001 ยุคนี้ไม่มีภิกษุณี


    อ.อรรณนพ เรื่องหนึ่งที่สังคมชาวพุทธเราอาจจะยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องชัดเจนก็คือ ผู้หญิงในยุคนี้สามารถที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้หรือไม่ และจะเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ความเท่าเทียมกันระหว่างชายกับหญิงหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ตามพระธรรมวินัยได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นการสนทนาพิเศษในช่วงนี้ ก็จะเป็นการสนทนาในประเด็นที่น่าสนใจมากก็คือยุคนี้สมัยนี้ จะมีภิกษุณีตามพระธรรมวินัยได้หรือไม่ ซึ่งในวันนี้เราก็จะมีโอกาสได้พูดคุยกับท่านวิทยากรที่ท่านมีความรู้ทั้งทางพระธรรมวินัยและกฎหมาย ในลำดับแรกๆ ก็จะขอกราบเรียนท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้กรุณาให้ความเข้าใจเบื้องต้นว่า ภิกษุณีคือใคร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่า ในครั้งพุทธกาลพุทธบริษัทมี ๔ คือภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ อุบาสก ๑ อุบาสิกา ๑ แต่ว่าปัจจุบันนี้ไม่มีภิกษุณี เพราะเหตุว่าไม่ใช่พระพุทธประสงค์ที่จะให้สตรีบวชในพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่จะศึกษาธรรมในเพศของคฤหัสถ์ที่เป็นผู้หญิง สามารถที่จะศึกษาได้ อบรมเจริญปัญญาได้ เช่นเดียวกับผู้ชายที่เป็นอุบาสก เพราะฉะนั้นทุกท่านที่มีความสนใจในธรรม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นพุทธบริษัท จะต้องเข้าใจธรรม โดยการศึกษาธรรม มิฉะนั้นไม่ใช่ภิกษุณี ไม่ใช่อุบาสิกาและก็ไม่ใช่ภิกษุ ไม่ใช่อุบาสก ถ้าไม่เข้าใจธรรมก็เป็นคฤหัสถ์ธรรมดา

    เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบพุทธบริษัท บริษัทผู้ที่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาพระธรรมพร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็จะต้องศึกษาให้เข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่ได้ฟังพระธรรม และได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม

    อ.อรรณพ เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจโดยลำดับที่ชัดเจนว่า ทำไมในสมัยพุทธกาลหรือหลังพุทธกาลมาไม่นาน ก็ยังมีภิกษุณี ก็จะขอเรียนถามอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย วิทยากรประจำมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระศาสนา ได้เล่าถึงว่า ภิกษุณีตามธรรมวินัยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ตั้งแต่ภิกษุณีรูปแรกเลย เพื่อจะให้เข้าใจจริงๆ ว่าภิกษุณีในครั้งนั้นมีจริง แล้วมีความเป็นมาอย่างไร

    อ.คำปั่น ก็ต้องเข้าใจความหมายของภิกษุณีก่อนว่าหมายถึงอะไร ถึงภิกษุณี ภาษาบาลีคือภิกขุณี ซึ่งก็หมายถึงผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา เข้าใจธรรมจริงๆ จึงสามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์มุ่งสู่เพศบรรพชิตได้ แล้วก็อยู่ในฐานะของเพศของผู้หญิง และในพระวินัยปิฏกก็แสดงถึงความหมายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ภิกษุณีก็คือผู้ที่ได้รับการอุปสมบทอย่างถูกต้องโดยสงฆ์สองฝ่าย ก็คือทั้งภิกษุณีสงฆ์ แล้วก็ภิกษุสงฆ์ ทั้งสองฝ่ายเลย กล่าวถึงความเป็นมาว่า พระภิกษุณีรูปแรกนั้นคือใคร และมีความประสงค์อย่างไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าไม่ปรารถนาที่จะให้ผู้หญิงหรือว่าสตรี ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม ประกาศพระศาสนามาถึงพรรษาที่ ๕ ซึ่งขณะนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตมี เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางก็เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลเพื่อขอโอกาสให้สตรีได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสห้ามถึงสามครั้งว่า อย่าเลย อย่าชอบใจการที่สตรีจะได้ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ถึง ๓ ครั้ง ตรัสห้ามถึงสามครั้ง นี่ก็แสดงถึงความชัดเจนอยู่แล้วว่า พระองค์ไม่ได้มีพุทธประสงค์ที่จะให้สตรีได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสท่านอย่างนี้ พระนางก็ทรงเสียพระทัยมาก เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปที่พระนครเวสาลี ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน พระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมกับพระนางสากิญาณีทั้ง ๕๐๐

