พระธรรมวินัยกับกฎหมาย 007


    อ.วิชัย ความหมายของ ปาราชิก ก็คือเป็นผู้พ่ายแพ้ ภิกษุใดก็ตามต้องอาบัติปาราชิก ไม่ใช่ภิกษุอีกต่อไป ไม่ใช่ภิกษุคือไม่ต้องลาสิกขาแล้ว คือไม่ใช่ภิกษุอีกต่อไป แต่ต้องละเพศเหมือนห่มผ้ากาสาวพัตร์ก็ต้องเป็นคฤหัสถ์ หรือจะบวชเป็นสามเณรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผู้พ่ายแพ้จะไปร่วมทำสังฆกรรม จะมีสิกขาบทร่วมเดียวกันกับภิกษุทั้งหลายไม่ได้อีกต่อไปในชาตินั้น จะบวชมาเป็นภิกษุไม่ได้อีกต่อไปเลย เพราะอาบัติปาราชิกแล้ว มีการเสพเมถุน มีการลักทรัพย์ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป ลักทรัพย์ที่มีเจ้าของ แล้วก็มีการฆ่ามนุษย์ แล้วก็มีการอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตนให้แก่บุคคลอื่น นี้คือต้องอาบัติปาราชิก นี้คือเป็นความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้นว่าปราชิกคืออะไร แล้วก็มีอะไรบ้างในพระปาติโมกข์ อุปมาเหมือนบุคคลที่ศีรษะขาดก็ได้ แล้วอุปมาเหมือนกับใบไม้เหลืองที่ล่วงหล่นออกจากขั้วและไม่สามารถที่จะกลับมาสดเขียวได้อีก หรือเหมือนกับแผ่นศิลาที่แตกแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะประสานดังเดิมได้ หรือตาลยอดด้วน ไม่สามารถจะงอกงามได้อีก ฉันใด

    ดังนั้นภิกษุใดก็ตามที่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่เป็นปาราชิกสิกขาบทจนถึงอาบัติปาราชิก ก็ไม่สามารถจะเป็นภิกษุอีกต่อไป คือไม่สามารถจะมีคำวินิจฉัยอื่นๆ ใดใดให้กับไม่ปาราชิกอีกได้ แม้ในครั้งโน้นมีภิกษุที่เรียนกับท่านพระอานนท์ว่า เมื่อตัวเองต้องอาบัติปาราชิกแล้ว อยากจะกลับมาเป็นภิกษุอีก

    อ.อรรณพ สำนึกตัวแล้ว

    อ.วิชัย สำนึกตัวแล้ว ให้ท่านพระอานนท์ไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ไม่อนุญาต เพราะการที่พระองค์บัญญัติเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ไม่สามารถจะกลับพระดำรัสหรือว่าพระบัญญัติให้ไม่ปาราชิกได้ ดังนั้นข้อบัญญัติอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น อาบัติปาราชิกแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้น

    อ.จักรกฤษณ์ มีข้อความหนึ่งซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นอรรถกถาท่านพูดเรื่องนี้ไว้ เป็นคำทำนายที่ท่านพูดเกี่ยวกับในอนาคตพระภิกษุที่ไม่ประพฤติดี ประพฤติชอบจะเป็นอย่างไร ท่านยกขึ้นมาให้เราได้รับทราบกันจะได้เป็นประโยชน์ เพราะท่านจะพูดไว้ในเรื่องที่พระไม่ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และมีโทษอย่างไร ซึ่งตรงกับยุคปัจจุบันทีเดียว ในพระสุตตันตปิฎกท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญาก็จะพากันยินดีเงินทอง ไร่นา แพะ แกะ คนใช้ หญิงชาย จะเป็นคนโง่ มุ่งแต่จะยกโทษผู้อื่น ไม่ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแต่การทะเลาะวิวาท จะมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรย้อมสีเขียวแดง เป็นคนลวงโลก กระด้าง เป็นผู้อันแส่หาแต่ลาภผล เที่ยวชูเขาคือมานะ ทำตนดั่งพระอริยเจ้าท่องเที่ยวไปอยู่ ท่านทำนายไว้

