื่อความเป็นอยู่ผาสุกของภิกษุที่มีศีล ภิกษุที่มีศีล ก็อยู่อย่างสบายมากเลย เพราะต่างก็ประพฤติตามสิกขาบททั้งหมด แล้วการบัญญัตินี้เพื่อเป็นเหตุให้ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสเกิดความเลื่อมใส ถ้าภิกษุทั้งหลายประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย คนที่ไม่เลื่อมใสรู้ความประพฤติของภิกษุเช่นนั้นเกิดความเลื่อมใส เพราะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส และยังให้บุคคลที่เลื่อมใสแล้วเกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้น

    อ.อรรณพ มั่นคงขึ้น

    อ.วิชัย ถูกต้อง และเป็นการป้องกันความเสื่อมเสียความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้ามีการล่วงละเมิดสิกขาบทใช่ไหม การติเตียน การที่จะถูกจองจำ ถูกลงโทษโดยประการต่างๆ ในปัจจุบันก็มี ถ้าประพฤติตามสิกขาบทก็จะป้องกันไว้

    อ.อรรณพ ถ้าประพฤติตามพระวินัยนั้นไม่ผิดกฎหมายแน่ๆ

    อ.วิชัย ถูกต้อง แล้วก็กำจัดความเสื่อมเสีย ความเสียหายที่จะบังเกิดในอนาคต ถ้ามีการล่วงละเมิดสิกขาบท ไม่แสดงคืน ไม่กระทำให้ถูกต้อง ตายจากอัตภาพนั้นก็เกิดในอบายภูมิ และข้อต่อไปก็คือ เพื่อความดำรงมั่นของพระสัทธรรม พระสัทธรรม ธรรมของผู้สงบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามีการบัญญัติสิกขาบทก็สามารถที่จะรู้ว่า ถ้าใครล่วงละเมิดสิกขาบท แสดงบุคคลนั้นไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการทำลายพระสัทธรรม

    อ.อรรณพ สอดคล้องกับมีพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ มิฉะนั้นพระองค์ท่านปรินิพพานไปเพียงพระชนมายุได้แค่ ๘๐ พรรษา พระศาสนาจะยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าไม่มีพระวินัย

    อ.วิชัย ประการสุดท้ายก็ถือตามพระวินัย เพราะเป็นเครื่องนำออกจากอกุศลทั้งหมดเลย อย่างที่เรากล่าวในช่วงแรกว่า พระวินัยทั้งหมดเป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลส ดังนั้นที่บัญญัติไม่ใช่ประสงค์อย่างอื่น เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทุกรูปที่จะประพฤติเพื่อการขัดเกลากิเลส

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เราสนทนามาก็คือพระธรรมวินัยมีประโยชน์อย่างไร ทั้ง ๑๐ ประการที่อาจารย์วิชัยกล่าว ที่พระองค์ท่านตรัส หรือว่าประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ในการที่จะร่างกฎหมาย ในการที่จะพิจารณาความถูกต้องของคดีความต่างๆ เป็นต้น เรื่องอื่นในอาชีพอื่นด้วยอะไรด้วย เพราะมีประโยชน์ด้วยทั้งสิ้น

    ถ้าในมุมกลับบ้างว่า กฎหมายบ้านเมืองก็ดี หรือว่าสังคมของผู้ที่ไม่ได้เป็นภิกษุก็คือพุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกาหรือในสมัยก่อนก็ใช้คำว่า อาณาจักร ก็คืออาณาจักรกับพุทธจักร พุทธจักรก็คือในเรื่องของคณะสงฆ์ จะเรียนสนทนาว่า ศาสนจักรกับอาณาจักร มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกัน ก่อนที่เราจะได้พิจารณาแนวทางการแก้ความไม่ถูกต้อง การละเมิดพระธรรมวินัย กฎหมายต่างๆ ก็ต้องไตร่ตรองถึงเรื่องในอดีต ซึ่งท่านทำมาโดยความละเอียดถี่ถ้วนด้วยความชอบธรรม อยากจะเรียนสนทนาว่าส่วนของความเกี่ยวข้อง อาณาจักรคือทางฝ่ายของคฤหัสถ์ จะมีส่วนเกื้อกูลอุปการะ สนับสนุนทางฝ่ายพุทธจักรคือฝ่ายคณะสงฆ์อย่างไร จะขออาจารย์วิชัยเล่าให้ฟังพอสังเขปว่า ตั้งแต่ในอดีตทางฝ่ายอาณาจักร มีส่วนสนับสนุนในการที่จะธำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างไรบ้าง