    อ.อรรณพ สากิญาณีคือใคร

    อ.คำปั่น สากิญาณีคือเจ้าหญิงศากยะ ได้ให้ปลงผม แล้วก็นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าไปที่พระนครเวสาลี มีพระวรกายที่เกลือกกลั้วด้วยเหงื่อไคล ทรงกันแสงด้วยความเสียใจอยู่ที่ซุ้มประตู ซึ่งขณะนั้นท่านพระอานนท์ก็ได้เห็นพระนาง ได้ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงทรงเสียพระทัย พระนางได้รับการห้ามจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิให้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ท่านพระอานนท์ก็กล่าวกับพระนางว่า ขอให้พระนางได้รออยู่ตรงนี้ก่อน จนกว่าท่านพระอานนท์จะได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุญาตให้สตรีได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

    หลังจากนั้นท่านพระอานนท์ก็เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบทูลขออนุญาตเพื่อให้สตรีได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสห้ามถึงสามครั้งเช่นเดียวกันว่า อย่าเลย อย่าชอบใจการที่สตรีจะได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา แล้วต่อจากนั้นท่านพระอานนท์ก็คิดว่า ควรที่จะได้กราบทูลขออนุญาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเหตุบางอย่าง จึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าสตรีออกบวชสามารถที่จะกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล จนถึงอรหัตผลได้หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สามารถที่จะกระทำให้แจ้งซึ่งผลทั้งสี่ได้ แล้วท่านพระอานนท์ก็กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นพระนางมหาบดีโคตมี ซึ่งเป็นผู้ที่มีพระคุณ เป็นผู้ที่เลี้ยงดูพระองค์ หลังจากที่พระมารดาทิวงคตไป ควรอย่างยิ่งที่พระนางจะได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าสามารถที่จะกระทำให้แจ้งซึ่งผลอันประเสริฐนี้ได้ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าหากว่าพระนางมหาปชาบดีโคตมีพร้อมที่จะรับครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งเป็นฐานะที่รักษาได้ยากอย่างยิ่ง ถ้าสามารถรักษาได้ นี่แหละคือการอุปสมบทของพระนางมหาปชาบดีโคตมี แล้วหลังจากนั้นท่านพระอานนท์ท่านก็นำความนี้มาเรียนให้กับท่านพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้รับทราบ แล้วก็เป็นการได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงถึงความจริงว่า ถ้าหากว่าสตรีได้บวชในพระธรรมวินัย พระสัทธรรมจะตั้งอยู่ไม่นาน พระศาสนาจะไม่ยั่งยืน แต่ถ้าพระองค์ได้ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการนี้ไว้ ก็จะเป็นการรักษาพระศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป เหตุผลที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะให้สตรีได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ก็อย่างที่กราบเรียนคือ ทำให้พระศาสนาไม่ยั่งยืน มั่นคง เปรียบเหมือนกับตระกูลใดก็ตามที่มีสตรีมาก แต่ว่าบุรุษน้อย ก็จะถูกทำลายได้โดยง่าย เปรียบเหมือนกับไร่ข้าวสาลี ที่มีพวกหนอนลงไปก็ทำความเสียหายให้ แล้วก็เปรียบเหมือนกับไร่อ้อย ที่มีพวกเพลี้ยลง ก็ทำความพินาศ ทำความเสียหายให้ แต่เพราะมีครุธรรม ๘ ประการ ก็เปรียบเหมือนกับเป็นเครื่องป้องกันอย่างดีชั้นหนึ่ง นี่คือในเบื้องต้นที่กล่าวถึงพระภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนาคือพระนางปชาบดีโคตมี

    อ.อรรณพ อันนี้เป็นรูปแรก เพราะฉะนั้นเห็นถึงความที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า เพศหญิงไม่เหมาะที่จะอยู่ในเพศบรรพชิต เรื่องการที่ผู้หญิงจะบวชเป็นบรรพชิต พระองค์ทรงห้ามถึงสามครั้ง นั่นแสดงถึงความมั่นคงที่ทรงแสดงว่าเพศหญิงไม่เหมาะที่จะครองเพศบรรพชิต

    กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ในยุคนั้นตั้งแต่ท่านปชาบดีโคตมี และเหล่านางสากิญาณี ๕๐๐ นั้น คือเจ้าหญิงศากยะทั้ง ๕๐๐ ทำไมพระองค์จึงทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณี ในยุคนั้น ไม่ใช่ในยุคนี้

    ท่านอาจารย์ ยุคไหนๆ ก็ตาม คนที่จะมีศรัทธามั่นคง จะสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิตไม่ใช่เพราะเพียงอยากบวช แต่ต้องเป็นผู้ที่รู้อัธยาศัยของตนเองโดยการที่เข้าใจพระธรรม และเห็นว่าสามารถที่จะดำรงเพศภิกษุ ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องรู้จริงๆ ว่าสามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือน แล้วก็มีชีวิตที่ไม่กระทำกิจของคฤหัสถ์อีกต่อไป และชีวิตความเป็นอยู่ ถ้าใช้คำว่าสละแล้ว หมายความว่าไม่มีอะไรเลย บ้านไมมี ทรัพย์สมบัติไม่มี พี่น้องวงศาคณาญาติ เพื่อนฝูงมิตรสหาย ซึ่งเคยสนุกสนานรื่นเริงกันก็ต้องละ เพราะเห็นแก่พระธรรมวินัย ที่สามารถที่จะทำให้คนนั้น สามารถดับกิเลสได้เช่นเดียวกับที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม

    เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของผู้ที่บวชทุกคน ในสมัยโน้นยังไม่มีภิกษุณี พระภิกษุท่านบวชก่อน ก็ต้องเป็นผู้ที่เห็นว่าการที่สามารถที่จะดับกิเลสได้โดยไม่ลำบากสำหรับตนเองที่สะสมอัธยาศัยที่จะละทุกสิ่งทุกอย่างได้ มีชีวิตตามรอยพระบาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนิน คือละทุกอย่าง และอบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต กิเลสมีมากไหม

    อ.อรรณพ มาก

    ท่านอาจารย์ แล้วก็จะขัดอย่างไร ถ้าไม่มีพระธรรม ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมใครก็ตาม ที่ไม่ศึกษาพระธรรมเลย แล้วจะขัดเกลากิเลสเอง เป็นไปได้ไหม

    อ.อรรณพ ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่เข้าใจอัธยาศัยของตนเอง และเห็นคุณของพระธรรมสูงสุด ที่สามารถจะนำไปสู่การดับกิเลส จึงมีความเคารพอย่างยิ่งในพระบรมศาสดา และในพระธรรมวินัยที่ได้ทรงบัญญัติไว้ เพื่อที่จะให้ภิกษุสามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตตามความประสงค์ของภิกษุนั้น ไม่ใช่ว่าบวชเพื่อเหตุอื่นเลย แต่ตามความประสงค์ที่จะขัดเกลากิเลส ดับกิเลส เพราะฉะนั้นการที่จะมีชีวิตที่มั่นคงในการที่จะสละทุกอย่างจริงๆ ไม่ใช่สละแล้วยังรับคืน สละแล้วยังยินดี หรือว่าสละแล้วยังอยากได้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่มั่นคงในพระธรรมวินัย

