พระธรรมวินัยกับกฎหมาย 005


    อ.จักรกฤษณ์ ท่านก็ได้กำหนดเลยว่า ผู้ที่เป็นอุปัชฌาอาจารย์ เมื่อบวชพระภิกษุแล้วมีลูกศิษย์ลูกหาต้องดูแล ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้ไปทำผิดอะไรต่างๆ ในกฎข้อนี้ท่านก็ยกส่วนนี้ขึ้นมาเป็นกฎหมายด้วย แล้วก็บอกว่าภิกษุทุกวันนี้ละเลยพระวินัยเสีย มิได้ระวังตักเตือนสั่งสอนกำชับว่ากล่าว การบวชเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ให้ศิษย์อยู่ในนิสัยในหมู่สงฆ์ ครูอุปัชฌาอาจารย์ไม่ดูแล เที่ยวปล่อยปละละเลยให้ลูกศิษย์เที่ยวไปตามอำเภอใจ ทำมารยา รักษาศีลภาวนา ทำกิริยาให้คนเลื่อมใสนับถือ อันนี้ปล่อยไปเลย ไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง สำแดงความรู้ อวดอิทธิฤทธิ์ เป็นอุตริมนุสธรรมอันเป็นกลโกหก ตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ เป็นคนที่ไปพบผู้วิเศษมีวิชามาจากในแดนไกล ในนี้ท่านกล่าวมาจากถ้ำ เขาอะไร เป็นผู้วิเศษมา แล้วท่านก็ได้บอกตรงๆ เลยว่า ทำให้แผ่นดินและพระศาสนาจลาจล เพราะเหตุพระสังฆราชาคณะ อธิการผู้ใหญ่ ผู้น้อย มิได้เอาใจใส่ตักเตือน ว่ากล่าวตามพระธรรมวินัย อันนี้แสดงให้เห็นว่าปล่อยปละละเลยจนให้เขาไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ร้ายแรงจนกระทั่งมีการอวดอิทธิฤทธิ์ อวดอุตริมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น ท่านเห็นว่าแผ่นดินและพระศาสนาเกิดจลาจล เพราะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

    อ.อรรณพ เป็นคำที่สะท้อนมาก แผ่นดินและพระศาสนาเกิดการจลาจล ยุคนี้ถ้าไม่ช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นอย่างเช่นนั้น

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ ตอนนี้ก็จลาจลอยู่พอสมควรแล้ว แต่ว่าในส่วนนั้นท่านเห็นความสำคัญมาก มีการออกกฏอธิบายต้นสายปลายเหตุ แล้วท่านก็กำหนดคือใช้มาตรการให้พระในฝ่ายปกครองที่รับผิดชอบไปสำรวจพระภิกษุในปกครอง ทำหลักฐานขึ้นมาเป็นหนังสือประจำตัว เพื่อที่จะให้ทราบว่าใครเป็นใคร แล้วก็ให้เก็บหลักฐานนั้นประจำตัวไว้ จะได้ทราบว่าพระองค์นี้มีในวัดของท่านไหม บวชถูกต้องอะไรไหม อันนี้ก็ใช้มาตรการในทางปกครองที่จะดูแล แล้วก็สมมุติว่าพระสงฆ์ท่านจะต้องออกไปเรียนในหัวเมืองเข้ามาร่ำเรียนในเมืองใหญ่ๆ ก็มีหลักฐาน แล้วท่านก็กำหนดไว้ด้วยว่า พระที่ท่านดูแล สั่งสอนพระที่มาจากต่างแดน ดูหลักฐานนั้นด้วยว่ามีไหม มีตัวตนจริงไหม ได้บวชไหม อะไรไหม อันนี้คือท่านพยายามที่จะทำหลักฐานของความเป็นภิกษุให้ชัดเจน แล้วท่านก็กำชับอีกทีให้คอยดูแลให้ทั่วถึงในพระต่างๆ ที่ออกมาตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในวัดของท่านแล้วให้คอยดูแลด้วย