    อ.วิชัย ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงแสดงธรรมเป็นอันมากและเป็นพระศาสดา ภิกษุทุกรูปที่เข้ามาบวชก็ต้องมีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบัญญัติเช่นไรก็ประพฤติตามอย่างนั้น แต่เมื่อถึงกาลสมัยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขัปรินิพพานไปแล้ว ก็มีท่านพระมหากัสสปะได้ทราบว่า มีภิกษุแก่รูปหนึ่ง สุภัททะ กล่าวจ้วงจาบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดมปรินิพพานก็ดีแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาว่ากล่าวว่า นี้สมควรแก่เธอทั้งหลาย นี้ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย เราประสงค์กระทำสิ่งไหนก็ทำสิ่งนั้น ไม่กระทำสิ่งใดก็ไม่กระทำสิ่งนั้น พระมหากัสสปะได้ยินอย่างนั้นก็รู้ว่า ในอนาคตกาล ธรรมจะเสื่อมถอย อธรรมจะรุ่งเรือง อวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย

    ดังนั้น ก็เลยมีการที่จะให้ภิกษุร่วมกันกระทำสังคายนาพระธรรมวินัย เพื่อความธำรงมั่นของพระสัทธรรม เพื่อให้รู้ว่าพระธรรมคำสอนนี้ที่พระองค์แสดงธรรมตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อความดำรงมั่นอย่างไร ก็ต้องมีการแสดงให้มีความชัดเจนว่า ในส่วนของพระวินัยปิฎกเป็นอย่างไร พระสุตตันปิฎกเป็นอย่างไร พระอภิธรรมปิฎกเป็นอย่างไร

    ดังนั้นทางฝ่ายอาณาจักรผู้มีศรัทธา ในสมัยนั้นก็จะมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระราชา และมีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ดังนั้นทราบความประสงค์ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็กราบเรียนพระคุณเจ้าทั้งหลายว่า ประสงค์ให้ข้าพระองค์กระทำอย่างไร พระภิกษุ พระเถระในครั้งนั้นก็กล่าวว่า จะกระทำสังคายนาธรรมวินัย ก็ให้เตรียมที่ เพื่อจะทำสังคายนาธรรมวินัย ในส่วนของของฝ่ายคฤหัสถ์คือฝ่ายอาณาจักรก็รู้กาลอันควรว่า ควรที่จะมีการจัดที่ทางต่างๆ หรือแม้ถึงที่สุดก็ก่อนหน้านั้นก็จะมีการบูรณะอารามต่างๆ ในอาณาจักรของพระองค์ นี่คือเป็นการช่วยเหลือทางศาสนจักรสนับสนุนด้วย

    ดังนั้นการที่จะรักษาธรรมวินัยก็คือให้มีพระธรรมวินัยนั้นดำรงอยู่ อันนี้คือเป็นส่วนประการหนึ่ง คือในสมัยที่จะมีการกระทำสังคยานาครั้งที่หนึ่ง โดยมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน

    อ.อรรณพ ก็มีฝ่ายอาณาจักร โดยพระเจ้าอชาตศัตรู ที่กรุงราชคฤห์ แควันมคธในครั้งนั้น แล้วต่อมาอย่างเช่นสมัยที่เราควรจะกล่าวถึงยิ่งก็คือ พระเจ้าอโศกราช พระองค์ท่านทรงเป็นฝ่ายอาณาจักรที่สนับสนุนฝ่ายพุทธจักรอย่างไร

    อ.วิชัย ตอนแรกเริ่มมี ภายหลังท่านก็มีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา ก็มีการทำนุบำรุงมากมาย อัญญเดียรถีย์ทั้งหลายก็เสื่อมจากลาภสักการะ เพราะพระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนามาก อัญญเดียรถีย์ในครั้งนั้นก็ปลอมบวชเป็นภิกษุเป็นจำนวนมากเลย คือบวชเอง เป็นภิกษุเองเลย

    อ.อรรณพ เพื่อลาภสักการะ

    อ.วิชัย แต่บวชแล้วไม่กล่าวตามธรรมวินัย กล่าวตามลัทธิของตนเอง ทำให้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่านี่ไม่ใช่ภิกษุ ก็เลยไม่กระทำอุโบสถกรรมถึง ๗ ปี

    อ.อรรณพ ข้อความที่อาจารย์กล่าวมานี้เพราะว่าบวชเข้ามาแล้วแต่กล่าวลัทธิตามความเห็นของตนที่เป็นลัทธินอกพระพุทธศาสนา แล้วก็สอนอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มาบวชเป็นภิกษุในพระศาสนานี้ แต่ไม่ได้มีความคิด แล้วก็ความเข้าใจที่เป็นพุทธศาสนา