    ด้วยเหตุนี้ แม้ภิกษุยังต้องเป็นผู้ที่มั่นคงถึงอย่างนั้น แล้วผู้หญิงในครั้งพุทธกาลได้ใกล้ชิด ได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมมากกว่าในยุคนี้แน่นอน เพราะว่ามีทั้งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ท่านอื่นๆ รูปอื่นๆ เขาก็มีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรมมาก และรู้จักตัวเองด้วย อย่างคุณอรรณพ รู้จักตัวเอง แน่ใจ จึงไม่บวช ใช่ไหม

    อ.อรรณพ ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่ายากแสนยากที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ถ้าศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว คงไม่ค่อยมีคนกล้าที่จะบวช เพราะเหตุว่ายาก สละทุกอย่างที่เคยเป็นเคยอยู่ แม้แต่ในการตื่นขึ้นมาจะต้องทำอะไรบ้าง แม้แต่จะรับประทานอาหารหรือว่าจะนุ่งจีวร ก็ต้องตระหนักว่าเราไม่ใช่คฤหัสถ์ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ใช่คฤหัสถ์แล้ว กิจของบรรพชิตคืออะไร ศึกษาพระธรรมและขัดเกลากิเลสอย่างยิ่งกว่าคฤหัสถ์ โดยความประพฤติทางกาย วาจา ซึ่งต้องเป็นไปด้วยการที่ทำให้คนอื่นเห็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระภิกษุในธรรมวินัย ภิกษุยังลำบากอย่างนี้ แล้วสตรีจะลำบากกว่านั้นมากไหม จริงๆ แล้วผู้หญิงก็รักสวยรักงาม แล้วก็มีเรื่องสารพัดเรื่อง ใช่ไหม ที่เข้าใจว่าพวกผู้ชายก็ต่างกัน เขาเป็นเรื่องเอาการเอางาน ธุรกิจอะไรต่างๆ เป็นเรื่องเป็นราว แต่ผู้หญิงถ้าจะพูดไป บางคนก็บอกว่ามากเรื่องจริงๆ สารพัดเรื่อง แล้วจะมีศรัทธาถึงกับจะสละทั้งหมด แล้วก็บวชเป็นพระภิกษุณี เพื่อที่จะได้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าคฤหัสถ์ไม่ว่าชายหรือหญิงฟังพระธรรม เข้าใจ อบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสคือความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ก่อนที่จะสละกิเลสอื่นได้ เพราะว่าถ้ายังไม่รู้ ก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ทรงแสดแต่ละคำ ให้มีความเข้าใจที่ต้องมั่นคงต่อคำนั้น เช่น ธรรมเป็นธรรม จะเป็นสัตว์ บุคคลใดไม่ได้ และธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ธรรม เป็นธรรมหลากหลายมาก

    เพราะฉะนั้นเมื่อแต่ละคนสะสมมาแต่ละหนึ่ง ลองคิดดู ผู้หญิงที่ฟังธรรมในครั้งนั้นมีมาก แต่ใครบวชต้องด้วยความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง เช่น พระนางมหาปชาบดี ความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจของพระองค์ ใครทำได้ เสด็จจากพระนครกบิลพัสดุ์ไปสู่พระนครเวสาลี ทางไกลเท่าไหร่ ไม่สวมรองพระบาทเลย ใช่ไหม ก็เสด็จไป ระหว่างทางคิดดู แค่วันหนึ่งเดินไหวไหม อดทนแค่ไหน ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าความหนาว ความร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างหมด และเป็นผู้หญิงด้วย ร่างกายต้องอ่อนแอกว่า ไม่แข็งแรงที่จะเดินได้ไกลเท่าผู้ชาย แต่พระนางก็มีความศรัทธามั่นคงที่จะขอขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ซึ่งพร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้