    สรุปสุดท้ายท่านก็จะบอกว่า ให้พระราชาคณะ เจ้าหมู่ เจ้าคณะอธิการ และคุมการหัวเมืองนอก โท ตรี จัตวา ในอำเภอ แขวง จังหวัดทั้งปวง มิได้เฉพาะพระภิกษุเท่านั้น แต่ว่าข้าราชการที่รับใช้ ร่วมไม้ร่วมมือด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยเป็นเรื่องของพระอย่างเดียว เจ้าเมืองทุกชั้นทุกลำดับ ท่านกำชับว่าให้สอดแนม ระวังระไว ดูหมู่คณะในแว่นแคว้น จังหวัด วัดวาอาราม บรรดาที่พึ่งแก่ตนอย่าให้มีคนโกหก มารยา คิดทำลายแผ่นดินแลพระศาสนา ให้เกิดการจลาจลเป็นอันขาด ห้ามอย่าให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงนับถือ คบค้า ปรนนิบัติไอ้โกหก ท่านกล่าวไว้เลยใช้คำอย่างนี้เลย และผู้ใดรู้เห็นว่าเหล่าคนร้ายคิดกลโกหก มารยาแล้ว มิได้จับกุมว่ากล่าว ไม่กราบทูลให้ทรงทราบ ละเมินเสีย ก็เอาเจ้าคณะ เจ้าอาราม เจ้าอธิการ เจ้าเมืองแขวงนั้นๆ มาลงโทษเป็นกบฏ ดุจโทษไอ้คนโกหกคิดทำร้ายแผ่นดินและพระศาสนาเป็นจลาจล กบฏนะ

    อ.อรรณพ เข้าข่ายกบฏเลยนะ

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่

    อ.อรรณพ ตามกฎหมายตราสามดวง ปฐมบทแห่งรัตนโกสินทร์

    อ.จักรกฤษณ์ โทษร้ายแรง แล้วทุกคนต้องร่วมมือกันคอยดูแล คอยจัดการ ถ้าละเมินเสียท่านก็ถือเป็นโทษด้วยและโทษร้ายแรง แสดงให้เห็นว่า มีความสำคัญมากในเรื่องการปล่อยปละละเลยให้มีพระภิกษุกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สม ทำให้เกิดภัยพิบัติแก่บ้านเมืองและพระศาสนา เป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนทีเดียวว่า

    อ.อรรณพ บรรพบุรุษทำมาอย่างไร

    อ.จักรกฤษณ์ แล้วก็ควรที่จะเอามาตระหนัก เอามาพิจารณาว่าเราลูกหลาน เราทำอะไรกันอยู่ปัจจุบัน ทำอะไรกันอยู่ เพราะว่าท่านทำทุกอย่างเพื่อจะปกป้องพระศาสนา ต่อมาในกฎอีกข้อหนึ่ง ซึ่งอันนี้มีอีกหน่อย แต่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ถ้าเราสามารถที่จะอธิบายรายละเอียดให้เห็นเป็นข้อๆ และทุกข้อก็เชื่อมโยงกับปัจจุบันทั้งหมด เหตุการณ์ทั้งหมดในปัจจุบัน ก็น่าจะได้ลงรายละเอียด ขออนุญาตอาจารย์อรรณพต่อไปเรื่อยๆ

    อ.อรรณพ เป็นประโยชน์มาก

    อ.จักรกฤษณ์ ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้แล้วว่า ท่านให้พระที่ท่านมีหน้าที่ดูแลปกครองสงฆ์ทำบัญชี ทำหลักฐานต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานนั้น ควบคุมได้ง่าย แล้วท่านก็ยังออกกฎอีกข้อหนึ่งก็คือ เร่งให้พระในปกครองทำกิจธุระของสงฆ์ให้ถูกต้อง นั่นก็คือสองอย่าง มีคันถธุระและวิปัสสนาธุระ คือไม่ให้ไปทำอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้อง ทำกิจนี้ แล้วก็ทำเป็นชื่อไว้ด้วย อันนี้น่าสนใจว่าทำชื่อไว้ด้วยว่า พระท่านทำกิจของท่านไหม มีหลักฐานที่จะแสดงไว้ให้เห็นชัดเจนว่า ทำกิจอันนี้ได้ถูกต้องไหม ท่านจึงตรากฎฉบับที่ ๔ ที่กำหนดให้พระฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นพระราชาคณะต่างๆ ได้ทำบัญชี ทำรายชื่ออะไร เพื่อที่จะจัดการให้เข้ารูปเข้ารอย ส่วนภิกษุ สามเณรองค์ใด ท่านบอกว่าภิกษุ สามเณรนั้นกักขฬะ หยาบช้า สอนยาก อุปัชฌาอาจารย์ว่ากล่าวก็ไม่ฟัง ก็ให้กำจัดเสีย อย่าให้เข้าหมู่คณะได้เป็นอันขาดทีเดียว พระศาสนาจึงจะรุ่งเรืองสืบไป อันนี้ท่านเริ่มแยกให้เห็นอย่างที่อ.วิชัยกล่าวว่า เพื่อความผาสุก