    อ.วิชัย ดังนั้นการที่จะรู้ แล้วก็เข้าใจว่าใครเป็นภิกษุหรือไม่ใช่ภิกษุ พระเจ้าอโศกมหาราชในครั้งได้ศึกษา ได้ฟัง พระธรรมวินัยจากพระโมคัลลีบุตรติสสะเถระว่า รู้ว่าธรรมวินัยคืออะไร จึงให้ภิกษุที่ว่าคิดเป็นภิกษุรวมเป็นพวกๆ ไว้ และกั้นม่าน และสอบถามว่ามีวาทะหรือว่ากล่าวไว้อย่างไร แต่ละท่านก็กล่าวตามลัทธิของตนเอง

    อ.อรรณพ แล้วเป็นอย่างไร

    อ.วิชัย พระเจ้าอโศกมหาราชรู้ว่า นี้ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย เพราะกล่าวลัทธิไม่ตรงตามที่ท่านเข้าใจที่ศึกษามา เลยประทานผ้าขาวให้สึกออกไปเสีย เพราะไม่ใช่ภิกษุ ดังนั้นถ้าภิกษุใดที่กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิภัชชวาที คือกล่าวจำแนกแจกแจงธรรมตามความเป็นจริง นั่นแหละคือเป็นธรรมวินัย พระองค์ก็ทราบว่านั่นแหละคือภิกษุในสมัยนั้น

    ในสมัยนั้นพระองค์ให้บุคคลที่ไม่ใช่ภิกษุออกจากความเป็นเพศของภิกษุถึง หกหมื่นรูป นี่คือเห็นถึงอาณาจักรมีส่วนช่วยมาก เพราะลำพังของภิกษุทั้งหลายก็เหมือนกับศึกษาตามธรรมวินัย แต่คนมาปลอมบวช ก็เลยจะเป็นประเด็นที่เราจะได้สนทนาต่อไป

    อ.อรรรพ เพราะฉะนั้นทางฝ่ายอาณาจักรคือบ้านเมืองจะปล่อยไม่ได้เลย ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองในยุคนั้น ถ้ายุคนั้นสมัยนั้นเป็นกษัตริย์ ท่านก็จัดการโดยเฉพาะถ้าท่านเข้าใจพระธรรมวินัย ท่านก็ทรงจัดการด้วยพระองค์ท่าน แล้วก็อำมาตย์ เสนาบดีทั้งหลายในยุคนี้สมัยนี้เป็นผู้ปกครอง เป็นรัฐบาล ถ้ามีความเข้าใจธรรมจะเป็นประโยชน์มาก เฉกเช่นเดียวกับในสมัยครั้งพุทธกาล

    อ.วิชัย สำคัญคือมีความเข้าใจธรรม ถึงจะรู้ว่าใครเป็นภิกษุหรือไม่ใช่ภิกษุ ใครกล่าวตามธรรมวินัยหรือบิดเบือนธรรมวินัย

    อ.อรรณพ แล้วพระพุทธสาสนาก็สืบต่อจากทางอินเดียมาเจริญรุ่งเรืองที่ศรีลังกาในกาลต่อไป ก็เช่นเดียวกัน ที่ว่าพระมหินทร์เถระ ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านก็มาที่ศรีลังกา ท่านก็รอเวลาจนกว่าพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะจะได้ขึ้นครองราชย์ และท่านก็ได้รู้ว่าพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นผู้ที่เหมาะควร ที่จะยกย่องเชิดชูพระศาสนาในลังกาทวีปให้เป็นไปได้

    ได้ฟังอาจารย์จักรกฤษณ์ยกตัวอย่างสมัยปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ในเรื่องของการที่ฝ่ายอาณาจักรจะไม่ทอดทิ้งฝ่ายศาสนจักรเลย แต่จะทำการทะนุบำรุงพระศาสนา ก็ขอเรียนอาจารย์ได้อธิบาย เพราะจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าอันนี้จะใกล้เรา ก็คือในสมัยปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ ก็มีเหตุการณ์ที่น่าจะได้ทราบกันจริงๆ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ในส่วนที่อาจารย์วิชัยกล่าวจะเป็นประวัติในประเทศอินเดีย ลังกา พอใกล้เข้ามาพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาในสุวรรณภูมิ กษัตริย์ในอดีตท่านก็ทะนุบำรุง ดูแลพระพุทธศาสนาตลอดมา ก็มีการสั่งคายนาครั้งแรก พระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ท่านเริ่มที่จะสังคายนาพระไตรปิฎก อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยทั้งศาสนจักรและอาณาจักรก็ได้เริ่มที่จะช่วยกันสืบทอดประศาสนาต่อมา อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็มีอีกหลายครั้ง อยากจะกล่าวในจุดที่มหากษัตริย์เราทางฝ่ายอาณาจักรมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระศาสนามากอย่างมาก แล้วก็เป็นคุณูปการกับชาวพุทธปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มขึ้นในช่วงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลองนึกสภาพตอนนั้น

    อ.อรรณพ บ้านเมืองเราเมืองแตกย่อยยับ

    อ.จักรกฤษณ์ ทุกหัวระแหงแทบจะไม่มีสภาพที่จะเป็นบ้านเมืองเลย เป็นโจรต่างๆ มากมาย ท่านก็เริ่มกอบกู้หลังจากเราสูญเสียกรุงศรีอยุธยามา ท่านก็เริ่มกอบกู้สภาพบ้านเมือง แต่ท่านก็ไม่ทิ้งพระศาสนา นี่ทำให้เห็นถึงภาระกอบกู้ชาติก็คงลำบาก ลำบากมาก ท่านก็ยังไม่ทิ้งพระศาสนา ท่านก็กอบกู้พระศาสนา ในสมัยนั้นก็รวบรวมพระไตรปิฎก คำสอนต่างๆ มาเพื่อที่จะให้ภิกษุ แล้วก็ชาวพุทธได้ศึกษา ได้สืบทอดพระศาสนาด้วย ท่านก็มาทะนุบำรุงอย่างดีในสมัยนั้น แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวพุทธ พระพุทธศาสนาโดยตรง ก็คือปรากฏว่ามีกบฏ ตอนนั้นท่านพยายามกอบกู้ แล้วก็รวบรวมชาติแผ่นดิน ก็มีกบฏเกิดขึ้นในทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นกบฏที่แปลกเหมือนกัน เพราะผู้ที่ตั้งตัวเป็นกบฏคือ

    อ.อรรณพ พระภิกษุ

    อ.จักรกฤษณ์ เป็นพระภิกษุ ถ้าได้ศึกษาในอดีต จะได้เรียนประวัติศาสตร์กันในเรื่องชุมนุมเจ้าพระฝาง ถ้าใครได้เรียนประวัติศาสตร์ก็จะเห็นตรงนี้ ว่ามีชุมนุมเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นภิกษุเกือบทั้งหมดตั้งตัวเป็นใหญ่ ตอนนั้นก็ทำสิ่งไม่ดีต่างๆ นานา ท่านก็ได้อธิบายว่าชุมนุมเจ้าพระฝาง ภิกษุที่อยู่ในชุมนุมได้กระทำสิ่งชั่วช้าลามก ผิดพระวินัย แล้วก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ปล้น ทำสิ่งที่ไม่ใช่ตามพระวินัยเลย ท่านก็ได้ทำการยกทัพไปปราบ ไปปราบชุมนุมพระเจ้าฝาง เพราะแม่ทัพนายกองต่างเป็นภิกษุหมดเลย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นถึงอย่างนั้น แล้วท่านก็มีพระราชดำรัส ซึ่งอยากจะกล่าวนิดหนึ่งว่าท่านกล่าวอย่างไรบ้าง เมื่อท่านปราบกบฏนี้แล้ว ท่านก็บอกว่า พระสงฆ์บรรดาอยู่ฝ่ายเหนือ เป็นพรรคพวกให้เรือนพระฝาง ก็คือเป็นตั้งตัวกบฏ เป็นพรรคพวกพระฝางทั้งสิ้น ถืออาวุธ ปืนรบศึก ไม่น่าเป็นไปได้เป็นพระ พระภิกษุถืออาวุธ ถือปืน ปล้นเอาทรัพย์สิน สิ่งของของชาวบ้าน นอกจากนั้นยังกินสุราเมรัย ส่องเสพอนาจารด้วยสีกา ทำทุกอย่าง ท่านก็บอกว่าต้องจตุปาราชิกาบัติต่างๆ ก็คือปาราชิก แล้ว หมดสภาพที่จะเป็นพระภิกษุแล้ว ขาดจากสิกขาบทในพระพุทธศาสนา แล้วก็ล้วนลามก ทั้งหมดทั้งก๊ก จะละไว้ให้คงอยู่ในสมณเพศฉะนี้ไม่ได้ ท่านก็ชี้ให้เห็นเลยว่า ไม่ได้แล้วอย่างนี้ทำให้พระศาสนาเสื่อม ท่านก็มีรับสั่งกับก๊กที่ปราบได้ว่าให้สึกออกไป แล้วใครรับสารภาพก็จะลดโทษให้ ยังมีคุณงามความดีอยู่ก็ให้รับราชการได้ ก็ยังทรงมีพระเมตตา

    อ.อรรณพ คือให้ลาสิกขา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ส่วนที่ไม่รับสารภาพก็ให้ลาสิกขา สอบสวนให้ได้ความว่ากระทำผิดอะไรบ้างแล้วก็ลงโทษ ไปตามกฎหมายบ้านเมืองตอนนั้น


    หมายเลข 10740
    19 ก.ย. 2569