    เพราะฉะนั้นการบวชไม่ว่าจะเป็นในผู้ที่เป็นหญิงหรือชายก็ตามแต่ ต้องจริงใจ มั่นคง สละ อุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลส ถ้าใครทำอย่างนี้ได้ เป็นภิกษุได้ และถ้าเป็นภิกษุณี คิดให้ดี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ทุกอย่าง เรื่องที่จะไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี พระองค์ทรงตรัสรู้มากแค่ไหน ที่จะเห็นการที่จะทำให้พระศาสนาไม่ดำรงตั้งมั่นด้วยเหตุนานาประการ เพราะฉะนั้น แม้ว่าพระนางมหาปชาบดีจะมีศรัทธาอย่างนั้นก็ยังไม่พอที่จะให้เห็นว่า ศรัทธาของพระนางมั่นคงแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีความเคารพในพระศาสนา ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ ผู้ที่จะให้คนอื่นได้ดับกิเลสตามด้วย ว่าพระองค์ทรงรู้ทุกอย่างทั้งอดีตนานแสนนาน ปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นจะไม่ทรงหยั่งรู้เลยว่าในอนาคตมีอะไรเกิดขึ้น ทรงทำนายแม้แต่ว่าขณะนั้นพระศาสนายังไม่อันตรธาน ก็ทรงรู้กาละที่พระศาสนาจะอันตรธาน เพราะผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องนั่นแหละเป็นผู้ทำลายพระศาสนา

    ด้วยเหตุนี้ ต้องคิดให้ดี ถ้าเป็นผู้หญิง ต้องไม่ลืมว่าด้วยความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ประสงค์ที่จะให้สตรีบวช เพราะฉะนั้นทรงวางพระวินัยบัญญัติสำหรับภิกษุณีมากกว่าภิกษุนั้น และในยุคสมัยนั้นก็มีผู้ที่มีศรัทธามากกว่าสมัยนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงมีผู้ที่บวชเป็นภิกษุณี แต่ก็ไม่มากเท่ากับคฤหัสถ์แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่จะสละเพศคฤหัสถ์สู่บรรพชิตก็ต้องน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ยากที่จะให้พระศาสนาดำรง จึงได้ทรงวางระเบียบสำหรับภิกษุณี เพื่อที่จะให้ภิกษุณีหมดไป มิฉะนั้นแล้วพระศาสนาก็จะต้องไม่มั่นคง ไม่ยืนนาน

    อ.อรรณพ เพื่อให้เข้าใจชัดเจน เพราะท่านอาจารย์ได้ให้ความเข้าใจในเรื่องของการที่จะต้องเป็นผู้เข้าใจธรรม เข้าใจพระวินัย แล้วรู้อัธยาศัยตนเองดี จึงจะรู้ว่าควรที่จะอยู่ในเพศบรรพชิตหรือเพศคฤหัสถ์ อย่างท่านวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านก็มีปัญญามาก แต่ท่านก็ใช้ชีวิตเป็นคฤหัสถ์ปกติ แต่ในประเด็นที่จะชัดเจนก็คือว่า การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะให้สตรีบวชเป็นบรรพชิตตั้งแต่การจะบวช แม้จะมีการแสดงความมั่นคงของศรัทธาอย่างมาก อย่างท่านปชาบดีโคตมีและเหล่าสากิญาณีทั้ง ๕๐๐ ที่ท่านอาจารย์ได้กรุณากล่าวว่า เสด็จมาและเดินมาด้วยพระบาท แล้วก็ด้วยเท้าเปล่าๆ เหงื่อไคลเปียกปอนไปหมด ด้วยการสะสมมาจริงๆ แต่แม้กระนั้นการจะบวชภิกษุณีแตกต่างหรือมีความยากกว่าการบวชภิกษุอย่างไร

    เมื่อสักครู่อาจารย์กล่าวถึงครุธรรม ๘ ประการ ครุธรรมคืออะไร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายอมให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีบวช ก็คือด้วยการให้รับครุธรรม ๘ ประการ อันนี้คือตั้งแต่บวชแล้ว บวชแล้วมีศีลถึง ๓๐๐ กว่าข้อ มากกว่าภิกษุ อยากให้อาจารย์คำปั่นได้ช่วยกล่าวในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