    อ.อรรณพ เป็นจริงเช่นนั้น

    อ.จักรกฤษณ์ ดูแล้วใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านกล่าวต่อไปว่า จะเป็นผู้มุ่งแต่ลาภ เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จะใคร่อยู่ในเสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีในมิจฉาชีพ จะได้ลาภเสมอๆ จะพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น เที่ยวคบหาราชสกุล เป็นต้น เพื่อให้ลาภแก่ตน ไม่สำรวมอินทรีย์เที่ยวไป เป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็น

    อ.อรรณพ ที่พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า กาลภายหน้าจะเป็นเช่นนี้

    อ.วิชัย อย่างที่เรากล่าวถึงอำนาจประโยชน์ ที่พวกบัญญัติสิกขาบทว่าป้องกันความเสื่อมเสียและเสียหายในปัจจุบัน การเกิดเรื่องราวต่างๆ เพราะว่าพระภิกษุไม่ประพฤติตามสิกขาบทนั่นเอง มีการยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ รับเงินและทอง ต่างๆ เหล่านี้ นี้ก็เป็นบทบัญญัติที่พระองค์บัญญัติไว้แล้วทั้งหมด แต่ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะมีเรื่องเสื่อมเสีย เสียหายที่เกิดขึ้นตามที่พระองค์อาศัยอำนาจประโยชน์นี้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น จึงบัญญัติสิกขาบท แต่ถ้ามีการล่วงละเมิดก็จะเป็นดั่งที่มีเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของท่านผู้ชมที่จะได้พิจารณาไตร่ตรองว่าจริงหรือเปล่า

    การที่พระภิกษุบวชเข้ามาตั้งแต่แรก เป็นผู้สละอาคารบ้านเรือน ทรัพย์สินทั้งหมดไม่ใช่หรือ แต่บัดนี้เป็นอย่างไร อาจจะมีมากกว่าคฤหัสถ์ทั่วๆ ไปอีกด้วยซ้ำ เป็นภิกษุหรือเปล่า ฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการพิจารณาว่า เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสหรือว่าพอกมูลกิเลส

    อ.อรรณพ เป็นไปเพื่อการพอกพูนกิเลสและทำลายพระธรรมวินัย กรณีธัมมชโยปาราชิกในข้อลักทรัพย์แน่นอน มีข้อมูล ยอมรับด้วย แล้วก็ชัดเจน ยังมีปาราชิกในข้อไหนอีกหรือไม่

    อ.วิชัย มีสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๔ ก็คือการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตนเอง คุณวิเศษในที่นี้หมายถึงว่า ได้ฌาน มีอภิญญา มีความรู้พิเศษที่จะรู้ว่าคนนั้นไปเกิดที่ไหน ซึ่งความรู้อย่างนี้มีจริง

    อ.อรรณพ เป็นความรู้ที่เหนือมนุษย์

    อ.วิชัย แต่ถ้าไม่มีจริงๆ แล้วกล่าวว่ารู้ตนเอง อวดให้ว่าตัวเองมีความรู้อย่างนั้น รวมถึงมรรคและผลด้วย ได้บรรลุต่างๆ เป็นการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ดังนั้นในกรณีนี้เห็นไหมที่เราจะได้ทราบตามสื่อต่างๆ ที่ธัมมชโยกล่าวถึงการทำนายว่า บุคคลนั้น บุคคลนี้ ไปเกิดที่นั่น ไปเกิดที่นี่ เป็นการอวดอุตริมนุสธรรม

    อ.อรรณพ เพราะว่ามนุษย์ธรรมดา ซึ่งไม่ได้มีคุณวิเศษเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้

    อ.วิชัย ถูกต้อง

    อ.อรรณพ อันนี้ไม่ได้มีคุณวิเศษเช่นนั้น แต่แสดงว่ารู้จุติ ปฏิสนธิของคนอื่น ใช่ไหม

    อ.วิชัย ใช่ เมื่อกล่าวแล้วมีคนที่รู้ แล้วก็เข้าใจเนื้อความด้วยว่าเป็นอย่างนั้น

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นตรงนี้คืออวดคุณวิเศษที่เหนือมนุษย์ อุตริมนุสธรรมก็คือ ธรรมหรือว่าคุณวิเศษที่เหนือกว่ามนุษย์เขา แล้วก็มีผู้รู้ความ ฟังแล้วก็เข้าใจตาม