    อ.จริยา เพื่อความดีงามของภิกษุ

    อ.จักรกฤษณ์ อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ

    อ.อรรณพ สอดคล้องมากๆ

    อ.จักรกฤษณ์ เพราะพระที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านก็ศึกษาเล่าเรียนใช่ไหม ทำกิจของท่าน พวกนี้เข้ามาแล้วจะผาสุกได้อย่างไร ทำให้ท่านอยู่ลำบาก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นพระอัจฉริยภาพในทางพระพุทธศาสนาที่ท่านเห็นความสำคัญ แยกออกไปพวกที่ทำไม่ดี จัดการอย่ามายุ่งกับพระภิกษุที่ท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ

    มีในกฏข้อต่อไป อันนี้เป็นโทษที่ร้ายแรงขึ้นมาอีก ที่เรากล่าวสักครู่ก็คือเขาทำไม่ดี ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ในโทษที่อาจจะพอที่จะแก้ไขได้ จะปลงอาบัติได้ก็คัดออกไป

    สำหรับโทษคนที่ปาราชิกเป็นเรื่องที่สำคัญ ท่านก็ออกกฏฉบับที่ ๕ ในปีที่ผ่านมา ท่านบอกว่าตอนนั้นความปรากฏแล้วว่า ท่านใช้ถ้อยคำที่ชี้ให้เห็นถึงโทษปาราชิกสำหรับภิกษุบางรูป ในนี้บอกว่าให้มาต้องเมถุนปาราชิกแล้ว มิได้กลัวบาป ละอายแก่บาป ปฏิญาณตัวว่าเป็นภิกษุเข้ากระทำสังฆกรรมด้วยพระสงฆ์ เป็นอุปัชฌาย์บวชนาคปลอมเข้าผูกโบสถ์ แลรับกฐิน อันนี้คือเรียบร้อยแล้วปาราชิก

    อ.จริยา แต่ยังทำสังฆกรรมอยู่

    อ.จักรกฤษณ์ อันนั้นเสพเมถุนปาราชิก ไอ้ชูต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วก็ปกปิดโทษไว้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นภิกษุ สมณะ นั่งหัตถบาตรบวชนาค เข้าผูกอุโบสถ ทำสังฆกรรมด้วยสงฆ์ ทำให้พระศาสนาเศร้าหมอง อีกคนหนึ่งชื่อไอ้แก้ว แลไอ้แก้วต้องอทินนาทานปาราชิก แลเอามลทินโทษไปป้ายท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์ อันนี้เริ่มทำให้พระภิกษุที่ท่านประพฤติดีเริ่มเสื่อมเสีย พระสงฆ์ว่ากล่าวแล้วฉะนี้ หวังจะให้ทายกทั้งปวงที่ศรัทธากระทำกุศลไว้ สอดแคล้วกินแหนงท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์ จะให้ผลของทายกนั้นน้อยไปมิควรหนักหนา อันนี้กันชี้ให้เห็นว่ามีภิกษุที่ปาราชิกเข้ามาทำสังฆกรรม ศรัทธาต่างๆ ของหมู่ชาวบ้านก็จะเสื่อมถอย จะไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว

    ท่านก็กล่าวต่อไปว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าภิกษุองค์ใดต้องจตุปราชิกทั้ง ๔ แต่ปราชิกอันใดอันหนึ่งแล้ว ให้มาบอกแก่สงฆ์ จงแจ้งแด่ในอุโบสถเดียวกัน อย่าให้ปิดโทษจตุปาราชิกไว้ แล้วปฏิญาณตัวเป็นสงฆ์สมณะ เข้ากระทำสังฆกรรม อุโบสถกรรมบถด้วยคณะสงฆ์ให้เป็นมลทินในสังฆกรรมทั้งปวง ทำให้ศาสนาเศร้าหมอง ถ้ามีผู้โจทย์ว่ากล่าว พิจารณาแล้วเป็นความจริง เป็นความสัตย์ จะเอาตัวเป็นโทษถึงสิ้นชีวิต แล้วให้ริบราชบาตร ขับเฆี่ยนตีโบยญาติจงหนัก อย่าให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป อันนี้เห็นโทษที่ค่อนข้างร้ายแรง ก็คือถึงชีวิตเลย เพราะปาราชิกแล้วยังเข้ามาทำอะไรต่างๆ ในคณะสงฆ์ ทำสังฆกรรมต่างๆ ทำให้มีความเสื่อมเสียมาก โทษก็ร้ายแรง ริบทุกอย่าง ซึ่งญาติโยมก็โดนด้วย

    อ.อรรณพ ถ้าปาราชิกแล้วต้องลาสิกขา ถ้าไม่ลาสิกขาทั้งปาราชิกแล้วยังเข้าไปทำสังฆกรรมมีโทษร้ายแรง แล้วญาติมิตรพวกคฤหัสถ์ก็โดนด้วย

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่

    อ.อรรณพ ท่านเอาจริงเอาจังมาก

    อ.วิชัย ขอกล่าวถึงปาราชิกสักนิด ปาราชิกเป็นอาบัติข้อหนึ่ง แล้วก็เป็นสิกขาบทด้วย มี ๔ ข้อด้วยกันที่มาในพระปาติโมกข์คือ ปาราชิกคือเป็นผู้พ่ายแพ้ ภิกษุใดก็ตามต้องอาบัติปาราชิก ไม่ใช่ภิกษุอีกต่อไป ไม่ใช่ภิกษุคือไม่ต้องลาสิกขาแล้ว คือไม่ใช่ภิกษุอีกต่อไป แต่ต้องละเพศจากห่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ต้องเป็นคฤหัสถ์ หรือจะบวชเป็นสามเณรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ จะไปร่วมทำสังฆกรรม จะมีสิกขาบทร่วมเดียวกันกับภิกษุไม่ได้อีกต่อไป ในชาตินั้นจะบวชมาเป็นภิกษุไม่ได้อีกต่อไป เพราะอาบัติปาราชิกแล้ว มีการเสพเมถุน มีการลักทรัพย์ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป ลักทรัพย์ที่มีเจ้าของ แล้วก็มีการฆ่ามนุษย์ มีการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตนให้แก่บุคคลอื่น นี่คือต้องอาบัติปาราชิก เป็นความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้นของปาราชิกคืออะไร แล้วก็มีอะไรบ้างในพระปาติโมกข์

    อ.อรรณพ ได้ฟังที่อาจารย์จักรกฤษณ์ท่านได้หยิบยกบางส่วนที่สำคัญของกฎหมายตราสามดวงที่เกี่ยวกับกฎหมายสงฆ์ ได้เห็นถึงความที่บรรพบุรุษตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายที่ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยเข้าใจ ท่านมีความเคารพเป็นอย่างสูง แล้วก็กระทำประโยชน์ในการที่จะดำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างเต็มที่ โดยปรากฏในข้อกฎหมาย เป็นที่เห็นชัดจริงๆ ก็พูดถึงในยุคนี้ในเวลานี้ ในช่วงนี้ที่เราได้เห็นการกระทำผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายที่ปรากฏในสังคมไทยเราอย่างชัดแจ้งก็คือ กรณีธรรมกาย ซึ่งก็เป็นที่รับรู้ของสังคมไทยในขณะนี้กันอย่างทั่วไป ซึ่งก็อยากจะกราบเรียนถามท่านวิทยากรว่า ถ้าเราจะให้คนเข้าใจถูกต้องว่าผิดอย่างไร ก็ต้องมีการกล่าวให้ชัดเจนว่า ธรรมกายทั้งทำลายหลักธรรมอะไรบ้าง ล่วงพระวินัยอะไรบ้าง แล้วก็ผิดกฎหมายอะไรบ้าง