    อ.คำปั่น ในเบื้องต้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสห้ามการที่พระนางมหาปชาบดีจะได้บวชเป็นภิกษุณีถึง ๓ ครั้ง ก็แสดงถึงว่าเป็นสิ่งที่ได้โดยยาก ก็จะทำให้พระนางมีศรัทธาอย่างยิ่งที่จะน้อมประพฤติตามทุกประการ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ได้ทรงบัญญัติไว้ นี่ก็แสดงถึงความยากที่พร้อมที่จะรักษาด้วยความจริงใจจริงๆ มีข้อความนี้แสดงไว้ในอรรถกถาด้วย ในเรื่องของการบวชเป็นภิกษุณีของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นเพียงรูปเดียวที่ได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยรับครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งก็แสดงถึงความจริงใจของพระนางว่า พร้อมที่จะรักษาครุธรรมทั้ง ๘ ประการอย่างยิ่ง เทิดทูนไว้อย่างยิ่งเลย

    อ.อรรณพ ครุธรรมคืออะไร

    อ.คำปั่น ครุธรรมก็คือ ธรรมที่หนัก ธรรมที่รักษาได้ยากอย่างยิ่ง เป็นที่ควรอย่างยิ่งที่จะเคารพในธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ อย่างเช่น ประการที่หนึ่งก็คือภิกษุณีแม้ว่าจะอุปสมบทมา ๑๐๐ ปี ก็ต้องให้ความเคารพสักการะพระภิกษุ แม้บวชในวันนั้น ที่สำคัญก็คือความเป็นบรรพชิต ก็เพื่อประโยชน์คือขัดเกลากิเลส นี่คือการแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้ ประการที่สอง ยกตัวอย่างก็คือภิกษุณีจะอยู่ในอาวาสที่มีพระภิกษุเท่านั้น นี่ก็แสดงถึงความละเอียด

    อ.อรรณพ คือหมายความว่าจะไปสร้างวัดต่างหากไม่ได้ แล้วก็มีอยู่แต่ภิกษุณีล้วนๆ ไม่ได้แน่

    อ.คำปั่น ต้องอยู่ในอาวาสที่มีพระภิกษุอยู่อาศัยด้วย ซึ่งในพระวินัยก็มีข้อความแสดงว่าเพื่อประโยชน์อะไร เพื่อประโยชน์ในการที่พระภิกษุณีจะได้รับโอวาทจากพระภิกษุด้วย อันนี้คือส่วนหนึ่ง แล้วก็มีข้อสงสัยธรรมใดก็สามารถที่จะสอบถามสนทนากับภิกษุได้ หรือแม้แต่การถามวันอุโบสถ ว่าวันอุโบสถนี้ ๑๔ ค่ำหรือว่า ๑๕ ค่ำ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ก็สามารถสอบถามได้จากพระภิกษุ

    อ.อรรณพ แสดงถึงความเคารพ แล้วก็ความนอบน้อมในพระภิกษุซึ่งเป็นบริษัทที่หนึ่ง ที่จะเป็นการขัดเกลาอย่างยิ่ง แล้วถ้าหญิงใดที่มีความมั่นคงเช่นนี้ มีความเคารพพระรัตนตรัยถึงขั้นนี้ แล้วก็สะสมมาที่จะบรรลุคุณธรรม และโดยเฉพาะถึงขั้นความเป็นพระอรหันต์ที่จะอยู่ในเพศบรรพชิต จึงสมควรที่จะบวชในยุคนั้นสมัยนั้น และก่อนจะบวชเห็นว่าไม่ใช่ยินดีจะมาเป็นภิกษุณีได้เลย สำหรับท่านพระมหาปชาบดีโคตมีชัดเจน เป็นพระเถรีรูปแรกที่ได้รับการบวชโดยรับครุธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง


    หมายเลข 10804
    17 ส.ค. 2569