    อ.วิชัย จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ต้องอาบัติปาราชิก

    อ.อรรณพ เพราะเขาได้อวดแล้ว แล้วก็มีคนฟัง เขาไม่ได้พูดให้ต้นกล้วยฟัง ใช่ไหม

    อ.วิชัย ใช่

    อ.อรรณพ แต่เขาพูดให้คนฟัง และเมื่อคนฟังแล้วรู้ความ เป็นอันครบองค์ของปาราชิกในข้ออวดอุตริมนุสธรรม

    อ.วิชัย ใช่ เพราะจุดมุ่งหมายของการบัญญัติสิกขาบทนี้ ก็มีเรื่องราวต่างๆ ในสมัยนั้นมีภิกษุที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ในสมัยนั้นก็เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุทั้งหลายก็ปรึกษากันว่าจะกระทำอย่างไรดี เพราะอาหารบิณฑบาตก็หาได้ยาก ได้ข้อสรุปว่าให้อวดคุณวิเศษ ก็เลยอวดคุณวิเศษ ชาวบ้านก็เกิดความเลื่อมใส ภายหลังมีภิกษุที่ไปแล้ว พระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทราบเรื่อง ก็ตำหนิว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เป็นมิจฉาชีพ และเป็นยอดมหาโจร นี่คือพระดำรัสเอง ว่าการกระทำที่อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตนเอง เพื่อที่จะให้คนอื่นเกิดความเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็นำปัจจัยต่างๆ มาถวาย เป็นยอดของมหาโจร เพราะมหาโจรมีถึง ๕ จำพวกด้วยกัน อันนี้คือในสิกขาบทนี้แหละที่ทรงแสดงถึงเรื่องของยอดมหาโจร

    อ.อรรณพ เพราะว่าปล้นได้แม้กระทั่งคุณวิเศษที่ตัวเองไม่มี

    อ.วิชัย ถือเอาคุณวิเศษที่ยอดยิ่งกว่ามนุสธรรมมาเป็นของตนเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงมหาโจรไว้อย่างไร ดังนั้นที่กล่าวนี้เพื่อเตือนจริงๆ ว่าควรเว้นจากความประพฤติอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เป็นการหลอกลวงคนอื่น อย่างเช่น การที่รวบรวมภิกษุเป็นหมู่ๆ เที่ยวจาริกไป แล้วก็ไปแสวงหาปัจจัย เหมือนโจรเวลาจะไปปล้นเขา ก็มีรวบรวมไพร่พลแล้วก็ไปปล้นเขา แต่อันนี้คือมีภิกษุที่รวบรวมเป็นหมู่ แล้วก็หลอกคน แล้วก็เที่ยวแสวงหาปัจจัย แต่ตนเองไม่มีศีลเลย เป็นภิกษุทุศีล แต่บวชเข้ามาเพื่อประสงค์จะรวบรวมภิกษุ เพื่อแสวงหาปัจจัย นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของการบวช ประการที่สอง ภิกษุที่ศึกษาพระธรรมคำสอนแล้ว กล่าวว่านั่นเป็นคำสอนของตนเอง อันนี้คือเป็นการขโมยปริยัติธรรม สามารถที่จะศึกษาแล้วก็คิดว่านั่นเป็นคำพูดของตนเอง ประการที่สาม คือการกล่าวโจทย์ภิกษุอื่นที่ทรงคุณ ต้องอาบัติหนักคือปาราชิกหามูลไม่ได้

    อ.อรรณพ ถ้ากล่าวโจทย์พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์ท่านยังไม่รู้อะไร ยังไม่รู้จักมาร ยังไม่ได้ปราบมาร ยังไม่ได้อะไร หรือว่ายังตอบคำถามอะไรไม่ได้ ต้องไปถามพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นอย่างนี้ จะยิ่งกว่าอันนี้หรือไม่

    อ.วิชัย อันนี้เห็นถึงความไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูหมิ่นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะไม่รู้จักมาร