    อ.วิชัย ต้องเข้าใจว่า ธรรมวินัยก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดที่กล่าวขัดแย้งหรือไม่ตรงกับคำสอนก็คือ เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเช่นทางธรรมกายเขาได้กล่าวถึงเรื่องอัตตา ซึ่งตรงกันข้ามเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยประการทั้งปวงว่า มีการเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีตัวตน ปฏิเสธอัตตา ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมด บังคับบัญชาไม่ได้ คำสอนที่กล่าวถึงความเป็นอัตตาตัวตน จึงเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประการหนึ่ง

    อ.อรรณพ เช่น บอกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายยังอยู่ในนิพพาน นิพพานของเขาเป็นเมืองแก้ว แล้วก็มีพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้วยังอยู่

    อ.วิชัย เป็นไปไม่ได้เลย

    อ.อรรณพ เป็นไปไม่ได้เลย

    อ.วิชัย แน่นอน การกล่าวอย่างนี้เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทรงแสดงทั้งหมดว่า ถ้ายังมีการเกิดขึ้น ยังมีอยู่เป็นทุกข์ แล้วทรงแสดงธรรมทั้งหมดเพื่อสิ้นทุกข์ คือไม่มีการเกิดขึ้นของขันธ์อีกต่อไป ก็เป็นความละเอียดของธรรม

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นข้อที่หนึ่งคือทำลายหลักธรรมคำสอนที่เป็นคำสอนหลักคือ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สัพเพ ธัมมา อนัตตา โดยกล่าวว่าอัตตา นิพพานเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็เหมือนกับยังอยู่ นี่คือข้อที่หนึ่ง มีอะไรทำลายอีก

    อ.วิชัย อย่างเช่นการกล่าวถึงบุญ แต่ว่ามุ่งถึงทรัพย์สินเงินทองที่จะต้องให้คนมาบริจาค เพื่อหวังสิ่งนั้นเพื่อหวังสิ่งนี้ ซึ่งไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เราศึกษาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระไตรปิฎกทั้งหมด ทรงจาริกไปที่ต่างๆ เพื่อแสดงธรรมให้บุคคลนั้นเกิดความรู้ความเข้าใจแล้วก็ขัดเกลากิเลส โดยที่ไม่มุ่งหวังสิ่งใดเลย ดังนั้นการเชิญชวนที่จะให้คนมาบริจาคมากๆ ส่งเสริมลัทธิของตน มีการขยายอาณาจักร มีการสร้างวัตถุสิ่งของ คิดว่าการกระทำนั้นจะดำรงไว้ซึ่งพระศาสนา แต่ไม่ใช่ ทำบิดเบือนความรู้ความเข้าใจของบุคคล เพราะธรรมวินัยหรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ พระธรรมวินัย ซึ่งถ้าเป็นการบิดเบือนธรรม เป็นการล่วงละเมิดพระวินัย ก็คือการทำลายธรรมวินัยนั่นเอง

    อ.อรรณพ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อละความติดข้อง จนกว่าจะดับได้จนหมดจด แต่นี่เป็นการสอนให้ แสดงให้ ชักชวนให้ ล่อให้ เกิดความอยากได้ ซึ่งก็ได้ยินที่อาจจะฟังดูแล้วตลกๆ ว่ามีฆ้อนที่ทุบแล้วก็จะรวย โป้งรวยอะไรเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนาเลย

    อ.วิชัย เพราะเหตุว่าที่เรากล่าว เพื่อชี้แจงให้คนที่เกิดความเข้าใจถูก เพียงมีฆ้อนแล้วกล่าวว่าโป้งรวยเป็นเหตุเป็นผลหรือเปล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุและผลตามความเป็นจริง การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะได้รับความสุขความเจริญ ต้องเนื่องด้วยการกระทำกรรมดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำดีโดย

    อ.อรรณพ กรรมและผลของกรรม

    อ.วิชัย ถูกต้อง ไม่ใช่อาศัยฆ้อนนั้น แล้วเพียงกล่าวว่า โป้งรวย แล้วจะสามารถที่จะบันดาลอะไรได้ ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีคำสอนอย่างนั้นเลย แต่ว่าพระองค์ทรงแสดงเหตุผลตามความเป็นจริงว่า ผลของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็ตาม เนื่องด้วยการกระทำกรรมดีหรือว่ากรรมชั่วของบุคคลนั้น

    อ.จริยา สิ่งเหล่าที่อาจารย์วิชัยยกขึ้นมากล่าว แล้วอาจารย์อรรณพเสริม เราไม่ได้พูดขึ้นเอง มีในสื่อทุกๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนังสือพิมพ์หรือว่าสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งปรากฏต่อสาธารณชน จริงๆ ไม่ใช่ปรากฏต่อสาธารณชนโดยที่สาธารณชนเอาออกมา เป็นสิ่งที่ปรากฎในสื่อฯ ของวัดธรรมกายเอง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่า เราไม่ได้กล่าวด้วยความมีอคติ เรากล่าวด้วยใจที่มีความเมตตา มีกรุณา ต่อผู้ที่กำลังใช้คำว่าหลงผิด เชื่อในลัmธิ ซึ่งมิใช่พระพุทธศาสนา

    เพราะฉะนั้นท่านผู้ฟังจะได้เข้าใจตรงนี้ว่า สิ่งที่เรานำมากล่าวเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมของพุทธเจ้าคืออะไร แล้วสิ่งที่สำนักธรรมกายเอาออกมาตีแผ่ พิมพ์หรือว่าโฆษณาในสื่อทั้งหลาย เพื่อที่จะให้ประชาชนหลงผิด เข้าใจไปตามนั้นว่า พระพุทธเจ้าบอกอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นต้น ที่อาจารย์อรรณพว่า เมื่อไหร่ที่อยากได้บุญต้องมีฆ้อนอะไรต่างๆ ซึ่งดูได้ในสื่อต่างๆ ตรงนี้เพื่อความเข้าใจ และเพื่อที่จะให้ผู้ที่หลงผิดได้พิจารณาประกอบกับหลักฐานของพระพุทธเจ้า

    อ.อรรณพ ฉะนั้นก็ไม่ได้แสดงธรรมตามหลักธรรมเลยว่า อะไรเป็นธรรมเพื่อการเจริญขึ้นของปัญญาที่จะรู้ความจริงที่กำลังมี กำลังปรากฏในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นความละเอียดลึกซึ้งที่สุด ก็ไม่ได้แสดง แต่กลับทำลายโดยที่มีความเห็นเป็นลัทธิอื่น ส่งเสริมให้คนมีความไม่รู้ มีความติดข้อง มีความเห็นผิดเพิ่มทวี ซึ่งพระองค์ท่านทรงแสดงเลยว่า ความติดข้องความเห็นผิด และความไม่รู้เป็นอกุศลธรรมที่ร้ายแรง เพราะฉะนั้นเขากำลังเผยแพร่เพื่อความติดข้อง เพื่อความเข้าใจผิด แล้วก็เพิ่มพูนความไม่รู้ แล้วก็ทำลายการที่จะได้เข้าใจพระธรรมคำสอน เพราะฉะนั้นในส่วนของธรรมกายทำลายหลักธรรม อาจารย์วิชัยคิดว่าพอสมควรไหมที่เป็นการยกตัวอย่าง จะได้พูดถึงพระวินัย

    อ.วิชัย เพราะเหตุว่าถ้าศึกษาพระธรรมคำสอนจริงๆ หมายถึงว่ากิจของภิกษุเป็นอย่างที่อาจารย์จักรกฤษณ์กล่าวถึงว่า แม้ในครั้งโน้นกิจคือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ คือต้องมีการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ แล้วปัญญาที่เกิดขึ้นก็เป็นไปในการที่จะรู้ความจริง ซึ่งเป็นวิปัสสนา เมื่อมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ จึงเผยแพร่หลักธรรมคำสอนคือธรรมวินัย


    หมายเลข 10743
    26 ต.ค. 2569