    อ.อรรณพ ข้อนี้ก็เป็นปาราชิกที่แม้ไม่ได้อยู่ใน ๔ ข้อนี้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความเห็นอื่น มีลัทธิเดียรถีย์ ที่เขาคิดว่าเขามีวิชาธรรมกายอะไรที่เขาทำ ใช่ไหม ขณะนั้นก็ไม่ได้เป็นพระพุทธธรรม และไม่ได้เป็นพระพุทธศาสนา ขณะนั้นก็ไม่ได้มีความศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศานาอยู่แล้ว แต่เพียงประกาศตนว่าเป็นพุทธบริษัท

    อ.วิชัย เอาของสงฆ์ไปเที่ยวแจกจ่ายให้แก่คฤหัสถ์ ประการสุดท้ายก็คือการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน อันนี้คือยอดของมหาโจรเลย เพราะว่าขโมยคุณวิเศษที่ไม่มีในตนเอง แล้วมาอวดอ้าง เพื่อให้คนอื่นเกิดความเลื่อมใส

    อ.อรรณพ ท่านแสดงว่าปล้นทั้งโลกิยทรัพย์และโลกุตรทรัพย์ โจรธรรมดาปล้นทรัพย์สินเงินทอง อันนี้ก็หลอกทั้งทรัพย์สินเงินทอง แล้วก็หลอกว่ามีคุณวิเศษ เพื่อที่จะหลอกทรัพย์สินเงินทอง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าไม่ใช่โจร ไม่ใช่มหาโจร แต่เป็นยอดมหาโจร อันนี้คือพระดำรัสของพระองค์ท่าน ไม่ใช่เราพูดเอง

    อ.วิชัย ที่กล่าวอย่างนี้ เพื่อให้เกิดความสำนึก สามารถที่จะประพฤติตัวให้ถูกต้องได้ ถ้ารู้ เข้าใจว่าธรรมวินัยแสดงว่าอย่างไร มีสิกขาบทอย่างไร แล้วรู้จักตนเอง สำนึกตน ก็สามารถที่จะให้ประพฤติถูกต้องได้ แก้ไขได้

    อ.อรรณพ อีกประเด็นหนึ่งที่คนยังตะขิดตะขวงใจ ไม่กล้า ก็ยังเรียกว่าวัดพระธรรมกายบ้าง อย่างการประพฤติเช่นนี้ของกลุ่มคนที่เป็นธรรมกายนำโดยธัมมชโย สถานที่ตรงนั้นเป็นวัดในพุทธศาสนาหรือไม่

    อ.วิชัย ถ้าเรากล่าวถึงในสมัยครั้งพุทธกาล ก็จะมีอาราม เป็นที่รื่นรมย์ในการประพฤติคุณความดีของภิกษุทั้งหลาย เป็นที่อาศัยของภิกษุที่มีศีลทั้งหลาย เพราะเขามีจิตศรัทธาสร้างอาราม อย่างเช่นในสมัยครั้งโน้นก็จะทราบถึงวัดพระเชตวัน ใช่ไหม อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะว่าท่านเป็นผู้มีจิตศรัทธาถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้ได้อาศัย แล้วก็ประพฤติคุณความดี สถานที่นั้นเป็นที่มีการที่จะได้รับฟังพระธรรม มีการที่จะประพฤติในสิ่งที่ดีงามโดยประการต่างๆ

    อ.อรรณพ แต่ถ้าที่นั้นไม่ได้สอนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่นั่นก็ไม่ใช่เป็นอารามและไม่ใช่วัด แต่เป็นที่อยู่ของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างไป แต่อ้างว่าเป็นพุทธศาสนา

    อ.วิชัย เพราะอารามหมายถึงว่าต้องมีคำสอน ที่จะให้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ถ้าเป็นคำสอนที่ผิด ไม่ตรงตามธรรมวินัย ก็ไม่ใช่อารามในพระพุทธศาสนา

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นก็พูดได้ตามความเป็นจริงในพระธรรมวินัยว่า ธรรมกายไม่ใช่พุทธ ไม่อย่างนั้นเราจะเข้าใจผิด ใช่ไหม เพราะความเป็นพุทธก็คือ ความรู้ความเข้าใจตามพระธรรมวินัย ในเมื่อไม่ได้แสดงธรรมตามพระธรรมวินัย ให้คนติดข้องโป้งรวยอะไรเช่นนี้ ใช่ไหม ก็ไม่เป็นพุทธ มาถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด ในฐานะชาวพุทธ อย่างพวกเราที่เป็นอุบาสก อุบาสิกากันทั้งหมด จะมีแนวทางแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ทั้งในมุมมองของนักกฎหมาย แล้วก็ในมุมมองของชาวพุทธคนหนึ่ง

    อ.จริยา กฏหมายไม่ใช่ยาสารพัดโรคที่จะแก้อะไรได้ กฎหมายก็วางขอบเขตเอาไว้เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ประพฤติปฏิบัติแล้วก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ถ้าเรามองกรอบของกฎหมายคณะสงฆ์ ถ้าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายคณะสงฆ์ ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายก็จะไม่เป็นอย่างนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของพระวินัยว่า ถ้าพระภิกษุที่เราเรียกว่าภิกษุตามพระธรรมวินัย ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเลย แต่นี่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าที่เกิดขึ้น ผู้ที่มีส่วนที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือพวกเราทั้งหลายนี่แหละ ที่ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ส่งเสริมให้พระทั้งหลายกระทำผิด เพราะเหตุที่ว่าถ้าเราเข้าใจพระธรรมวินัยแล้ว เราคงจะไม่ไปส่งเสริมผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นต้นว่าเราก็รู้ว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องละ แต่มีคนสอนเรื่องโลภ อยากได้ ถ้าเราเข้าใจพระธรรมวินัยตรงนี้

    อ.อรรณพ แยกแยะได้

    อ.จริยา เราก็ไม่ไปสนับสนุนถูกไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งก็คือให้ความรู้กับทุกๆ คนที่เราพบ เรารู้จัก เรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัยหรือการศึกษา แต่พอได้ยินคำว่าศึกษา ทุกคนก็จะรู้สึกว่ายากเย็น แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็ตระหนักดีถึงหน้าที่ของเราที่บอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ ว่าเรามีหน้าที่ต้องศึกษาพระธรรมวินัย ก็ศึกษา ซึ่งถ้าศึกษาตั้งใจก็คงไม่ยาก เพราะทุกคนกว่าจะอ่านก.ไก่ ข.ไข่ ออกได้ก็ใช้เวลานาน

    อีกประการหนึ่งก็คือ นอกจากที่เราจะให้ความรู้กับคนทั่วๆ ไปแล้ว ในกรณีของผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ได้รู้แล้ว เราก็ควรจะต้องหาทางที่จะป้องกันไฟที่กำลังลุกลามอยู่ เพื่อที่จะให้ค่อยๆ สงบลง อาจจะไม่ได้ในช่วงชีวิตของเรา แต่อย่างน้อยที่สุดบรรพบุรุษเราได้ทำมา เราได้เห็นจากที่อาจารย์จักรกฤษณ์ได้พูดถึงเรื่องตั้งแต่สมัยพุทธกาล หรือว่าอาจารย์วิชัยกล่าวถึงเรื่องพุทธกาลก่อนๆ อาจารย์จักรกฤษณ์กล่าวในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่พระเจ้าตากสินมาจนถึงรัชกาลที่ ๑ เราก็จะเห็นว่าบรรพบุรุษของเราก็ได้พยายามรักษาพระศาสนา ถ้าพวกเราทุกคน ตั้งใจที่จะรักษาพระศาสนาตามสิ่งที่เราเริ่มเข้าใจ ดิฉันคิดว่าก็เป็นหนทาง แต่อย่างไรก็ตามการที่เราจะรักษาพระศาสนาได้อย่างดี ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ คน เป็นต้นว่า เมื่อสมัยพุทธกาลหรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็ได้ความร่วมมือจากพระมหากษัตริย์ เพราะเหตุใดพระมหากษัตริย์จึงลงมา เพราะเหตุที่ว่าสมัยนั้นเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่าง กฎหมายจะออกมาก็ด้วยพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้กฏหมายเราอยู่ในสมัยประชาธิปไตย มีประมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่มีรัฐบาลทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ

    เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลได้มีความสนใจ ใส่ใจ ที่จะแก้ปัญหา ในกรณีเรื่องพระทั้งหลายกระทำผิดพระวินัย เราไม่ได้พูดเฉพาะกรณีธรรมกาย เราพูดถึงทุกๆ กรณี ว่าเมื่อไหร่ที่พระกระทำผิดวินัย ก็เป็นเหตุที่จะให้พระศาสนาเสื่อมโทรม เมื่อพระศาสนาเสื่อมโทรม ซึ่งในสมัยนี้เราจะเห็นว่าลุกลามไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศชาติก็จะย่อยยับลงไปได้ แล้วในกรณีของวัดพระธรรมกายที่ใช้คำว่าวัด ถ้าเราดูเข้าไปในเว็บไซต์แล้ว ซึ่งเป็นการลงในเว็บไซต์โดยสำนักธรรมกายเอง ก็จะเห็นว่าน่ากลัวมาก ที่จะมีการซ่องสุมผู้คน ที่จะเกิดมหันตภัยแก่ประเทศชาติ อันนี้เป็นเหตุให้สำหรับดิฉันคิดว่า เราต้องศึกษาพิจารณาด้วยความรอบคอบ และด้วยจิตที่กรุณาต่อผู้ที่กำลังหลงผิด เพื่อให้เข้าใจถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ของพระศาสนา เพื่อที่จะไม่หลงผิด กระทำไปตามการชักชวน

    อ.อรรณพ ผมมองเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งผู้คนที่เข้าไปร่วมกับธรรมกายที่เขายังไม่มีโอกาสเข้าใจ ถ้าเขาเข้าใจอะไรถูกอะไรผิด ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเขาที่จะช่วยรักษาพระธรรมวินัย และความสงบของชาติบ้านเมือง อันนี้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ประชาชนทั่วไปส่วนหนึ่ง แล้วก็ผู้บริหารประเทศ ซึ่งถ้าท่านได้ทราบ ได้เข้าใจพระธรรมวินัย แล้วก็เห็นเฉกเช่นเดียวกับบรรพบุรุษที่เราได้ กล่าวถึง ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

    อ.จักรกฤษณ์ ก่อนที่เราจะไปกล่าวถึงการแก้ปัญหา เราต้องพูดถึงว่าตอนนี้ชาติเสียหายแค่ไหน อย่างที่อาจารย์จริยาได้กล่าวครบทุกด้าน ซึ่งความเสียหายสำหรับชาติบ้านเมืองและพระศาสนาเป็นเรื่องใหญ่ อย่างที่เราเห็นกฎหมายตราสามดวง กฎประสงค์ที่ท่านบรรยายถึงความเสียหายจากการกระทำละเมิดพระวินัยอย่างไร อันนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราได้เห็นภาพอย่างหนึ่ง

    ปัจจุบันความเสียหายของประเทศชาติ ของพระศาสนา เราอาจจะไม่รู้ บางท่านอาจจะว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราก็ยังใช้ชีวิตดำรงชีวิตกันอยู่ตามปกติ ทำมาหากินมีความสุขไปตามอัตภาพ บางท่านก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราแต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้น่าจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญที่ให้สังคมได้ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นคืบคลานเข้ามาอย่างไร จากการที่มีการบิดเบือนคำสอนที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่เสียหายมากๆ อย่างที่ได้เรียนอาจารย์อรรณพแต่ต้นแล้วว่า เราศึกษาพระธรรมคำสอนก็เพื่อที่จะออกจากเหว ออกจากโลกมืด แต่เมื่อไรก็ตามที่พระธรรมคำสอนท่านถูกบิดเบือน เราไม่มีทางที่จะไปไหนได้เลย ก็จะอยู่ในนี้ ปิดโอกาสสำคัญของความรู้

    อ.อรรณพ เป็นความเสียหายที่มากที่สุด

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ เรายังไม่ได้ตระหนักกันในตรงนี้ สำคัญมากๆ เพราะว่าท่านกล่าวไว้ในหลายบทว่า การที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยาก ได้พบพระพุทธศาสนาก็ยาก ได้ศึกษาและเข้าใจพระธรรมยิ่งยาก คือความยากเป็นไปตามลำดับ ดังนั้นพระธรรมคำสอนถูกบิดเบือน ถูกละเมิดพระธรรมวินัย ถูกย้ำยีอย่างนี้ เสียหายเกิดขึ้นมากๆ


    หมายเลข 10746
    2 พ.ย. 2569